วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552
MSN Key port error เข้าไม่ได้ (-_-)
แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ ฮ่ะๆๆๆ
เอาล่ะมาดูวิธีกันเลยดีกว่า
1. run cmd (หน้า dos)
2. พิมพ์ netsh winsock reset catalog
3. พิมพ์ netsh int ip reset reset.log
4. แล้วก็ restart
5. จบข่าว
เวบนี้เลย ตามไปดูซะ http://ysolution.blogspot.com/2008/05/msn-key-ports-error-solution.html
วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2552
กล่องแห่งความฝัน (Dream Box)

ความสงสัยเรื่องนี้เกิดขึ้นมาจาก เข้าไปเวบไรไม่รู้จำไม่ได้ เขาพูดเกี่ยวกับ Dream Box ก็เลยสงสัยว่า ไอ้เจ้าตัวนี้มันคืออะไร คงไม่ต้องสงสัยว่าจะถามใครได้ ....นั่นแหละ พี่กูเกิ้ง
ไอ้เจ้าตัวนี้มันก็คือกล่องรับสัญญาณดาวเทียมนั่นเอง แต่ มันพิเศษกว่านั้น มันแถมการเชื่อมต่อผ่าน Internet เข้ามาด้วย
แล้วทำไมต้องมีด้วย?
จริงๆแล้วมันเอาไว้ใช้ Decode รหัสของการเชื่อมต่อดาวเทียม เพื่อปลดล็อครายการต่างๆที่ส่งมาจากดาวเทียม เช่น True Vision

ใครส่งมาให้เรา?
คนที่ส่งข้อมูลมาให้เราคือผู้เปิดให้บริการอย่างผิดกฎหมาย เขาจะสร้าง Server จำลองขึ้นมาแล้วส่งข้อมูล Decode รหัสที่ได้มาจากผู้ให้บริการ ผ่านทาง Internet (GPRS, ADSL, MODEM) โดยใช้ Dream Box ในการรับรหัสนั่นเอง
แล้วมันมีดีอะไร?
ถูกไงครับ 200 บาท/เดือน ดู Platinum package ของ True Vision ได้ แต่ผิดกฎหมายนะครับ
ข้อมูลต่างๆลองดูจากเวบนี้ครับ
http://thaidreambox.bayore.net/
http://www.chokelive.com/2007/01/dreambox-card-sharing.html
Hotkey office
CTRL + I = Italic ตัวเอียง
CTRL + U = Underline ขีดเส้นใต้
CTRL + B = Bold ตัวหนา
CTRL + E = Center ตรงกลาง
CTRL + L = Left จัดชิดซ้าย
CTRL + R = Right จัดชิดขวา
CTRL + < = Decrease Font size by step เพิ่มขนาดตัวอักษรทีละขนาดที่กำหนด CTRL + > = Increase Font size by step ลดขนาดตัวอักษรทีละขนาดที่กำหนด
CTRL + [ = Decrease Font size by point เพิ่มขนาดตัวอักษรทีละพอยน์
CTRL + ] = Increase Font size by point ลดขนาดตัวอักษรทีละพอยน์
CTRL + = = Sub Script ตัวห้อย
CTRL + + = Super Script ตัวยก
ถ้าต้องการมากกว่านี้ลองเข้าไปดูเวปนี้
http://www.diinoy.com/phpbb_3/viewtopic.php?f=14&t=170
วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
ตู้เย็นน้ำมันก๊าด ???????
เจอเวปนี้เข้าไป http://share.psu.ac.th/blog/sec-km-adm/5647
หลักการก็ซับซ้อนพอควร เขาใช้สารผสมแอมโมเนียเป็น ตัวกลางถ่ายโอนความร้อน (เรามักใช้คำพูดผิดว่าเอาความเย็นใส่เข้าไป ซึ่งควรพูดว่าเอาความร้อน(พลังงานรูปหนึ่งที่ถ่ายโอนได้)ออกมากกว่า) โดยความร้อนจากเตาน้ำมันก๊าดจะไปช่วยให้แอมโมเนียในสารผสมแอมโมเนียเข้มข้น กลายเป็นไอ (ผมว่าความร้อนจากเทียนเล่มใหญ่ก็คงใช้ได้ แต่ต้องคอยยกระดับให้ความร้อนสม่ำเสมอ) และเคลื่อนที่ผ่านหลอดเล็กๆลอยขึ้นด้านบน โดยนำเอาบางส่วนของเหลวแอมโมเนียเจือจางไปด้วย (ไอแอมโมเนียทำหน้าที่เป็นปั๊มส่งแอมโมเนียเจือจางให้สูงขึ้น) ส่วนไอแอมโมเนียร้อนที่ลอยขึ้นด้านบนจะไปถ่ายโอนความร้อนให้แก่สิ่งแวดล้อม คืออากาศภายนอกตู้เย็น (เป็นการเอาความร้อนออกจากระบบ) และควบแน่นเป็นของเหลว ผ่านเข้าไปในส่วนที่เรียกว่า evaporator ซึ่ง มีแก๊สไฮโดรเจนเป่าผ่าน ซึ่งจะทำให้แอมโมเนียกลายเป็นไออีกครั้ง ตรงนี้คือหลักการสำคัญครับ เพราะการกลายเป็นไอจะต้องใช้ความร้อนแฝง การกลายเป็นไอของแอมโมเนียเกิดขึ้นที่อุณหภูมิต่ำ (จุดเดือดแอมโมเนีย ที่ความดันปกติอยู่ที่ -33.35 องศาเซลเซียส) ดังนั้นการถ่ายโอนความร้อนจากห้องในตู้เย็นสู่แผงการกลายเป็นไอของแอมโมเนีย จึงเกิดขึ้น หลังจากรับความร้อนมาแล้วก็ต้องทำไอแอมโมเนียให้กลายเป็นของเหลวเหมือนเดิม ซึ่งก็ใช้สารละลายแอมโมเนียเจือจาง (ที่ไอแอมโมเนียปั๊มไปไว้สูงขึ้น) เป็นตัวดูดซับให้ละลายเป็นของเหลว (สารละลายแอมโมเนียเข้มข้น) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ Absorption refrigerator ในการละลายนี้จะปล่อยความร้อนออกจากระบบอีกด้วย (อากาศก็รับไป) จากนั้นก็จะไปเข้า absorber vessel ซึ่งแยกแก๊สไฮโดรเจนให้ไหลกลับเข้าไปในระบบใหม่ และได้สารละลายแอมโมเนียเข้มข้นคืนกลับไปรับความร้อนจากเตาน้ำมันก๊าดอีก ครั้ง ก็จะครบวัฏจักร (cycle) ของแอมโมเนีย
แปลกดีมั้ย เดี๋ยวไปหาซื้อดีกว่า (-_-)
วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
Send to หาย ! ทำไงดี
แล้วจะ ทำไงๆๆๆๆๆ จะถามใครดีน้อ บังเอิญนึกถึง พี่ Google แกช่วยผมได้อีกแล้ว แหม แกเก่งทุกเรื่องเลย นับถือพี่แกจริงๆ จริงๆจะว่าไปแล้วนะ ทุกเรื่องนี่ ถาม พี่ Google ได้ ไม่ต้องพึ่งใครเลยเนอะ
เอ้า มาลองดูวิธีแก้กันดีกว่า
1. เข้าเวบนี้
http://www.dougknox.com/xp/scripts_desc/xp_sendtodesktop.htm
2. Copy หรือ Download จากเวป
'XP_sendtodesktop.vbs - Repairs the Send To Desktop function
'ฉ Doug Knox - 4/7/2002
'Updated 01/14/04
'Downloaded from www.dougknox.com
Set WshShell = WScript.CreateObject("WScript.Shell")
a = "HKEY_CLASSES_ROOT\CLSID\{9E56BE61-C50F-11CF-9A2C-00A0C90A90CE}\"
WshShell.RegWrite a,""
WshShell.RegWrite a & "NeverShowExt",""
b = "HKEY_CLASSES_ROOT\CLSID\{9E56BE61-C50F-11CF-9A2C-00A0C90A90CE}\InProcServer32\"
WshShell.RegWrite b ,"C:\Windows\System32\Sendmail.dll"
WshShell.RegWrite b & "ThreadingModel","Apartment"
c = "HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\CLASSES\CLSID\{9E56BE61-C50F-11CF-9A2C-00A0C90A90CE}\DefaultIcon\"
WshShell.RegWrite c,"C:WINDOWS\EXPLORER.exe,3"
d = "HKEY_LOCAL_MACHINE\Software\CLASSES\CLSID\{9E56BE61-C50F-11CF-9A2C-00A0C90A90CE}\shellex\DropHandler\"
WshShell.RegWrite d,"{9E56BE61-C50F-11CF-9A2C-00A0C90A90CE}"
'Thanks to MVP Kelly for this tip
Return = WshShell.Run("REGSVR32 /S SENDMAIL.DLL")
Return = WshShell.Run("REGSVR32 /S OLE32.DLL")
Return = WshShell.Run("REGSVR32 /S /I SHELL32.DLL")
Set WshShell = Nothing
MsgBox "Send To Desktop has been fixed",4096,"Finished!"
3. Double click ไฟล์ .vbs
4. จะได้ Send to กลับคืนมาแล้ว
มันง่ายดีเนอะ เกือบ Format อีกรอบแล้ว -_-
แต่ !
มันยังไม่จบ IIS ก็หาย เฮ้อ รู้งี้ใช้ Windows License ตัวเดิมก็ดีละ
แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวถามพี่ Google อีกรอบ แล้วจะมา update อีกรอบ
การเปลี่ยนแปลง (อีกครั้ง)
บางคน.. วันนี้ เศร้า และ เสียใจ
บางคน.. ทุกวัน เศร้า และ เสียใจ
บางคน.. วันนี้ บางสิ่งเปลี่ยนแปลง
บางคน.. ทุกวัน ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
แต่...
บางคน.. วันนี้ จะเข้มแข็งขึ้นกว่าเมื่อวาน
บางคน.. พรุ่งนี้ จะเข้มแข็งขึ้นกว่าวันนี้
และ..
บางคน.. ตั้งแต่นี้ไป ทุกอย่างจะดีขึ้น เปลี่ยนแปลงตาม.. เวลา ไม่ว่าวันนี้ หรือวันไหน
ขอให้บางคน เข้มแข็งขึ้น ตาม.. เวลา
วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552
รู้จักโบนไชนา เซรามิกผสมเถ้ากระดูก
หากจะพูดถึงผลิตภัณฑ์ เครื่องใช้เซรามิกที่มีความสวยงามและดูหรูหราแล้ว หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์เครื่องถ้วยชามเบญจรงค์ของไทยเอง แต่สำหรับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวตะวันตกคงรู้จักและคุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า โบนไชนา (bone china) กันมากกว่า
โบนไชนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ซึ่งจัดเป็นพอร์ซเลนชนิดหนึ่ง ผลิตภัณฑ์มีสีขาว น้ำหนักเบา มีความ (แข็ง) เหนียว (toughness) มาก นอกจากนี้โบนไชนายังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ ความโปร่งแสง (translucent) โดยหากนำมือหรือวัตถุทึบแสงไปกั้นระหว่างแหล่งกำเนิดแสงกับผลิตภัณฑ์แล้ว จะสามารถสังเกตเห็นเงาของมือหรือวัตถุปรากฏผ่านด้านหน้าผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้หากเคาะผลิตภัณฑ์จะได้ยินเสียงเคาะที่มีลักษณะกังวานใสด้วย
ลักษณะเด่นของผลิตภัณฑ์โบนไชนาคือ ความโปร่งแสง
พอร์ซเลน แบ่งออกได้ 3 ประเภทดังนี้
Hard-paste porcelain เป็นพอร์ซเลนที่ประกอบด้วยเคโอลิน (kaolin) ควอตซ์ (quartz) และแร่ฟันม้า (feldspar) และเผาที่อุณหภูมิสูงกว่า 1,350 องศาเซลเซียส
Soft-paste porcelain เป็นพอร์ซเลนที่ประกอบด้วยเคโอลิน ควอตซ์ แร่ฟันม้า หินเนฟิลีนไซอีไนต์ (nepheline syenite) กับแร่อื่น การเผาจะเผาที่อุณหภูมิต่ำกว่าฮาร์ด-เพซพอร์ซเลน โดยเผาที่อุณหภูมิประมาณ 1,100 องศาเซลเซียส
โบนไชนา เป็นพอร์ซเลนที่มีความแข็งเหนียว (toughness) มากกว่าพอร์ซเลนอีก 2 ประเภท การเผาโบนไชนาจะใช้อุณหภูมิประมาณ 1,200 - 1,300 องศาเซลเซียส ขณะที่การเผาเคลือบจะใช้อุณหภูมิต่ำกว่า 1,080 องศาเซลเซียส
ตัวอย่างจานพอร์ซเลนสมัยศตวรรษที่ 17-18 จากประเทศจีน
ไชนา : พอร์ซเลนจากประเทศจีน
เมื่อชาวยุโรปเริ่มสำรวจดินแดนใหม่ทางซีกโลกตะวันออกนั้น สิ่งหนึ่งที่พวกเขาได้ติดมือกลับไปคือ พอร์ซเลนลักษณะสวยงามซึ่งมีแหล่งกำเนิดจากประเทศจีน และทำให้คำว่า ไชนา (china) ในอีกนัยหนึ่งหมายถึงพอร์ซเลนที่มาจากประเทศจีนด้วย ซึ่งความสวยของพอร์ซเลนจากประเทศจีนนี่แหละที่ทำให้ชาวตะวันตกพยายามหาวิธี การต่างๆ เพื่อผลิตพอร์ซเลนให้สวยเหมือนพอร์ซเลนจากจีน
กระทั่งปี ค.ศ. 1748 ที่ประเทศอังกฤษ โทมัส ไฟรย์ (Thomas Frye) ก็เป็นบุคคลแรกที่ถูกบันทึกว่า เป็นผู้ริเริ่มใช้เถ้ากระดูกเป็นส่วนผสมในการผลิตพอร์ซเลน และนี่คือจุดเริ่มต้นของผลิตภัณฑ์โบนไชนา โดยขณะนั้นเถ้ากระดูกถือเป็นส่วนผสมลับในการผลิตพอร์ซเลนของไฟรย์เลยที เดียว
แม้จะเป็นสูตรลับ แต่ในที่สุดก็มีผู้ลักลอบนำความลับนี้ออกไปเผยแพร่นอกโรงงานจนได้ ทำให้โจเซียส สโปด (Josiah Spode) นำความรู้ไปปรับปรุงและพัฒนาต่อจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์โบนไชนาที่สวยงามสำเร็จ ในปลายศตวรรษที่ 18 และได้รับเกียรติจากหลายฝ่ายให้เป็นผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์โบนไชนามากกว่าไฟรย์ ด้วย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์โบนไชนามีการผลิตอย่างแพร่หลายทั่วโลก
ผงแคลเซียมฟอสเฟตจากกระดูกสัตว์
เถ้ากระดูกในโบนไชนา
โดยทั่วไปโบนไชนามีส่วนผสมหลักคือ เถ้ากระดูกประมาณร้อยละ 50 โดยน้ำหนัก และมีดินขาวเคโอลิน (kaolin) กับไชนาสโตน (china stone) อีกประมาณร้อยละ 25 (ในสหรัฐอเมริกาผลิตภัณฑ์ที่จะใช้ชื่อโบนไชนาได้ต้องมีเถ้ากระดูกเป็นองค์ ประกอบอย่างน้อยร้อยละ 25) ซึ่งปริมาณเถ้ากระดูกเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้โบนไชนามีเนื้อละเอียดสีขาว มีลักษณะโปร่งแสง และมีความแข็งมาก
เถ้ากระดูกมีองค์ประกอบหลักคือ แคลเซียมฟอสเฟต (calcium phosphate, Ca3(PO4)2) ได้จากการนำกระดูกสัตว์ต่างๆ เช่น กระดูกวัว ควาย ม้า มากำจัดเศษเนื้อ เอ็นที่ติดอยู่กับกระดูกออก และนำไปเผาที่อุณหภูมิสูงประมาณ 1,000 - 1,100 องศาเซลเซียส เมื่อเถ้ากระดูกเย็นตัวลงจึงนำมาบดให้เป็นผง
แนะนำเว็บไซต์ที่มีข้อมูลการทำโบนไชนา
http://www.ops.go.th/tcs/bonechina_htdoc/bone_china.html
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://www.spode.co.uk/History/history_finebone.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Porcelain
http://en.wikipedia.org/wiki/Bone_china
http://www.figurines-sculpture.com/english-china.html
http://www.ops.go.th/tcs/bonechina_htdoc/bone_china.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Bone_ash
ที่มา http://www.mtec.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=703&Itemid=36