วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553

มาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ งานกันเถอะ – ภาค 2

ใช้ Bookmark ให้เป็นประโยชน์

เหตุการณ์ คล้ายๆเก็บอีเมล์ไว้เต็ม Inbox หละครับ วันนึงผมเข้าเวปไซต์เป็นสิบๆด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไป บางทีเข้าไปเพื่อหาข้อมูลที่ต้องการจริงๆ บางทีเข้าไปหาอะไรอ่านเล่นๆ ซึ่งแน่นอนมีเวปจำนวนนึงที่ถูกใจผม แต่น้อยครั้งที่ผมจะอ่านจนจบหรือดูข้อมูลได้ทั้งเวปเพราะว่าเวลาไม่พอ เมื่อต้องเปลี่ยนไปทำงานอื่นแล้ว ผมก็จะปิด Browser ไป วันรุ่งขึ้นถ้าผมนึกได้ว่ายังอ่านบทความในเวปนั้นไม่จบแล้วอยากอ่านต่อ ทำยังไงดีครับ … ทางเลือกของผมคือ

  1. ลอง Search Google อีกรอบ อันนี้เดา keyword มั่วเลย ฮ่าๆ ก็จำไม่ได้ว่าครั้งที่แล้วใช้ keyword อะไรนี่ … หาไม่เจอ
  2. งั้นมาเปิดดูที่ History ของ Browser ละกัน … เอ่อ มีเป็นร้อยเวปเลย แถมจำไม่ได้ด้วยว่าเข้าเวปนี้ไปวันไหน Today? … Last 7 Days? … This month? เยอะจริงๆ … สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ตามระเบียบ

เสียเวลามั้ย? ชัวร์!!! หาข้อมูลเจอมั้ย? ไม่แน่!!! แต่ตอนนี้ผมไม่ค่อยเจอปัญหานี้แล้วครับ เพราะว่าผมพยายามใช้ Bookmark ให้เป็นประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิม พอผมเจอเวปหรือบทความอะไรดีๆ (อ่านผ่านๆซัก 1 ย่อหน้าแล้วโดนใจ) ผมจะรีบ Bookmark ไว้เลยครับ แรกๆก็ Bookmark ด้วย Browser นะ แต่หลังๆหันมาใช้พวก Social Bookmarking แล้วหละครับ เพราะว่าไม่ว่าเราจะเปิดคอมพ์เครื่องไหนก็สามารถเข้าถึงเวปที่เราสนใจได้ ตลอดฮะ


ตอนแรกๆก็ใช้งานได้ดีนะครับ แต่พอเริ่มมันมือเก็บ Bookmark ไว้เพียบเลย กลายเป็นว่าตอนนี้ของยากซะอีก (ลองดูได้ครับ kannique@delicious) … เฮ้อ รู้แบบนี้ผมใส่ Tag ให้กับ Bookmark ตั้งแต่แรกก็หมดเรื่องล่ะ ด้วยความขี้เกียจแท้ๆเลย ที่บอกไว้เพราะไม่อยากให้เพื่อนๆพลาดเหมือนผม สรุปว่ากรณีนี้ Social Bookmarking
+ Tag จะช่วยเพื่อนๆได้ครับ


เตรียม To-Do-List ทุกๆวัน

ง่ายๆเลย ครับ ถ้าเราไม่รู้ว่าแต่ละวันเราควรทำอะไรบ้างแล้วเราจะบริหารเวลาให้เกิด ประโยชน์สูงสุดได้ยังไง นี่คือความสำคัญของการที่เรามี To-Do-List ครับ วิธีทำจะว่าไปก็มีหลายวิธีนะ บางคนเลือกที่จะเขียนด้วยมือเพื่อสร้างความรู้สึกเอาจริงเอาจังให้กับตัวเอง และจะเขียนซ้ำๆไปทุกวันจนกว่างานจะเสร็จ บางคนก็ถนัดที่จะใช้ Software สำเร็จรูปที่สะดวกในการจัดการและตรวจสอบ (ตัว นี้ก็ใช้ดีนะครับ) … ตรงนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่าไหรในความคิดผมนะ ที่สำคัญคือเราจะเขียน To-Do-List ที่ดีได้อย่างไรมากกว่า ผมอ่านหนังสือและบทความมานิดหน่อย ขออนุญาตแนะนำครับ


จำได้มั้ยครับว่าเราควร “ทำงานที่สำคัญที่สุดก่อน” ใช่เลยครับ ถ้าเราจะสร้าง To-Do-List ที่ดี เราควรวางงานที่สำคัญที่สุดอันดับหนึ่งลงในช่วงเวลาที่เรามีก่อน (อย่าลืมพิจารณาวงจรชีวิตตัวเองด้วยนะ) แล้วค่อยหยิบงานที่สำคัญอันดับรองลงไปมาใส่ในช่วงเวลาที่เหลือครับ ตรงนี้ได้ประโยชน์สองส่วน อย่างแรกคือเราจะมีเวลาได้ทำงานที่สำคัญที่สุดแน่ๆ และสองคือเราจะเหลือเวลาให้กับเรื่องไม่เป็นเรื่องน้อยลง ตามสูตรเป๊ะเลย เราควรเตรียม To-Do-List ทุกๆเย็นสำหรับวันพรุ่งนี้ หรือว่าเตรียมตอนเช้าของวันก็ได้ครับ พยายามทำให้ได้เป็นประจำมันจะช่วยเราเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเวลา ของเราด้วย


ข้อควรระวังครับ อย่าคิดว่าเราเป็นซูปเปอร์แมนที่จะทำได้หลายๆอย่างในหนึ่งวัน กฎคือให้เราใส่งานลงใน To-Do-List แค่ครึ่งเดียวของสิ่งที่เราคิดว่าจะทำได้ในหนึ่งวัน … ผมลองแล้ว มันเป็นงี้จริงๆ ฮ่าๆ หลังๆถ้าเราเริ่มมีการบริหารเวลาที่ลงตัวขึ้น เราค่อยเพิ่มงานที่จะทำต่อวันขึ้นมาก็ได้ครับ


ตัดสินใจให้เร็ว

ใครเคยอยู่ ในสถานการณ์แบบนี้บ้างครับ?

หลังจากที่ release software ไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว คุณเอกในฐานะ Software Development Manager ก็เรียกประชุมทีมงานเพื่อวางแผนสำหรับ software version หน้า ซึ่งในการประชุมนี้นอกจากคุณเอกแล้วก็มีคุณโท Product Manager และคุณตรี Quality Assurance Manager ร่วมด้วย


คุณเอก:
เอาล่ะ เราต้องตัดสินใจแล้วว่าใน version หน้า software เราจะมีอะไรบ้าง? ตอนนี้ตัวเลือกก็จะมี (1) Defect ทั้งหมดที่ยังไม่ได้แก้จาก version เ่ก่าๆ (2) Feature ใหม่ที่ลูกค้าขอมา (3) Issue ที่สำคัญจาก Product Support และ (4) Feature หลักๆที่ software คู่แข่งมี เรามาดูในรายละเอียดแต่ละตัวกัน


ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง มีข้อมูลมากมายอยู่บนกระดานในห้องประชุม แต่ยังไม่การตัดสินใจว่าทีมควรทำอะไรต่อไป แล้วคุณโท (Product Manager) ก็เริ่มพูดขึ้นก่อนว่า


คุณโท:
เราต้องการ Feature ใหม่ๆในปีนี้ไม่งั้นเราจะเสียส่วนแบ่งการตลาดไปให้กับคู่แข่งนะ

คุณตรี: มี Feature ใหม่มันก็ดีนะคะ แต่เรามีบั๊กที่เก็บมานานต้องแก้ก่อนนะไม่งั้นจะยิ่งทำให้ชีวิตเรายุ่งยาก มากขึ้นในอนาคต

คุณโท: (สวนทันทีว่า) คุณเคยได้ยินด้วยหรอ software ที่ไม่มีบั๊กหนะครับ ผมขอยืนยันอีกครั้งว่าเราต้องการ Feature ใหม่!!!

คุณตรี: แต่เราเคยตั้งใจไว้ว่าจบงานแล้ว เราจะแก้บั๊กที่เหลือให้หมดเพื่อคุณภาพที่ดีขึ้นของ software นะคะ เราควรจะทำตามที่พูดไว้ไม่ใช่หรอ?


ทั้งสองคนมองมาทางคุณเอก คล้ายๆกับว่าอยากได้การตัดสินใจที่เด็ดขาด


คุณเอก:
เอาล่ะๆ เรามีโอกาสได้คุยกันแบบนี้แล้ว มันน่าจะมีทางออกที่ดีต่อทุกฝ่ายซิ …


การประชุมดำเนินไปจนครบสองชั่วโมง ท้ายที่สุดก็ไม่มีการตัดสินใจในเรื่องอะไรออกมาเลย … แม้แต่เรื่องเดียว

เหตุการณ์นี้บอกอะไรเราบ้างครับ?

  1. อย่าคาดหวังที่จะหาจุดลงตัวกับทุกฝ่าย (consensus) สำหรับการตัดสินใจแต่ละครั้ง มันดีแน่ๆอยู่แล้วถ้าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นผลดีกับทุกฝ่าย แต่ความเป็นจริงมันไม่ง่ายแบบนั้นหรอก ในฐานะผู้นำ เราต้องเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้จากทุกๆฝ่าย จัดลำดับความสำคัญให้เหมาะสม แล้วตัดสินใจให้เด็ดขาดเพื่อเลือกทางออกที่ดีที่สุดต่อส่วนรวมครับ
  2. No Decision, No Action!!! แน่นอนครับ ในเมื่อหัวหน้าไม่มีการตัดสินใจหรือคำสั่งที่ชัดเจนออกมา เด็กๆจะรู้ได้ยังไงว่าควรทำอะไรต่อไป? สุดท้ายแล้วทั้งทีมก็จับต้นชนปลายไม่ถูก ปล่อยให้เวลาเสียไปวันๆเพราะความไม่ชัดเจนของนโยบาย
  3. เมื่อรู้สึกว่ามีข้อมูลเพียงพอแล้วเรา ควรตัดสินใจให้เร็วครับ อาจารย์ที่ผมนับถือมากบอกว่า “ถ้าคุณมีข้อมูลเพียงพอแล้ว อย่าใช้เวลาเกิน 20 นาทีในการตัดสินใจ” ซึ่งผมใช้เป็นหนึ่งในหลักการทำงานของตัวเอง แล้วถ้าเรารู้สึกว่ายังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมอีกหละ? อันนี้ขึ้นอยู่กับความเร่งด่วน ถ้ารอได้เราเลื่อนการตัดสินใจออกไปก่อนเพื่อหาข้อมูลหรือเจรจาต่อรองเพิ่ม เติม แต่สำคัญมากที่เราต้องกำหนดวันสุดท้ายที่เราต้องตัดสินใจเรื่องนี้ไว้ให้ ชัดเจน เมื่อถึงวันนั้นไม่ว่ายังไงก็ตามเราต้องตัดสินใจด้วยข้อมูลที่มีครับ จำไว้การตัดสินใจช้ามีผลทำให้งานไม่ก้าวหน้า

เทคนิคเล็กๆน้อยๆเมื่อต้องตัดสินใจ อย่างรวดเร็วคือขอให้เรามีความมั่นใจในตัวเอง มั่นใจในสัญชาตญาณของตัวเอง ไม่ต้องรู้สึกผิดแต่ให้บอกตัวเองว่าเรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องครับ เชื่อมั่นในตัวเองครับ!!!


อย่าหยุดสร้างกำลังใจ

สำหรับตัวผม เองกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในทุกๆเรื่องได้ครับ นั่นรวมถึงความพยายามที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของตัวเองด้วย กำลังใจหาได้จากที่ไหน? ง่ายที่สุดก็ตัวเราเองครับ เราต้องมีทัศนคติที่ดีต่อตัวเองอยู่ตลอดเวลา ผมพยายามให้กำลังใจตัวเอง สร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเอง คิดว่าเราต้องทำสำเร็จตามที่ตั้งใจ นอกจากนี้ผมชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับความสำเร็จของคนอื่นๆ ศึกษาและปรับใช้วิธีการของคนเหล่านั้น และในบางครั้งก็ฟังเพลงที่มีความหมายดีๆ (ออกแนวเพื่อชีวิต) อย่างตอนนี้ผมชอบเพลง The Climb – Miley Cyrus ครับ ฟังเกือบทุกเช้า เป็นเพลงที่ให้กำลังใจดีมากจริงๆ โดยเฉพาะท่อนนี้

There’s always gonna be another mountain

I’m always gonna make it move

Always gonna be a uphill battle

Sometimes I’m gonna have to lose


Ain’t about how fast I get there

Ain’t about what’s waiting on the other side

It’s the climb

~ Song by Miley Cyrus

ยังมีวิธีอื่นๆอีกมากที่จะสร้างกำลังใจ ให้เราได้ เช่น ขอกำลังใจจากครอบครัวและคนที่เรารัก ดูหนังฟังเพลง หยุดงานไปพักผ่อนตามสถานที่โปรด หวังว่าเพื่อนๆจะมีแนวทางที่ชอบของตัวเองนะครับ ถ้าทำข้อนี้ได้ประโยชน์มันมหาศาลมากกว่าแค่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานเลย หละ


หยุดผลัดวันประกันพรุ่ง

ข้อแนะนำทุก ข้อจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าเราไม่เริ่มทำมันอย่างจริงจังซักที อาการชอบผลัดวันประกันพรุ่งนั้นอาจจะเกิดเพราะว่างานที่ต้องทำเป็นสิ่งที่ เราไม่ชอบหรือไม่เต็มใจจะทำครับ


ถ้าเราชอบดูฟุตบอลจะมีสักวันมั้ยที่เราบอกตัวเองว่า “ไม่เป็นไร ไม่ดูเกมส์นี้ดีกว่า รอไปดูเกมส์หน้าละกัน” … ผมว่าคงไม่มีหรอกครับเพราะว่าถ้าเราชอบงานหรือกิจกรรมนั้นเรื่องอะไรเลยจะ ไม่ทำมันหละ? กลับกันเราไม่ชอบทำเอกสารเลย เราก็คงจะพูดกับตัวเองว่า “ไม่เป็นไร ไม่ทำเอกสารก่อนดีกว่า ไว้ทำจันทร์หน้าละกัน ยังไม่ใกล้วันส่งซะหน่อย” … ผมคิดว่าเป็นธรรมชาติของทุกคนที่ไม่อยากทำอะไรที่ไม่ชอบ แต่เมื่อมันเป็นหน้าที่เป็นความรับผิดชอบเราก็คงเลี่ยงยาก ดังนั้นเพื่อเป็นการกำจัดอาการนี้และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ เราเอง อย่าผลัดวันประกันพรุ่งอีกต่อไปครับเลยครับ แล้วทำยังไงดี?

  • ถ้าเราอยู่ในฐานะที่จะมอบหมายงานที่ เราไม่ชอบให้คนอื่นทำ ก็ทำเลยครับ งานที่เราไม่ชอบอาจจะเป็นของโปรดสำหรับคนอื่นก็ได้
  • ถ้าเราไม่อยู่ในฐานะที่จะมอบหมายงาน ได้ ก็ทำใจแล้วบอกตัวเองว่า “เออ ใช่ งานนี้เป็นงานที่เราไม่ชอบ แต่เราต้องกัดฟันทำให้เสร็จให้ได้” ยากครับ แต่ได้ผลจริงๆ
  • การผลัดวันประกันพรุ่งมีผลทำให้เรา รู้สึกผิดและรู้สึกไม่ดีกับตัวเองครับ (ผมคนนึงหละ) ถ้าเป็นแบบนั้นลองคิดว่าการที่เราทำงานที่ไม่ชอบจนเสร็จได้น่าจะเป็นทางที่ ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น คิดแบบนี้น่าจะเป็นแรงจูงใจที่ดีนะครับ


ถ้าเพื่อนๆยังคงมีปัญหากับการเริ่มต้นทำ งานอะไรซักอย่างอยู่หละก็ Anne-Marie Ronsen แนะนำว่าลองสัญญากับตัวเองว่าเราจะเริ่มต้นและใช้เวลาอยู่กับงานนั้นแค่ห้า นาที … ขอแค่ห้านาที บอกตัวเองว่าเราสามารถอดทนทำอะไรซักอย่างในเวลาห้านาทีได้แล้วเริ่มงานเลย ครับ ถ้าเรารู้แล้วว่าเราจะใช้เวลาอยู่กับงานนี้แค่ห้านาที เราจะรู้สึกว่างานนั้นไม่หนักเกินไปหรือน่ากลัวเกินไปจนทำให้เราไม่กล้า เริ่มงาน หลังจากห้านาทีผ่านไป อนุญาตให้ตัวเองหยุดทำงานนั้นได้ถ้าเราอยากหยุดครับ แต่ส่วนใหญ่แล้วเราจะลุยต่อครับ เพราะว่าส่วนที่ยากที่สุดคือการเริ่มต้นงานนั้นผ่านไปแล้วนั่นเอง


ตั้งแต่ เขียนมาจากข้อ 1-10 ผมมีความรู้สึกตลอดว่าอย่างเดียวที่จะขัดขวางไม่ให้เราทำสำเร็จคือตัวเอง ทั้ง 10 ข้อเป็นเรื่องง่ายๆที่ใครก็ทำได้ถ้าความมุ่งมั่นและตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะ พัฒนาตัวเองครับ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่มีปัญหากับเรื่องพวกนี้ซึ่งตอนนี้กำลังพยายามปรับตัว อยู่ ผมหวังว่าตัวผมจะทำได้ดีขึ้น และเพื่อนๆก็จะทำได้ดีขึ้นเช่นกันครับ


ถ้าใครมีแนวทางปฏิบัติอื่นๆนอกเหนือ 10 ข้อนี้จะแบ่งปันก็ขอบคุณล่วงหน้าครับ :D

ที่มา http://www.chapterpiece.com/project-management/2010/02/18/increase-productivity-2/

มาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ งานกันเถอะ – ภาค 1

ผมรู้สึกว่า “กับเวลาที่มีแต่ละวัน เราน่าจะทำอะไรให้ได้มากกว่านี้นะ” เพื่อนๆหละครับ รู้สึกเหมือนกันมั้ย? ในฐานะที่ผมเองเป็นคนดูแลรับผิดชอบงานในทีมและ Project โดยรวม ผมคิดว่าเป็นหน้าที่ของผมเหมือนกันที่จะหาวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ งานของทั้งตัวผมเองและเพื่อนๆน้องๆในทีมครับ นี่คือจุดเริ่มต้นของบทความนี้ครับ


ผมเชื่อว่าประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้นเป็นผลผลิตจากการบริหารจัดการ เวลาที่ดีครับ ซึ่งผมได้นำเสนอตัวการที่ทำให้เราเสียเวลาไปแล้วในบท ความก่อนหน้า วันนี้เรามาดูกันว่ามีวิธีการอะไรที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เรา ได้บ้าง


ขอสารภาพก่อนว่าผมเองก็ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นคนที่มีวินัยหรือใช้เวลาทุกนาทีอย่างคุ้มค่าอะไรมากมายนะครับ ฮ่าๆ ผมเพียงแค่อยากทำให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ฮะ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆทุกคนครับ


อย่าปล่อยให้อีเมล์อยู่ใน Inbox

ตอนเช้าเปิด Outlook (Lotus Note หรือ App อื่นๆ) มาเจออีเมล์ใหม่ 10 อีเมล์ แล้วเพื่อนๆทำยังไงต่อไปครับ?

  • Scan ชื่ออีเมล์ อันไหนไม่น่าสนใจก็ข้ามไป อันไหนเป็นอีเมล์ที่รออยู่ก็เปิดขึ้นมาอ่าน แล้วไงต่อครับ?
  • มีเพื่อนส่งอีเมล์มาตามงานที่ฝากให้ทำ ไว้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ยุ่งล่ะ .. ยังไม่ได้ทำเลย ลองหาดูก่อนว่างานที่เค้าให้ช่วยมีรายละเอียดอะไรบ้าง ว่าแล้วก็ Scan / Sort / Search /Advance Search … กับอีเมล์ทั้งหมด 1285 อีเมล์ใน Inbox หาไม่เจอ ทำไงต่อไปครับ?
  • ส่งเมล์ไปขอเลื่อนวันส่งงานแล้วก็ขอ รายละเอียดมาใหม่ แล้วไงต่อครับ?
  • Minimize Outlook แล้วก็ทำอย่างอื่นต่อไป ใช่รึเปล่า?

ตอนสายหัวหน้าเดินมาตามงานที่โต๊ะ … วงจรเดิมก็เริ่มต้นอีกครั้ง แต่ที่่ต่างคือพยายามหนักขึ้นในการหาอีเมล์เก่าให้เจอ เพราะว่าไม่กล้าขอให้หัวหน้าส่งมาให้อีกรอบ ฮ่าๆๆ ลองคิดดูถ้าเราต้องทำแบบนี้ซักวันละ 3 ครั้งทุกๆวัน มันเสียเวลามากนะครับ ผมว่าเป็นชั่วโมงได้เลย แถมงานเก่าก็ไม่ได้ทำ งานใหม่ก็ไม่เดินหน้า ปัญหานี้เป็นตัวดูดเวลาอันมีค่าของเราอย่างชัดเจนครับ แล้วเราควรจะทำยังไงดี?


จัดการกับอีเมล์ของคุณทันทีที่คุณอ่านมันจบ!!! เริ่มที่จัดเก็บอีเมล์ให้เป็นหมวดหมู่โดยสร้าง File Folder ใน Outlook (หรือ app อื่นๆ) ซิครับ ถ้าเรื่องไหนไม่สำคัญ ลบทิ้งซะ ถ้าเรื่องไหนต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตอบกลับ เอาไปใส่ใน To-Do-List ไว้พร้อมทั้งเขียนคำตอบคร่าวๆเตรียมไว้เลยแล้ว save เป็น Draft ไว้ เดี๋ยวกลับมาเขียนต่อบ่ายๆก็ได้ ถ้าอีเมล์ไหนเป็นข้อมูลที่ต้องใช้ในการประชุม สั่ง print ทันทีจะได้ไม่ลืมตอนเข้าประชุม ถ้าอีเมล์ไหนเป็นการนัดประชุม เอาไปใส่ไว้ใน Calendar พร้อมทั้งตั้ง Reminder ไว้เลยครับ อ้อ… อย่าลืมใช้ Mail Filter ให้เป็นประโยชน์ด้วยนะครับ


เช็คอีเมล์ให้เป็นเวลา

Dan Markovitz กล่าวไว้ว่า “การตอบอีเมล์ทันทีที่ได้รับไม่ได้เป็นการบ่งบอกว่าเรามีประสิทธิภาพในการทำ งานดีเสมอไป แน่นอนเป็นการดีที่คนอื่นติดต่อคุณได้ตลอดเวลาแต่ก็ไม่จำเป็นที่เราต้องตอบ สนองสิ่งที่เค้าต้องการแบบทันทีทันใด คนส่วนมากต้องการการตอบสนองที่คาดเดาได้มากกว่าการตอบสนองแบบทันทีทันใด” ถ้าคนอื่นรู้ว่าเค้าต้องรอนานเท่าไรก่อนที่จะได้คำตอบ เราก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งเช็คอีเมล์ ตอบอีเมล์บ่อยๆในแต่ละวัน ตรงนี้จะช่วยให้เรามีสมาธิในการทำงานหลักของเราได้มากขึ้นด้วยครับ เทคนิคที่จะช่วยได้ก็มีดังนี้

  • เราไม่จำเป็นต้องรับรู้ทุกๆอีเมล์ที่ เข้ามาแบบทันทีทันใดครับ ถ้าเพื่อนๆตั้งระบบ New Mail Alert ไว้ เอาออกซะครับ (ผมเพิ่งเอาออกเมื่อกี้เอง) เพราะส่วนใหญ่เวลาเห็นว่ามีอีเมล์ใหม่เข้ามา เราก็ต้องเปิดอ่าน … สมาธิของเราหายไปแล้วครับ การเช็คอีเมล์ระหว่างทำงานหลักอยู่เป็นมีผลทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของ เราลดลงครับ
  • บางคนได้รับอีเมล์เป็น 10 เป็น 100 ฉบับต่อวัน (สุดๆไปเลย) อย่างที่บอกครับ เราไม่จำเป็นต้องตอบทุกอีเมล์ในทันที แต่เราควรจะจัดสรรเวลาไว้สำหรับการอ่านและตอบอีเมล์โดยเฉพาะ จะวันละกี่นาที กี่ชั่วโมงก็แล้วแต่หน้าที่การงานของแต่ละคน พยายามทำแบบนี้ให้ได้เป็นประจำ เราจะได้ทำงานหลักอย่างมีสมาธิโดยไม่มีเรื่องอีเมล์มารบกวนแล้วครับ


หลีกเลี่ยงการทำงานหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน

สำหรับใคร ที่เป็น Programmer คงรู้ดีว่า Context-Switching ใน Multi-Threaded Systemนั้นไม่ใช่กระบวนการที่ได้มาฟรีๆแบบ 100% แต่มันมี Overhead ที่ต้องเสียเวลาไปในแต่ละครั้งของการเปลี่ยน Thread ที่ได้เข้าใช้ CPU ก็เหมือนกับสมองของเราครับ ต่างกันที่ช้ากว่ากันมากเท่านั้น


สมองของคนเราไม่สามารถที่จะทำงานสองอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกันพร้อมๆกันได้ ถ้าจุดประสงค์ต่างกันไปยิ่งแ่ย่ไปกันใหญ่ครับ Sue Shellenbarger กล่าวในรายงานของเธอว่า “การทำงานสองอย่างในเวลาเดียวกัน (Multitasking) เป็นการกัดกร่อนมากกว่าเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเรา” เพราะว่าเราต้องแบ่งสมองและความสนใจไปให้กับงานสองอย่างพร้อมๆกันถึงแม้ว่า จะเป็นงาน(ที่เราคิดว่า)ง่ายๆก็ตาม เช่น อ่านอีเมล์ไปพร้อมๆกับคุยโทรศัพท์ นั่นเป็นการทำให้ความสามารถในการจดจำระยะสั้นของสมองเราทำงานได้ไม่เต็มที่ สุดท้ายแล้ว เราก็จะจำอะไรที่อ่านจากอีเมล์ไม่ได้ (ต้องเสียเวลาอ่านอีกรอบ) และจับใจความสำคัญของเรื่องที่คุยโทรศัพท์ไม่ได้ทั้งหมด (ต้องเสียเวลาคุยอีกรอบ) ซึ่งผลวิจัยกล่าวไว้ชัดเจนว่าการทำแบบนี้เสียเวลามากกว่าทำทีละงานให้เสร็จ ไปเป็นลำดับครับ


ถ้าเพื่อนๆอยากได้เวลาเพิ่มในแต่ละวัน พยายามฝึกทำงานทีละอย่างครับ ถามว่าง่ายมั้ย? อืมมม จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะว่าอะไรหรอ? ก็เพราะว่ามันยากที่จะบังคับสมองและใจให้ไม่ไปสนใจกับงานที่สองที่สามที่ เข้ามา เช่น เราตั้งใจมาอย่างดีว่าเอาล่ะฉันจะเขียนโค๊ดล่ะ ลงมือเขียนไปได้ 10 นาที MSN เด้งขึ้นมา … ผมว่า 90% ต้องหยุดเขียนโค๊ดแล้วไปอ่าน message แน่ๆ (ผมก็เป็นเหมือนกัน 555) แบบนี้ทำยังไงดี ลองถามตัวเองว่าเป็นไปได้มั้ยที่จะปิด MSN หรือในกรณีอื่นๆ เป็นไปได้มั้ยที่จะปิดโทรทัศน์ ปิดโทรศัพท์ หยุดคุยเล่น หยุดอ่านเวบบอร์ดก่อน ถ้าทำได้มันจะเป็นการปิดโอกาสให้งานที่สองที่สามเข้ามาขัดจังหวะเราแล้วครับ นี่คือหลักการ “Do More With Less” ที่ใช้ได้ผลแน่ๆ


ทำงานที่สำคัญที่สุดก่อน

ถ้าผมจะ เครียดเรื่องทำงานอะไรซักอย่างเสร็จไม่ทันหรือไม่ก้าวหน้าอย่างที่หวังไว้ ผมจะเครียดกับงานที่สำคัญจริงๆครับ เช่น เขียนโค๊ดไม่เสร็จ ทำ Test ไม่ทัน ลืมทำ Progress Report (อันนี้แย่จัง) รวมไปถึงเขียนบทความไม่คืบหน้า เป็นต้น แต่ผมจะไม่ค่อยคิดมากกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น ว้าาา วันนี้ยังไม่ได้อ่านข่าว เฮ้อ ไม่มีเวลาทักทายเพื่อนใน MSN เลย อะไรแบบนี้ครับ เรื่องจริงที่เกิดคืออะไรรู้ปะ? ผมแทบไม่เคยบ่นกับตัวเองเลยว่า “ว้าาา วันนี้ยังไม่ได้อ่านข่าว เฮ้อ ไม่มีเวลาทักทายเพื่อนใน MSN เลย” 555


เรามี 24 ชั่วโมงต่อวันเท่ากันทุกคน ถ้าเราเสียเวลาแบ่งเวลาส่วนหนึ่งไปทำงานที่ไม่สำคัญก่อนจะยิ่งทำให้เวลาของ เราที่จะทำงานสำคัญเหมือนว่าเหลือน้อยลงครับ จากที่สำรวจตัวเองดู ก็เพราะผมมัวแต่ไปอ่านข่าว อ่านเวป เข้า MSN ก่อนที่จะทำงานสำคัญจริงๆ นี่แหละเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมต้องมาเครียดตอนหมดวัน ถ้าเพื่อนๆคนอื่นเจอสถานการณ์เดียวกับผมแบบนี้ทำยังไงดีครับ?


เรามาพยายามทำงานที่สำคัญที่สุด ยากที่สุด กินเวลาที่สุดก่อนเลยดีกว่าครับ ก่อนเช็คอีเมล์ เราบังคับตัวเองให้ทำ Progress Report ที่ต้องใช้ในการประชุมบ่ายนี้ให้เสร็จก่อนจะดีกว่ามั้ย? ก่อนเปิดเวป เราบังคับตัวเองให้ทำ Code Review ให้เพื่อนก่อนดีกว่ามั้ย? ที่ผมพยายามจะบอกก็คือ “ทำงานที่สำคัญที่สุดก่อน” ครับ เทคนิคนี้จะช่วยให้เราทำงานเสร็จได้เร็วขึ้นเพราะ

  • Penelope Trunk บอกไว้ว่า “คนเราไม่มีปัญหาในการทำงาน แต่มีปัญหากับการเริ่มงานต่างหาก” ถ้าเรากัดฟันเริ่มทำงานที่สำคัญๆแล้ว มันเป็นเรื่องง่ายที่จะบอกตัวเองให้ทำต่อให้เสร็จมากกว่าบอกตัวเองว่าให้ เริ่มครับ นั่นคือถึงแม้ว่างานนั้นจะไม่เสร็จภายในเวลาชั่วโมงสองชั่วโมงหรือหนึ่งวัน แต่มันก็จะง่ายที่เราจะบังคับตัวเองให้มาทำงานนั้นต่อในวันหลังฮะ
  • พอเราทุ่มเทกำลังและเวลาไปกับงานที่ สำคัญที่สุด ยากที่สุด และกินเวลาที่สุด เราก็จะเหลือเวลาให้กับกิจกรรมที่กินเวลาเราน้อยลงเรื่อยๆ ดูเหมือนว่าเราจะใช้เวลาอย่างมีคุณค่ามากขึ้นครับ (น่าภูมิใจจริงๆ) ในขณะเดียวกันมันก็เป็นการลดความกดดันที่จะเกิดขึ้นตอนรู้สึกว่าจะทำงานไม่ ทันให้เราได้อีก


รู้จักวงจรชีวิตตัวเอง

ก่อนที่เรา จะเริ่มทำงานอะไรเราควรจะรู้จักตัวเองว่าเราทำงานในช่วงไหนได้ดีที่สุดด้วย ครับ สำหรับบางคนช่วงเวลาบ่ายโดยเฉพาะหลังกินข้าวกลางวันจะเป็นช่วงเวลาที่พลัง ชีวิตต่ำมาก (ใครไม่เป็นบ้าง?) ถ้าเพื่อนๆมีอาการเดียวกันก็ควรจะวางแผนทำงานที่สำคัญ งานที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์หรือพลังงานมากๆช่วงเช้าซึ่งเป็นเวลาที่เรา กำลังฟิตและไฟแรง แล้วโยนงานประจำวันพวกจัดการอีเมล์ และอ่านรายงานต่างๆ มาไว้ช่วงบ่าย (หวังว่าจะไม่หลับกันไปซะก่อนนะ)


นอกเหนือจากช่วงเวลาในแต่ละวันแล้ว เราใช้แนวคิดนี้กับช่วงเวลาที่ดีในแต่ละสัปดาห์ได้ด้วย บางคนไฟแรงตั้งแต่วันจันทร์แล้วก็ค่อยๆมอดหายไป วันพุธอาจจะเป็นวันที่ขี้เกียจที่สุด … แล้วก็กลับมาฟิตเปรี๊ยะอีกครั้งตอนเช้าวันศุกร์ (ก็จะได้หยุดสองวันแล้วนี่) การวางแผนทำงานในแต่ละสัปดาห์ให้เป็นไปตามความเหมาะสมจะเป็นการใช้ศักยภาพ ของเราให้เกิดประโยชน์สูงสุดครับ เช่น วันจันทร์สมองกำลังแล่นฉิว นัดพบลูกค้าดีกว่า … วันพุธเริ่มขี้เกียจ เอา Progress Report มาทำละกัน … เย้ วันศุกร์ล่ะ ฟิตๆ นั่งคิดเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานในทีมดีกว่า เป็นต้นครับ


เพื่อนๆมีวิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานยังไงกันบ้างครับ?

ปล. ภาคสองจะตามมาเร็วนี้ฮะ :D

ที่มา http://www.chapterpiece.com/project-management/2010/02/13/increase-productivity-1/

10 ขั้นตอนง่ายๆ ไกด์ไลน์ให้คนที่จะทำเว็บไซต์ Portfolio ของตัวเอง

เป็นไกด์ไลน์ง่ายๆ ยกตัวอย่างให้ดูครับ คิดว่าเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้ก็แล้วกันครับส่วนใครจะมีขั้นตอนนอกเหนือจากนี้ ก็ใส่ได้เต็มที่ครับ แต่หลักๆ อย่าให้ขาด 10 อย่างนี้ครับ


1. Logo : โลโก้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเป็นอันดับแรกของผมที่จะนึกถึงเวลาทำเว็บไซต์ Portfolio มันสำคัญยังไง มันสิ่งแรกที่คนเช้าชมเว็บของเรามองเห็น

2. Tagline : Tagline คือข้อความต่างๆ ที่นิยามเว็บของเรา เราทำอะไรอยู่ เราเป็นใคร สิ่งสำคัญของ Tagline คือ “สั้น และได้ใจความ” เช่น

  • คุณเป็นใคร: นักออกแบบ, นักเขียน, หรือนักพัฒนาระบบ
  • คุณทำอะไร: รับออกแบบเว็บไซต์, ออกแบบนิตยสาร, เขียนหนังสือ, โปรแกรมเมอร์
  • คุณมาจากไหน: ประเทศไทย จังหวัดไหน
  • คุณเป็นอะไร: ฟรีแลนซ์ หรือ ทำงานประจำแล้วรับงานพิเศษ


3. ผลงาน: ส่วนนี้มีอิทธิพลมากกว่าทุกๆ ส่วนของ Port เราเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจของผู้สนใจในงานเราหรือผู้ใช้บริการที่เข้ามา ชมผลงานเรา ภาพต่างๆ ต้องเป็นภาพที่ใหญ่และคมชัด ผู้เข้าชมต้องเช้าถึงได้ง่ายไม่ซับซ้อน ถ้าเป็นเว็บไซต์ต้องมี Link ไปยังผลงาน ถึงแม้ว่างานชิ้นนั้นจะถูกลบออกไปแล้วก็ตาม


4. บริการของคุณ : บริการต่างๆของคุณ ส่วนนี้สำคัญมากเช่นกัน เราจะกับผู้เข้าชมว่าเรารับทำอะไรบ้างหรือมีบริการอะไรบ้างให้เค้า


5. About : อย่ากลัวว่าจะต้องโชว์ประวัติผลงาน ประสบการณ์ต่างๆ ของคุณเพราะคนที่เข้ามาชมหรือผู้ว่าจ้าง เค้าต้องการรู้ว่าคุณเป็นใคร ทำอะไรมาบ้าง รายละเอียดต่างๆ ที่ดีที่สุดของคุณเสนอเขียนออกไปให้ผู้เข้าชมได้เห็น ว่าคุณทำอะไรมาบ้าง ประสบการณ์ทำงาน ไลฟ์สไตล์ของคุณ งานอดิเรก ความสนใจพิเศษ ใส่ลงไปให้หมดอย่ากลัวที่จะบอกกล่าวคนอื่น


6. Contact : ส่วนนี้ต้องมี ไม่มีมีไม่ได้เพราะผู้เข้าชมหรือผู้ว่างจ้างจะได้ติดต่อคุณได้ ใส่ให้ชัดเจน ถูกต้อง ยิ่งมีช่องทางสื่อสารมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งได้เปรียบคู่แข่งเราเท่านั้น เบอร์โทร, อีเมล, Skype, Social Network, Messenger และ information ต่างๆ ใส่ให้ครบอย่างได้ขาด


7. บล๊อค : ยุคนี้สมัยนี้แค่เว็บโชว์ผลงานอย่างเดียวคงจะน้อยไปแล้วครับ มันต้องมีบางสิ่งที่สามารถบอกตัวตนของคุณได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งปัจจุบัน Blog กำลังเป็นที่นิยม และจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน ซึ่ง Blog ของคุณจะบอกว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่คิดอะไรอยู่ พูดถึงเรื่องอะไร ไลฟ์สไตล์ แต่ละวันคุณทำอะไรบ้าง เป็นการเพิ่มจุดสนใจอย่างหนึ่ง และทรงพลังเป็นอย่างมาก


8. ลิงค์ที่ไปยังบริการและผลงานของคุณ : ทำส่วนนี้ให้ชัดเจน เพื่อเป็นทางลัดไปทางให้ผู้เข้าชมไปชมผลงานและบริการของคุณ ง่ายๆ ชัดเจน เด่นชัด เช่น “สั่งทำเว็บไซต์” “เสนอราคาทำเว็บ” “ดูผลงานเรา” เพื่อให้รวดเร็วในการสั่งการ


9. ใช้ Social Network ให้เป็นประโยชน์: พูดถึง Social Network อาจจะพูดได้ว่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้คนไปแล้วก็ได้ หนุ่มสาววัยรุ่น วัยกลางคน วัยดึก วัยดื่น ต่างติดกันงอมแงมตั้งแต่ Hi5 มากลายเป็น My Space เรื่อยมาถึง Twitter ที่พูดได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งให้คุณโอบาม่า ที่ใช้เรียกคะแนนเสียงจากวัยรุ่นไซเบอร์ มาแล้ว และมาจนถึงปัจจุบันก็เป็น Facebook ที่กำลังระบายไปทั่วโลก ใช้สื่อพวกนี้ให้เป็นประโยชน์ในการโปรโมทเว็บไซต์ของคุณครับเพราะมีผู้คนล้น หลามมากมาย ที่กำลังเล่นมันอยู่

10. ภาษา การสะกด และการติดต่อสื่อสารต่างๆ : ทุกอย่างๆ ทุกๆ ตัวอักษรในเว็บไซต์ของคุณ ต้องเคลียร์และแม่นยำ พิถีพิถัน ต้องถูกต้องที่สุดผิดพลาดไม่ได้ และที่สำคัญห้ามออกทะเลไปไกลเด็ดขาด ต้องชัดเจน

ที่มา http://www.itimdesign.com/10-step-portfolio-professional/

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ระบบคลาวด์สาธารณะ ส่วนตัว และผสมผสาน

โดยทั่วไปแล้ว คลาวด์คอมพิวติ้งแบ่งระดับบริการเป็นสามระดับได้แก่ ซอฟต์แวร์ในรูปแบบของบริการ (Software as a Service) ซึ่งมีการจัดหาแอพพลิเคชั่นแบบครบวงจรในรูปแบบของบริการให้แก่ผู้ใช้, แพลตฟอร์มในรูปแบบของบริการ (Platform as a Service) ซึ่งมีการจัดหาแพลตฟอร์มสำหรับการพัฒนาและปรับใช้แอพพลิเคชั่นในรูปแบบของบริการ และโครงสร้างพื้นฐานในรูปแบบของบริการ (Infrastructure as a Service) ซึ่งมีการจัดหาฮาร์ดแวร์สำหรับเซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ และเครือข่าย รวมถึงระบบปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง และซอฟต์แวร์เวอร์ช่วลไลเซชั่น ในรูปแบบของบริการ

บริการเหล่านี้อาจอยู่ในรูปแบบของระบบคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud), ระบบคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) หรือระบบคลาวด์แบบผสมผสาน (Hybrid Cloud) ทั้งนี้ ในระบบคลาวด์สาธารณะ ลูกค้าหลายรายใช้ทรัพยากรด้านการประมวลผลร่วมกันโดยผ่านทางผู้ให้บริการ ลูกค้าจะสามารถเข้าถึงทรัพยากรดังกล่าวได้อย่างรวดเร็วและเสียค่าใช้จ่าย สำหรับทรัพยากรที่ใช้งานจริงเท่านั้น โดยลงรายการบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน รูปแบบนี้รองรับการปรับขนาดได้อย่างยืดหยุ่น ดังนั้นจึงสามารถเพิ่มเติมทรัพยากรได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ และจากนั้นก็ปรับลดลงเมื่อไม่จำเป็นต้องใช้อีกต่อไป แม้ว่าระบบคลาวด์สาธารณะจะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็มีประเด็นปัญหาเรื่องความปลอดภัย ความสอดคล้องตามกฎระเบียบ และคุณภาพของบริการ เนื่องจากข้อมูลถูกโฮสต์โดยองค์กรอื่น ดังนั้นจึงเท่ากับว่าลูกค้าไว้วางใจให้ผู้ให้บริการทำหน้าที่เก็บรักษา ข้อมูลให้ปลอดภัย ปราศจากการสูญหายหรือการเข้าถึงอย่างไม่เหมาะสม ทั้งยังต้องเป็นไปตามกฎระเบียบเรื่องการจัดเก็บและการค้นหาข้อมูล และรองรับบริการที่ต่อเนื่องและรวดเร็วผ่านทางเครือข่าย

ในระบบคลาวด์ส่วนตัว ทรัพยากรการประมวลผลถูกใช้งานโดยองค์กรเดียวเท่านั้น และอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรนั้นโดยตรง โดยทั่วไปแล้ว ระบบคลาวด์ส่วนตัวถูกติดตั้งไว้ภายในดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กร และได้รับการบริหารจัดการโดยบุคลากรภายในองค์กร แต่ในบางกรณีอาจได้รับการจัดการโดยผู้ให้บริการ ซึ่งกรณีดังกล่าวจะเรียกว่าระบบคลาวส่วนตัวแบบเวอร์ช่วล (Virtual Private Cloud) ประโยชน์ที่สำคัญของรูปแบบนี้ก็คือ องค์กรยังคงสามารถควบคุมความปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และคุณภาพของบริการ

ระบบคลาวด์แบบผสมผสานประกอบด้วยระบบคลาวด์สาธารณะและระบบคลาวด์ส่วน ตัวสำหรับแอพพลิเคชั่นเดียว โดยจำเป็นที่จะต้องมีการทำงานร่วมกันระหว่างระบบคลาวด์ต่างๆ รวมถึงความสามารถในการจัดการระบบคลาวด์ทั้งสองแบบอย่างกลมกลืน ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถรองรับเวิร์กโหลดได้อย่างมีเสถียรภาพในระบบคลาวด์ ส่วนตัว และในกรณีที่เวิร์กโหลดเพิ่มขึ้นสูงสุด ก็สามารถขยายไปสู่ระบบคลาวด์สาธารณะ แล้วจากนั้นก็ส่งคืนทรัพยากรสาธารณะเมื่อไม่ต้องการใช้งานอีกต่อไป

การพัฒนาไปสู่คลาวด์

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คุณควรจะระลึกไว้เมื่อเปลี่ยนย้ายไปใช้รูปแบบ คลาวด์ รวมถึงคุณลักษณะของระบบคลาวด์นั้นๆ และประเด็นเรื่องโครงสร้างองค์กรและวัฒนธรรม ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการปรับใช้สถาปัตยกรรมใหม่ๆ ในอนาคต

กรอบ โครงสร้างสถาปัตยกรรมขององค์กร (Enterprise Architecture Framework) มีประโยชน์อย่างมากสำหรับการประเมินและออกแบบโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่จะ รองรับเป้าหมายทางธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต กรอบโครงสร้างดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ออกแบบระบบสามารถกำหนดวิสัยทัศน์ในเรื่อง สถาปัตยกรรม วิเคราะห์ระบบและการออกแบบสถาปัตยกรรมด้านเทคนิค และกำหนดแผนงานโดยรวมซึ่งครอบคลุมเรื่องการวางแผน การบริหารองค์กร และการจัดการความเปลี่ยนแปลง

ที่มา http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000024304

สร้างความแปลกใหม่ด้วย Color QR Code กับบทบาทในการดำเนินธุรกิจ



หลายๆครั้งที่มนุษย์คิดรูปแบบของระบบการจัดการเข้ามาเพื่อช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพในการจัดการสินค้า จัดการสต็อกด้วยแถบบาร์โค้ด ที่เป็นรหัสติดบนตัวสินค้า นั่นก็เพื่อเป็นการระบุข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ตั้งแต่การผลิต ข้อมูลของสินค้า และราคา

บาร์โค้ดถูกพัฒนารูปแบบมาเป็นบาร์โค้ดแบบสองมิติภายใต้ชื่อ Quick-Response Code (QR Code) พัฒนาโดยบริษัท Denso Wave ลักษณะเป็นแถบรหัสสองมิติที่มีหน้าตาคล้ายภาพสามมิติที่เราเคยเล่นกันตอน เด็กๆ สามารถเก็บข้อมูลได้หลากหลายและมากกว่าบาร์โค้ดแบบปกติที่เป็นแท่งยาวๆ

ใน การดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการขายสินค้านั้น การที่ข้อมูลสินค้ามีจำนวนมาก ไม่สามารถที่จะใส่ระบุไว้บนกล่องบรรจุภัณฑ์ได้ หรือในใบปลิวโฆษณา หน้าโฆษณา ไม่มีเนื้อที่พอที่จะบรรจุข้อมูลทั้งหมดลงไปได้ ก็จะเป็นหน้าที่ของ QR Code ที่เป็นบาร์โค้ดที่บรรจุข้อมูลดิจิตอลพวกนี้ไว้ โดยมีการเก็บข้อมูลที่อยู่ของเว็บไซต์ ข้อความโฆษณา หรือหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ ซึ่งผู้ใช้จะสามารถจัดเก็บตัวอักษรและข้อมูลต่างๆ

การใช้งาน QR Code ที่เห็นกันในวงการไอทีบ่อยครั้งก็คือนามบัตร ข้อมูลที่จำเป็นจะถูกพิมพ์บนกระดาษ เช่น ชื่อ ชื่อบริษัท เบอร์โทรศัพท์ ส่วนข้อมูลอื่นๆ ผู้รับนามบัตรจะสามารถใช้กล้องบนโทรศัพท์มือถือ ถ่ายภาพ QR Code ด้วยโปรแกรมอ่าน QR Code เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม เช่น เว็บไซต์ หรือชื่อที่ใช้ในเครือข่ายสังคม

ที่ผ่านมา คนไทยคุ้นตากับ QR Code ที่เป็นแบบขาวดำ คล้ายๆบาร์คโค้ดแบบแท่งซึ่งมีความเข้ม ความหนาของเส้นต่างกัน ที่ใกล้ตัวที่สุดก็เห็นจะเป็นการแสดงบาร์โค้ด QR Code บน BlackBerry ผ่านโปรแกรม BlackBerry Messenger แค่เอากล้องของ BlackBerry ด้วยกัน ส่องสักระยะให้เซ็นเซอร์อ่านค่า QR Code ก็จะสามารถเพิ่มรายชื่อที่มาพร้อมข้อมูลส่วนตัว

ตอนนี้หลายๆคนคงจะเริ่มเห็นสินค้าหลายๆชิ้นมีรหัสบาร์โค้ด QR Code ให้สแกนกันแล้ว หลายๆคนใกล้ตัวก็ถามว่า มีลิงค์ URL ให้ดาวน์โหลดข้อมูลเพิ่มเติมใช่หรือไม่ นั่นคือความเข้าใจที่หลายๆคนมองในมุมของการเก็บข้อมูลและแจ้งข่าวสาร จากนั้นให้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์อีกครั้ง

หาก มองการใช้งานในเชิงธุรกิจแล้ว QR Code นำมาใช้ในการจองตั๋วชมภาพยตร์ ตั๋วรถไฟ เครื่องบินได้ดี เพราะหากเราสแกนบาร์โค้ด QR Code บนบัตรสมาชิกแล้วหักเงินจากบัตร ก็สามารถเก็บข้อมูลได้เลยว่าแต่ละคนมีลักษณะและพฤติกรรมในการชมภาพยนตร์แนว ไหน มากี่คน ความถี่ในการชม สาขาที่ชม สถานที่ท่องเที่ยว ความถี่ วันหยุดหรือวันธรรมดา ทำให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านการตลาดมากมายและทำ CSR ได้อีกด้วย

Color QR Code

แปลกใจไหมว่าทำไมบาร์โค้ดจึงเป็นขาวดำ ตั้งแต่บาร์โค้ดแบบธรรมดาที่ติดอยู่บนสินค้าทั่วไป จนมาถึง QR Code เครื่องพิมพ์บาร์โค้ดยังคงเป็นสีขาวดำ ก็เพราะการสแกนอ่านค่าโค้ดบนความแตกต่างของสีขาวและสีดำนั้นมีมากนั่นเอง

จริงๆ แล้ว QR Code แบบสีก็มี แต่ค่าความแตกต่างของสีนั้นจะต้องแตกต่างกันจนเครื่องอ่านหรือซอฟต์แวร์ สามารถจำแนก แยกความแตกต่างของสีออกจากกันได้ เพราะอย่าลืมว่าเครื่องพิมพ์บาร์โค้ดเอง หากใช้คนละยี่ห้อ การผสมสีก็ต่างกัน เช่นเดียวกับเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ททั่วไป

แม้ว่าบางคนจะเบื่อกับบาร์โค้ดสีขาวและดำ แต่การสร้างบาร์โค้ดสีนั้น จำเป็นต้องมีค่าความแตกต่างของสีที่ต่างกันเยอะหน่อย ทั้ง foreground และ background เช่น พื้นหลังสีม่วงกับแถบบาร์โค้ดสีดำ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ทำให้กฏข้อแรกของการใส่สีให้ QR Code จึงเป็นการเน้นพิจารณาเรื่องสีให้มาก

เรื่อง น่าสนใจมากจากการออกแบบ QR Code คือ Louis Vuitton แบรนด์ดังระดับโลก ได้ลงมือผลิตรูปแบบของ QR Code เก๋ไก๋ขึ้นมา ผลิตโดย SET และออกแบบโดย Takashi Murakami ปรับโฉมจากแถบบาร์ขาวดำมาตรฐานปกติ ในขณะที่มีรูปแบบการออกแบบที่แตกต่างกันออกไป

การออกแบบ QR Code แบบสีนั้นจะมีข้อแตกต่างตรงที่สีเข้ม สีอ่อน ความคมชัดในการสแกนเพื่อแปลงค่า โดยความแปลกใหม่ของ QR Code แบบสีก็คือการจุข้อมูลได้มากกว่า การผลิตและออกแบบนั้น สามารถที่จะใส่สีหรือเพิ่มรูปภาพลงไปใน QR-Code โดยจะมีตัวที่ควบคุมค่าการอ่านเพื่อลดการผิดเพี้ยน แต่บางคนก็บอกว่าผิดพลาดง่ายขึ้นและไม่เป็นมาตรฐาน

หากสนใจ ตอนนี้มีหลายมาตรฐานอย่าง Kaywa API ในการสร้างโค้ดสี และสร้างความแตกต่างในการทำโค้ดได้จากหน้าเว็บ และยังมีแอปพลิเคชันของญี่ปุ่นในการสร้าง on-line QR-Code ที่ประกอบไปด้วยข้อความ สี และข้อมูลอื่นๆ ภายใต้ชื่อ Moji-Q ใครไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นก็ลองใช้ Google Japanese-English translator แปลดูก็ได้

ทางฝั่งไมโครซอฟท์นั้นได้มีการพัฒนา 2D-Code ที่มีขนาดเล็ก มีรูปทรงและสีที่แตกต่างออกไปเช่นกัน เรียกว่าจะเอามาตรฐานของแต่ละคนวัดกันเลยทีเดียว

ปัญหา ตอนนี้ก็คือความละเอียดของกล้องมือถือยังไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของสี และความเข้มของสีได้มากขนาดนั้น การอ่านด้วยกล้องมือถือจึงมีข้อกำกัดมากกว่าเครื่องยิงบาร์โค้ดทั่วไป

นอกจากนี้ยังมีบริการจาก Color Code ภายใต้ชื่อ Color Construct Code (Color C Code) สำหรับการใช้งานร่วมกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ในการทำการตลาดและโฆษณาผ่านมือถือ

Color C Code นั้นประกอบด้วยข้อมูลจำนวนมากที่สามารถรันได้โดยไม่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต เพื่อถอดรหัสและแสดงผลแบบดิจิตอลเช่น ข้อความ ภาพ เสียง เพลง และวีดีโอ ภาพด้านล่างเป็น Color C Code บนปกซีดีที่ถอดรหัสแบบออฟไลน์เพื่อเล่นคลิปเพลง 40 วินาที

สำหรับตลาด Color QR Code แบบสีนั้นมีข้อกำหนดและข้อจำกัดในเรื่องของการพิมพ์ฉลากบาร์โค้ด โดยการออกแบบให้ QR Code มีหลายสี โดยจะมีส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกันก็คือเครื่องพิมพ์ เครื่องอ่าน ก็คือพิมพ์บนสื่อต่างๆ แล้วทำการสแกนอ่านโดยใช้ซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งบนโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นความแม่นยำและการอ่านความแตกต่างของสีพื้นหลังและจุดบนพื้นหลังเป็น สิ่งสำคัญที่สุด

โดย การสร้างรหัสโค้ด Color QR Code นั้นไม่ใช่ว่านึกอยากจะสร้างสีอะไรก็สร้าง แต่จะต้องสื่อความหมาย เช่น สีประจำโลโก้ สัญลักษณ์ของบริษัท หรือบนการ์ดอวยพรช่วงคริตมาสก็จะเป็นสีแดงกับเขียว

ดังนั้นความเข้มของสีในการพิมพ์ Color QR Code จึงมีความแตกต่างจากขาวดำตรงที่พรินเตอร์ที่ใช้ กระดาษที่ใช้ ก็มีผลกับสีด้วยเช่นกัน ดังนั้นการพิมพ์แบบสีอาจจำเป็นต้องเข้มงวดในเรื่องของการพิมพ์เพราะมีผลกับ ความผิดพลาดในการสแกนและอ่านโค้ด

เรียก ได้ว่า CQ Code และ Color C Code ต่างก็เป็นรหัสโค้ดแบบใหม่ที่ตอบสนองการทำการตลาดและใช้ประโยชน์ในเชิง ธุรกิจ การตลาด การบริการ และโฆษณา ผู้บริโภคปรับตัว ผู้ผลิต นักการตลาด นักโฆษณาควรรู้ไว้เพื่อปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดครับ

ภาพประกอบและเรียบเรียงเนื้อหาจาก

http://2d-code.co.uk/color-code-technologies/
http://www.japantrends.com/tada-gets-qr-code-only-print-magazine/
http://marco.kaywa.com/work/color-matters.html
http://eurotechnology.japan.blog
http://www.qrcode.es/?p=93&language=en
http://www.denso-wave.com/qrcode/aboutqr-e.html
http://www.madox.net/blog/2009/06/18/a-little-bit-of-qr-code-colour-loving/
http://interlinkone.com/tag/design/

ที่มา http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000024807

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ฟางมีค่ากว่าทองคำ

ฟางมีค่ากว่าทองคำ

เคล็ดที่(ไม่)ลับบนความสำเร็จของการทำกสิกรรม ธรรมชาติ ในยุคที่ประเทศไทย กำลังอยู่ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ฟางคือชิ้นส่วน ของต้นข้าว ที่ชาวนาเก็บเกี่ยว เอาเมล็ดข้าวเปลือกไปแล้ว ส่วนมากชาวนาเผาทิ้ง การเผาฟางทิ้ง เป็นการสูญเสีย ทรัพยากรในประเทศ โดยเปล่าประโยชน์ เคยมีผู้รู้ และผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่ง กล่าวเปรียบเปรยเอาไว้ว่า

ผู้ใดเผาฟาง ผู้นั้นกำลังเผาธนบัตร ฉบับละ ๑๐๐ บาท ฉบับละ ๕๐๐ บาท จำนวนมาก ของตนเองทิ้ง

ฟัง ท่านพูดดูเหมือนจะสมเหตุสมผลมากที่สุด เพราะฟางมีประโยชน์มากมาย นับอนันต์จริงๆ โดยเฉพาะ เป็นปัจจัยพื้นฐาน ในการบำรุงดิน และสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์

ประโยชน์ของฟาง
๑. เป็นหัวปุ๋ยชั้นดี ฟางอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน ฯลฯ ถ้าหากเรานำฟาง ไปคลุมดิน จะทำให้พืชผัก เจริญเติบโต แข็งแรง ทนต่อศัตรูพืชได้เป็นอย่างดี ท่านที่ไม่ชอบฟาง อาจทำให้ระคายผิวบ้าง จึงหันไปใช้มูลวัว มูลควายแทน ท่านเคยสังเกตไหมครับว่า วัวควายกินอะไรพวกมันกินหญ้า กินฟาง ก็นำไปบำรุงร่างกาย ของมันทั้งหมด ส่วนที่เหลือ ก็ขับถ่ายออกมา ซึ่งเป็นกากเดนของฟาง ประโยชน์ก็มีน้อย จึงมีผู้เปรียบเทียบเอาไว้ว่า มูลวัวมูลควาย ๑๐ ส่วน จึงจะเท่าฟาง ๑ ส่วน หรือเปรียบเทียบ ให้ชัดเจนเข้าไปอีกว่า ฟางเปรียบเหมือนรถมือหนึ่ง หรือรถใหม่ มูลวัวมูลควาย เปรียบเสมือน รถมือสอง ท่านจะเลือกเอาอะไร ฟางเป็นส่วนหนึ่ง ของแม่โพสพ (ข้าว) นอกจากฟางแล้ว ยังมีแกลบ รำ ละอองข้าว (คายข้าว) ทั้งหมดคือผลผลิต ที่ออกมาจากข้าว เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อดิน และมนุษย์เป็นอย่างมาก ถ้าหากชาวไร่ชาวนา หันมาใช้วัตถุดิบเหล่านี้ แทนปุ๋ยเคมีแล้ว จะทำให้ ประเทศไทย ไม่ต้องสั่งซื้อปุ๋ยเคมี จากต่างประเทศ ซึ่งทำให้เราขาดดุลการค้า อย่างมากมายมหาศาล

๒. ฟางช่วยปรับโครงสร้างของดิน ที่เป็นกรดหรือเป็นด่าง ให้เกิดความสมดุล ในตัวของมันเอง ดินที่เป็นกรด (Acid Soils) หมายถึง ดินที่มีค่า PH ต่ำกว่า ๗.๐ ดินที่เป็นด่าง (Alkaline Soils) หมายถึง ดินที่มีค่า PH สูงกว่า ๗.๐ ไม่ว่าดินจะเป็นกรดหรือเป็นด่าง ถ้าหากท่านเอาฟาง ไปคลุมดินไว้ สิ่งเหล่านี้ จะค่อยๆ หายไปเองทันที ช่วยรักษา หน้าดิน ตามธรรมชาติของดิน ถ้าหากไม่มีอะไรปกคลุม หรือกั้นเอาไว้ หน้าของดิน จะเสื่อมสลาย และสูญเสีย ไปกับสายลม น้ำและแสงแดด ซึ่งจะทำให้ดิน เป็นดินด้าน อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าหากเรานำฟาง ไปคลุมดินเอาไว้ จะทำให้เกิด ชั้นหน้าดินอีกทีหนึ่ง ช่วยคลุมหญ้า และวัชพืชต่างๆ เมื่อเรานำฟาง ไปคลุมหญ้า และวัชพืชหนา พอสมควร โดยไม่ให้อากาศ หรือแสงแดด ส่องถึงพื้นดิน จะทำให้หญ้า และวัชพืชเน่า เป็นปุ๋ยหมัก ตามธรรมชาติ อย่างดี หลังจากนั้น เราก็จะสามารถแหวกฟาง ออกปลูกพืชผักต่างๆ ได้โดยไม่ต้องออกแรงมากนัก ฟางรักษาความชื้น ให้แก่ดิน เป็นการสร้างดินให้มีชีวิต

๓. สร้างระบบนิเวศ ถ้าหากเราทำกสิกรรมที่ใช้ฟางเป็นหลัก จะทำให้ประหยัดน้ำมากขึ้น ช่วยให้เกิด วัฏจักรชีวิตของสัตว์ ที่มีประโยชน์ต่อดิน ตามธรรมดาดินที่ว่างเปล่า หรือดินโล้น จะเป็นดินป่วยดินดาน ดังนั้น ถ้าหากเราปลูกพืชลงไป พืชผักก็จะอ่อนแอ ไม่เจริญเติบโต ศัตรูของพืช ก็จะมาทำลาย แต่ดินที่คลุมด้วยฟาง จะเป็นดินที่ร่วนซุยเพราะไส้เดือน จุลินทรีย์และสัตว์ต่างๆ ช่วยกันพรวนดิน ดินที่คลุมด้วยฟาง ก็จะเป็นอาณาจักร ของสัตว์ต่างๆ เพราะระบบนิเวศวิทยาอุดมสมบูรณ์ เช่น คางคก แย้ จิ้งเหลน แมงมุม ฯลฯ การระบาด ของแมลงศัตรูพืช ก็จะค่อยๆ หายไป โดยที่เราไม่ต้องไปใช้ สารขับไล่แมลง ดังนั้น การทำลายชีวิต ของสัตว์ต่างๆ ในไร่นา นอกจากจะผิดศีลธรรม ตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม ที่เราอาศัยอยู่ให้เสื่อมลงไป อย่างน่าเสียดายเป็นที่สุด

ถ้าหากเรานำไปคลุมสวนผัก ของเราทุกๆ ปี จะเกิดความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ พืชผักนานาชนิด จะเกิดขึ้น โดยที่เราไม่ต้องไปดูแล ประคบประหงม มากนัก ยิ่งไปกว่านั้น จะเกิดเห็ดต่างๆ โดยเฉพาะเห็ดฟาง ให้เราได้มีอยู่ มีกินทั้งปี ดังนั้น จึงขอเชิญชวน ให้พวกเรา เห็นความสำคัญของฟาง เมื่อเห็นกองฟาง หรือเส้นฟาง จงระลึกอยู่เสมอว่า นี่คือทองคำ หรือทรัพยากรอันมีค่า และนำไปใช้ ให้เกิดประโยชน์สูง ประหยัดสุด เพื่อประโยชน์ตน และผู้อื่น ในโอกาสต่อไป อีกอย่างหนึ่ง การทำกสิกรรมธรรมชาติด้วยฟาง ควรเริ่มทำในพื้นที่ ขนาดเล็ก ไปหาพื้นที่ขนาดใหญ่ หรือทำในสิ่งที่ใกล้ๆ ตัวไปสิ่งที่อยู่ไกลตัว พยายามปลูกพืชผัก ที่ปลูกง่าย ไปหาผักที่ปลูกยาก หรือ ถ้าคิดอะไรไม่ออก ขอบอกให้ปลูก พืชตระกูลถั่ว เราจะประสบ ผลสำเร็จในที่สุด

พืชตระกูลถั่ว
ถ้า พูดถึงพืชตระกูลถั่วแล้ว ประเทศไทยเรามีถั่วหลายร้อยชนิด เริ่มตั้งแต่พืชตระกูลถั่ว ที่ใหญ่ที่สุด เช่น มะแต้ มะค่า มะขามเทศ จามจุรี จนถึงพืช ตระกูลถั่ว ที่เล็กที่สุด เช่น ถั่วมะแฮะ ถั่วเขียว ถั่วพร้า ถั่วขอ พืชตระกูลถั่วเหล่านี้ มีประโยชน์ต่อดิน เป็นอย่างมาก ถ้าหากเรารู้ และสามารถนำมาใช้ เป็นปุ๋ยบำรุงดินแล้ว ปุ๋ยเคมี ก็จะไม่มีประโยชน์ ต่อเราเลย

ประโยชน์และคุณสมบัติของพืชตระกูลถั่ว
๑. ให้แร่ธาตุไนโตรเจนจำนวนมาก ๗๐-๗๘%
๒. เมื่อเราปลูกถั่ว คลุมด้วยฟาง จะได้แร่ธาตุ NPK ครบสมบูรณ์
๓. ป้องกันศัตรูของพืชและโรคระบาดได้เป็นอย่างดี
๔. เป็นอาหารที่ให้โปรตีนแก่มนุษย์เป็นอย่างมาก โดยที่เราไม่ต้องไปกินเนื้อสัตว์ต่างๆ
๕. ใช้เป็นพืชปลูกคลุมดินและหญ้าชั้นเยี่ยม ควรปลูกปลายฤดูร้อน ต้นฤดูฝน ซึ่งในฤดูกาลนี้ วัชพืชและหญ้าจะมีไม่มากนัก ถั่วที่คลุมดินได้ดี มีประสิทธิภาพ ปราบหญ้าได้อย่างดีเยี่ยม คือ ถั่วขอ ถั่วพร้า

ปุ๋ยเคมีคืออะไร
ปุ๋ย เคมี คือ ปุ๋ยที่มีต้นกำเนิดจากสิ่งที่ไม่มีชีวิตหรืออนินทรียสาร เมื่อเกษตรกรปลูกพืช และใส่ปุ๋ยเคมีลงไป พืชจะดูดสารเหล่านี้ เข้าไปใช้ เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือ ก็จะเป็นสารพิษ ตกค้างในดินและน้ำ กลายเป็นมลภาวะ ต่อมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม ในที่สุด การใช้ปุ๋ยเคมี ติดต่อกัน เป็นเวลานาน จะทำให้โครงสร้าง ของดินเสียไป ดินจะกลายเป็นดินด้าน ดินดาน ดินตาย

ดินไม่มีชีวิตชีวา (ดินป่วย) เมื่อปลูกพืชผักในดินเหล่านี้ พืชผักจะไม่ค่อยแข็งแรง แมลงและศัตรูของพืช ก็จะเข้ามา ทำลาย พืชผักทันที ดินป่วย ปลูกพืชผักก็จะป่วย คนกินผักที่ป่วย ก็จะกลายเป็นคนป่วย สุขภาพไม่แข็งแรง สุดท้ายก็ไปหาหมอ เพื่อเยียวยารักษา ซึ่งเป็นการแก้ปัญหา ที่ปลายเหตุ ดังนั้น เราต้องมาเป็นหมอให้ตัวเอง โดยการเลิก ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี หันกลับมาใช้ฟาง และถั่วเป็นพืชบำรุงดิน สุขภาพกาย และจิตของเรา จะดีถ้วนหน้า

เงินทองเป็นของมายา พืชผักนานาเป็นของจริง

ทำอย่างไรจึงจะเขียวตลอดปี
ใน หนึ่งปีถ้าหากคิดเป็นเดือน มีอยู่ ๑๒ เดือน ถ้าคิดเป็นวันมี ๓๖๕ หรือ ๓๖๖ วัน แบ่งออกเป็น ๓ ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว พืชผักแต่ละชนิด จะเติบโตแตกต่างกันไป องค์ประกอบสำคัญ ที่จะทำให้พืชผัก เจริญเติบโต แข็งแรงนั้นคือ คน ดิน น้ำ อากาศ ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ ถ้าหากจะจัดลำดับ ความสำคัญแล้ว คนสำคัญที่สุด ดินจะดี น้ำจะใสสะอาด อากาศจะปลอดโปร่ง ขนาดไหนก็ตาม ถ้าหากคนไม่รัก ไม่ศรัทธาในอาชีพนี้แล้ว ก็ยากจะประสบ ผลสำเร็จได้

ถามว่า อะไรเป็นตัวแปรที่จะทำให้พืชผักเจริญเติบโตแข็งแรง หรือไม่เจริญเติบโต

คำ ตอบ อากาศเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด พืชผักบางชนิดชอบอากาศหนาว บางชนิดชอบอากาศร้อน บางชนิด ชอบอากาศอบอุ่น ดังนั้น ถ้าหากเราศึกษา พฤติกรรมการเจริญเติบโต ของพืชแต่ละชนิด ให้ละเอียดแล้ว การปลูกผัก ไร้สารพิษ ที่พวกเรากำลังท้อแท้ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ยาก เกินไปนัก

อีก ประการหนึ่ง สิ่งที่เราน่าจะศึกษาเรียนรู้ และปรับตัวเอง ให้เข้ากับสิ่งเหล่านี้คือ ศัตรูของพืช และแมลงต่างๆ ที่จริงสัตว์เหล่านี้ ไม่ใช่เป็นสัตว์เลวร้าย ที่จะต้องปราบ หรือกำจัดมัน ด้วยสารเคมี และยาฆ่าแมลง ที่รุนแรงเสมอไป แมลงเป็นสัตว์ที่ ไม่มีกระดูกสันหลัง สมองนิดเดียว มีมากในฤดูฝน ฤดูร้อนจะวางไข่เป็นตัวหนอน ดังนั้น แมลง ในฤดูร้อน จึงมีน้อย ถ้าเราหมั่นศึกษา สิ่งเหล่านี้ และ ปรับวิถีชีวิตของเรา ให้เข้ากับธรรมชาติแล้ว คำว่า ไร้สารพิษ และ เขียวตลอดทั้งปี ก็จะเป็นสิ่งที่ไม่ไกลเกินคิด เกินหวังจนเกินไป

หมาย เหตุ ฤดูร้อนจะมีเพลี้ยต่างๆมาก ฤดูฝนจะมีแมลงมาก โดยเฉพาะ ปลายฤดูฝน แมลงจะเตรียมตัววางไข่ ฤดูหนาว จะมีเพลี้ย และแมลงน้อย ดังนั้น ชาวไร่ชาวนา จะนิยมปลูกพืช หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว

อุดม ศรีเชียงสา

ที่มา http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=10271.16

พอเพียง........

มีเงินนับแสนล้าน แต่ใช้จริงวันละไม่ถึง ๑๐๐ บาท
มีไปทำไม ?

มีบ้านใหญ่โตเหมือนกับวัง แต่อยู่กันแค่ ๔ คนพ่อแม่ลูก
มีไปทำไม ?

มีรถนับสิบคัน แต่ใช้งานจริงแค่คันเดียว
มีไปทำไม ?

มีเตียงใหญ่โตมโหฬาร แต่นอนเพียงแค่เต็มแผ่นหลัง
มีไปทำไม ?

มีนาฬิกาแสนแพง แต่ไม่เคยทำอะไรตรงเวลา
มีไปทำไม ?

มีเวลาอยู่ในโลกไม่ถึงร้อยปี แต่กลับแบ่งเวลาไปริษยาคนอื่น
ทำไปทำไม ?

มีกฎหมายนับพันมาตรา แต่มีอาชญากรอยู่เต็มเมือง
มีไปทำไม ?

มี ส.ส. อยู่เต็มสภา แต่มาประชุมไม่เคยครบเลย
มีไปทำไม ?

มีพ่อแม่อยู่ที่บ้าน แต่ไม่เคยปรนนิบัติท่านเลย
มีไปทำไม ?

มีอำนาจอยู่เต็มมือ แต่ไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรเลย
มีไปทำไม ?

มีภรรยาแสนดี แต่ไม่เคยแบ่งเวลาให้เธอเลย
มีไปทำไม ?

มีลูกแสนน่ารัก แต่ไม่เคยโอบกอดลูกเลย
มีไปทำไม ?

มีพระไตรปิฎกอยู่เต็มตู้ แต่ไม่เคยเปิดออกมาศึกษาเลย
มีไปทำไม ?

มีวัดอยู่แทบทุกหมู่บ้าน แต่ศีลธรรมของสังคมอยู่ลงทุกวัน
มีไปทำไม ?

มีรองเท้าเป็นพันคู่ แต่ใส่จริงแค่วันละคู่
มีไปทำไม ?

มีพี่น้องนับสิบคน แต่แตกสามัคคีกันทุกคน
มีไปทำไม ?

มีมือมีเท้าสมบูรณ์ แต่ไม่เคยลงแรงทำอะไรเลย
มีไปทำไม ?

มีหูอยู่สองข้าง แต่ไม่เคยฟังธรรมเลย
มีไปทำไม ?

มีตาอยู่สองข้าง แต่ไม่เคยมองหาสิ่งที่ดีเลย
มีไปทำไม ?

มีเท้าอยู่อยู่สองข้าง แต่ไม่เคยเดินเข้าหาโอกาสเลย
มีไปทำไม ?

มีปัญญาอยู่กับตัว แต่กลับใช้อารมณ์เป็นใหญ่
มีไปทำไม ?

.....ว.วชิรเมธี