วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

งูพิษชนิดต่างๆ - วิธีปฐมพยาบาลเมื่อถูกงูกัด

มีงูทั้งหมด 165 ชนิด จำนวนนี้มีงูพิษ 46 ชนิด โดย 24 ชนิดอยู่บนบก อีก 22 ชนิดอยู่ในทะเล

งูพิษที่สำคัญและมีอยู่ชุกชุม ได้แก่

1.งูเห่า เป็นงูพิษที่สำคัญมากที่สุด พบได้ทุกภาค

2.งูจงอาง เป็นงูพิษที่ใหญ่ที่สุดในโลก คล้ายงูเห่าแต่โตกว่า นิสัยดุ

3.งูสามเหลี่ยม มีแนวกระดูกสันหลังยกตัวเป็นสันสูงทำให้ดูเป็นรูปสามเหลี่ยม สีตัวเป็นปล้องดำสลับเหลือง ปลายหางทู่

4.งูแมวเซา ลำตัวอ้วนสั้น สีตัวเป็นสีน้ำตาลอ่อน มีลายสีน้ำตาลเข้มๆเป็นดวงกลมๆตามตัว เวลาถูกรบกวนสามารถพ่นลมออกมาทางรูจมูก เกิดเป็นเสียงขู่ดังน่ากลัวได้

5.งูกะปะ ลำตัวสีน้ำตาลแดง มีลายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสีน้ำตาลเข้มตามข้างลำตัว

6.งูเขียวหางไหม้ มีอยู่หลายชนิด หัวค่อนข้างโตเป็นรูปสามเหลี่ยม คอเล็ก มีลำตัวอ้วน หางสั้น ที่มีชุกชุมได้แก่ งูเขียวหางไหม้ท้องเหลือง งูเขียวหางไหม้ท้องเขียว

7.งูพิษในทะเล ทุกชนิดจะมีหางแบนเป็นรูปใบพาย เพื่อใช้ในการว่ายน้ำ ส่วนใหญ่มักหากินอยู่ไม่ไกลฝั่งมากนัก

อาการเมื่อถูกงูพิษกัด แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ตามอาการของพิษ คือ

1.งูพิษทางระบบประสาท ผู้ป่วยจะมีอาการหนังตาตก ขากรรไกรแข็ง พูดไม่ชัด กลืนน้ำลายไม่ได้ แน่นหน้าอก ตาพร่า อ่อนเพลีย เป็นอัมพาต อาจตายเพราะการหายใจล้มเหลว งูพิษประเภทนี้ได้แก่ งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม

2.งูพิษทางระบบกล้ามเนื้อ แสดงอาการค่อนข้างช้าอาจถึง 1 วัน ผู้ป่วยมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บางรายเป็นอัมพาต ปัสสาวะลดลงและสีเข้มขึ้น ผู้ป่วยมักถึงแก่กรรมเนื่องจากไตวายหรือการหายใจล้มเหลว งูพิษประเภทนี้ ได้แก่ งูทะเลชนิดต่างๆ

3.งูพิษทางระบบโลหิต มีเลือดซึมตามรอยเขี้ยวที่แผล ปวดบวม มีเลือดออกใต้ผิวหนัง อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระและปัสสาวะมีเลือดปน อวัยวะภายในตกเลือด มักตายด้วยอาการไตวาย งูพิษประเภทนี้ได้แก่ งูแมวเซา งูกะปะ และงูเขียวหางไหม้

การปฐมพยาบาลผู้ถูกงูกัด

1.ทำความสะอาดแผลที่ถูกงูกัดด้วยยาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์หรือทิงเจอร์ไอโอดีน

2.ไม่ควรเอาใบไม้ รากไม้ หรือสมุนไพรต่างๆ มาใส่แผล เพราะจะทำให้แผลสกปรก ติดเชื้อและอาจเป็นบาดทะยักได้

3.ตำแหน่งขาหรือแขนที่ถูกกัดควรให้เคลื่อนไหวน้อยที่สุด โดยใช้ไม้กระดานหรือกระดาษแข็งๆ รองหรือดามไว้

4.ถ้าจะขันเชนาะต้องใช้ผ้า ห้ามใช้เชือกหรือยางรัด โดยรัดเหนือตำแหน่งที่ถูกงูกัด รัดแน่นปานกลางพอที่จะใช้นิ้วมือ1นิ้วสอดระหว่างผ้ากับผิวหนังที่รัดได้

5.ห้ามดื่มของมึนเมา เพราะอาจเกิดการสำลักและอาเจียน หรืออาจปิดบังอาการแสดงที่เกิดจากพิษงูได้

6.อย่าตื่นตกใจเกินไป ต้องพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยที่ใกล้ที่สุด โดยนำซากงูที่กัดไปด้วย (ถ้ามี) เพื่อความถูกต้องในการรักษา

ที่มา

http://kanchanapisek.or.th/kp7/science/Snake.html

http://www.pattanakit.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=437464&Ntype=120

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เครื่องยนต์ 4 จังหวะ




เครื่องยนต์ 4 ช่วงชักเบ็นซิน (อังกฤษ: Four-stroke engine) เป็นเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง "เบ็นซิน"ที่ใช้ในรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ที่ใช้เครื่องยนต์ "น้ำมันเบ็นซิน" "รถบรรทุก" ที่ใช้เครื่องยนต์"น้ำมันเบ็นซิน"เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า"เครื่องยนต์สันดาปภายในเบ็นซิน" "เครื่องยนต์ใช้น้ำมันเบนซิน" หรือเรียกเป็นภาษาอเมริกาว่าGASSOREN ENGINE แปลว่า "เครื่องยนต์แก๊สโซลีน "ไอดี"คือส่วนผสมของไอระเหยหรือละอองน้ำมันเบ็นซินผสมกับอากาศเรียกอีกอย่าง หนึ่งว่า"ไอดี"จะถูกดูดเข้ากระบอกสูบหรือฉีดเข้ากระบอกสูบโดยหัวฉีดในช่วง ชักดูดและ"ไอดี"จะถูกอัดให้มีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 700-900 Ċ แล้ว"ไอดี"ถูกจุดระเบิดโดยประกายไฟประมาณ 25,000 โวล์ทจากเขี้ยวหัวเทียน เรียกช่วงชักนี้ว่าช่วงชักระเบิด หรือ "ช่วงชักงาน " แรงระเบิดทำให้ลูกสูบเลื่อนลง เครื่องยนต์ได้งานในช่วงชักนี้ "ทำให้เพลาข้อเหวี่ยงเกิดการหมุน" เป็นการ "เปลี่ยนพลังงานความร้อนเป็นพลังงานกล " ช่วงชักคายลูกสูบเลื่อนขึ้น ลิ้นไอดี "ปิด " ลิ้นไอเสีย "เปิด" ไอเสียออกจากกระบอกสูบทาง ลิ้นไอเสีย ผ่านท่อไอเสีย ออกสู่บรรญากาศ เครื่องยนต์ทำงาน ครบ 4 ช่วงชัก หลักการทำงานของเครื่องยนต์เบ็นซิน 4 ช่วงชัก

  1. ช่วงชักดูด ลูกสูบเลื่อนลง จากศูนย์ตายบน ลงสู่ศูนย์ตายล่าง ลิ้นไอดี "เปิด "เพื่อดูดไอดีเข้ามาในกระบอกสูบ ลิ้นไอเสีย " ปิด"
  2. ช่วงชักอัด ลูกสูบเลื่อนขึ้น จากศูนย์ตายล่าง ขึ้นสู่ศูนย์ตายบน ลิ้น"ไอดี"และลิ้น"ไอเสีย"ปิดสนิท ไอดีถูกอัดให้ร้อน 700-900 Ċ
  3. ช่วงชักระเบิด ลูกสูบเลื่อนขึ้นใกล้ศูนย์ตายบน หัวเทียนจุดประกายไฟเผาใหม้ไอดีเกิดการระเบิดขึ้นในห้องเผาใหม้ แรงระเบิดทำให้ลูกสูบเลื่อนลง จากศูนย์ตายบน ลงสู่ศูนย์ตายล่าง ทำให้เพลาข้อเหวี่ยงเกิดการหมุน เครื่องยนต์ได้งานในช่วงชักนี้ เรียกอีกชื่อหนึงว่า "ช่วงชักงาน" เป็นการเปลี่ยน"พลังงานความร้อนเป็นพลังงานกล "
  4. ช่วงชักคาย ลูกสูบเคลื่อนที่จากศูนย์ตายล่างขึ้นสู่ศูนย์ตายบน ลิ้นไอดี"ปิด" ลิ้นไอเสีย"เปิด" แก๊สไอเสียออกจากกระบอกสูบผ่านลิ้นไอเสีย , ท่อไอเสีย และ ออกสู่ชั้นบรรยากาศภายนอกเครื่องยนต์


ที่มา http://th.wikipedia.org

การบริหารนโยบายสไตล์ญี่ปุ่น (Hoshin Kanri)

Hoshin Kanri คืออะไร


คำว่า "Hoshin Kanri" นั้น ดูจะเป็นคำใหม่สำหรับนักบริหารในประเทศไทยอยู่พอสมควร หากแต่ถ้าเป็นการแปรนโยบาย (Policy Deployment) การวางแผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) การบริหารกลยุทธ์ (Strategic Management) คำเหล่านี้ดูจะคุ้นหูและคุ้นเคยกว่า แต่ในขณะเดียวกัน ก็คงไม่อาจบอกได้เต็มปากว่า Hoshin Kanri มีความหมายเหมือนกันกับสิ่งเหล่านั้น 100%

เนื่องด้วย การบริหารนโยบายสไตล์ญี่ปุ่น หรือ Hoshin Kanri นั้น มีความหมายกว้างกว่าการวางแผนกลยุทธ์หรือการบริหารกลยุทธ์ กล่าวคือ Hoshin Kanri เป็น


"ระบบเพื่อมุ่งให้เกิดการบรรลุ วัตถุประสงค์ขององค์กรหรือผู้บริหาร
โดยส่งเสริมและเชื่อมโยง ศักยภาพ ความสามารถขององค์กร ให้เกิดสมรรถนะที่สูงขึ้น
ด้วย การกระจายนโยบายไปสู่การปฏิบัติ อย่างมีเอกภาพ
ให้ เกิดการใช้ทรัพยากรหลักอย่างคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด
โดย อาศัย แนวความคิดด้านคุณภาพ และวงจรการพัฒนา PDCA (PDCA Cycle)"

ดังนั้น Hoshin Kanri จึงเป็นระบบการบริหารนโยบายที่คำนึงถึง ทิศทาง (Direction) เป้าหมาย (Target) และวิธีการ (Means) ไปพร้อมๆ กัน เน้นการทำงานร่วมกันของทรัพยากรทั้งหลาย ด้วยแนวคิดด้านคุณภาพ เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุด อันหนึ่งอันเดียวกัน

ทำไมต้อง Hoshin Kanri?

  • เพราะ Hoshin Kanri ช่วยให้ทิศทางและเป้าหมายขององค์กร เป็นไปในทิศทางเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ และภาวะแวดล้อมขององค์กร รวมไปถึงทำให้องค์กรเกิดการพัฒนาอย่างชัดเจน
  • เพราะ Hoshin Kanri ทำให้ผู้บริหารสามารถเพ่งความสนใจในกลยุทธ์ซึ่งมีความสำคัญอย่างแท้จริงได้ อย่างเหมาะสม (คือ ช่วยในการลำดับความสำคัญของกลยุทธ์ และการตัดสินใจนั่นเอง)
  • เพราะ Hoshin Kanri ทำให้เกิดแผนและการปฏิบัติการ ที่นำไปสู่การลดช่องว่างระหว่าง สถานะปัจจุบันขององค์กร กับความคาดหวังขององค์กร
  • เพราะ Hoshin Kanri ช่วยทำให้ความคาดหวัง (วิสัยทัศน์) ขององค์กร ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นระบบ และสามารถกำหนดทรัพยากรที่จำเป็น และระดมทรัพยากรอย่างเหมาะสมตามความสำคัญ
  • เพราะ Hoshin Kanri เน้นวิธีการ การดำเนินการ การวัดและติดตามผล ในการบรรลุถึงความสำเร็จของกลยุทธ์ขององค์กร
  • เพราะ Hoshin Kanri ทำให้องค์กรเกิดความชัดเจนในความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากแผนที่วางไว้ และการดำเนินการตามแผนเหล่านั้น
  • เพราะ Hoshin Kanri มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในกระบวนการวางแผนกลยุทธ์ หรือแผนพัฒนาขององค์กร

CAPD ของวงจร PDCA ใน Hoshin Kanri


Hoshin Kanri เน้นการใช้วงจร PDCA อย่างชาญฉลาด โดยแนะนำให้วงจร PDCA ในลักษณะ C-A-P-D กล่าวคือ เริ่มวงจร PCDA ที่ C ก่อน ด้วยเหตุที่ว่า การตรวจสอบสถานะ (C: Check) ปัจจุบันขององค์กรควรเป็นจุดเริ่มต้นในกระบวนการกำหนดนโยบายหรือกลยุทธ์ เพราะหากไม่รู้จักตนเองอย่างชัดแจ้งแล้ว ย่อมไม่อาจวางแผนใดๆ ที่เหมาะสมกับตัวเอง คือ ย่อมไม่สามารถสร้างแผนพัฒนาองค์กรที่มีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการ และบรรลุผลได้นั่นเอง

สำหรับ A (Action)-P(Plan)-D (DO) นั้น ก็จะมีการใช้งานตามปกติของวงจร PDCA คือ ภายหลังการประเมินตนเองเป็นที่ชัดเจน ด้วยข้อมูล ด้วยความใจกว้างและเป็นธรรมแล้ว จึงลงมือปฏิบัติการแก้ไข (A:Action) ปัญหาหรืออุปสรรคเฉพาะหน้าในระยะสั้น ที่สามารถลงมือกระทำได้ในทันที จากนั้น จึงทำการวางแผน (P:Plan) กำหนดเป้าหมายความคาดหวังขององค์กร และแปรเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบ เป้าหมายการปฏิบัติการโดยลำดับ ที่มีความสัมพันธ์กันไปในแต่ละชั้นการบริหาร จากนั้น ก็ลงมือปฏิบัติตามแผนนั้น D (DO) ซึ่งหลังจากนี้ไปก็เป็นการหมุนวงจร PDCA ตามปกติ

แนวคิดที่สำคัญ

แนวคิดที่ 1 : การบริหารข้ามสายงาน (Cross-Functional Management)
แนวคิดที่ 2 : การส่งลูก (Catch ball)

แนวความคิดทั้ง 2 นี้จะต้องปรากฏขึ้นทันทีในองค์กรเมื่อเริ่มใช้ Hoshin Kanri เพราะการบริหารข้ามสายงาน เป็นการประสานความแข็งแกร่งระหว่างสายงานให้สามารถทำงานร่วมกัน เพื่อที่จะบรรลุตามนโยบาย หรือ วัตถุประสงค์ของผู้บริหาร

ในขณะเดียวกันการส่งลูก (Catch ball) ก็จะเป็นแนวคิดที่จะเสริมความสามารถในการบรรลุผลของ Hoshin Kanri เหมือนการเล่นเกมส่งลูกบอล หากผู้ส่งเจตนาจะส่ง แต่ผู้รับไม่สามารถจะรับ เมื่อยื่นส่งไป ก็แน่นอนเหลือเกินว่า จะเกิดผล 2 อย่าง คือ

  • ผู้ รับไม่รับ ปล่อยมือให้ลูกบอลหล่นหายไป การส่งลูกก็จะขาดช่วงทันที (เหมือนที่นโยบายของผู้บริหารระดับสูงไม่อาจลงไปยังพนักงานระดับปฏิบัติการ นโยบายหล่นหาย) หรือ

  • ผู้รับรับไว้แต่ไม่เต็มใจ จึงเก็บซุกไม่ส่งต่อ (ผู้บริหารระดับกลางถูกยัดเยียดให้รับ ก็สักแต่รับไว้ ไม่ส่งลูกต่อ ไม่ผลักดันให้ผู้ใต้บังคับบัญชารับรู้-ปฏิบัติ)

กิจกรรม 2 ประเภทในองค์กรที่ควรชัด

Hoshin Kanri เสนอให้ท่านผู้บริหารทั้งหลาย มองกิจกรรมที่มีในองค์กร แยกเป็น 2 ส่วน คือ

กิจกรรมประเภทที่ 1 กิจกรรมเพื่อการพัฒนา (Strategic Operation, Policy Management)
กิจกรรมประเภทที่ 2 กิจกรรมงานประจำวัน (Normal Operation, Daily Management)

กิจกรรม ในประเภทแรกนั้น เป็นกิจกรรมที่กระทำเพื่อการบรรลุตามนโยบาย / กลยุทธ์ขององค์กร สามารถสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างชัดเจน มักมีรอบระยะเวลาในการดำเนินการ

ในขณะที่กิจกรรมงานประจำวัน เป็นกิจกรรมตามปกติที่มักไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อย ส่วนใหญ่ไม่เปลี่ยนแม้ว่านโยบายจะเปลี่ยน ยกเว้นจะเป็นนโยบายในลักษณะการเปลี่ยนแปลง / พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน / วิธีการทำงาน / วัฒนธรรมบางอย่างขององค์กร

ดังนั้น เมื่อนำ Hoshin Kanri มาใช้ ส่วนใหญ่จึงมักมีผลกับกิจกรรมเพื่อการพัฒนาองค์กรเป็นหลัก และจะมีผลกับกิจกรรมงานประจำอยู่บ้าง เมื่อแปรนโยบายลงไปแล้วมีผลกระทบ

อย่าง ไรก็ตาม ย่อมเป็นที่เข้าใจว่า กิจกรรมจำนวนมากขององค์กร คือมากกว่า 80% และในบางองค์กรอาจถึง 100% เป็นกิจกรรมประจำวัน และนั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การดำเนินกิจกรรมเพื่อการพัฒนา เป็นไปด้วยความยากลำบาก และมักถูกละเลย ด้วยข้ออ้างที่ว่า งานประจำเดิมก็มากอยู่แล้ว ซึ่งหากยอมรับคำอ้างนี้ นั่นก็หมายความว่า ท่านผู้บริหารยอมรับการดำเนินการขององค์กรที่แค่ให้ผ่านไปแต่ละวันโดยไม่ คำนึงถึงการพัฒนาองค์กรเลย

ท่านจะยอมเป็นผู้บริหารแบบนี้หรือ? และท่านจะปล่อยให้องค์กรท่านเป็นอย่างนี้จริงหรือ?

ทำอย่างไรถึงเรียกว่า Hoshin Kanri


ขั้นตอนง่ายๆ ในการทำการบริหารนโยบายแบบ Hoshin Kanri นั้นแบ่งเป็น 5 ขั้น คือ

ขั้นตอนที่ 1 การวัดระบบโดยรวม:

หมาย ถึง การประเมินองค์กรของตนเอง ด้วยความเชื่อที่ว่า "ไม่มีสิ่งใดที่สมบูรณ์พร้อมกัน" บนพื้นฐานของ "ข้อเท็จจริงและข้อมูล (Fact and Data)" ซึ่งอาจอาศัย SWOT Analysis มาช่วยวิเคราะห์ เพื่อพิจารณาทั้งปัจจัยภายในและภายนอกขององค์กร สิ่งที่ผ่านมา และกำลังจะเกิดขึ้น

ข้อควรระวัง!

      • อย่าประเมินองค์กรด้วยความรู้สึกหรือประสบการณ์ จงหาหลักฐาน ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลมายืนยัน
      • อย่าวัดองค์กร โดยการมองแต่ในองค์กร จงหูตากว้างขวาง ทันโลก ทันคู่แข่ง และเทคโนโลยี
      • อย่ามองข้ามขั้นตอนนี้เด็ดขาด

ขั้นตอนที่ 2 การกำหนดจุดมุ่งหมายหลัก:

หมายถึง การกำหนด ทิศทาง เป้าหมาย ภาพฝันขององค์กรในอนาคต ด้วยความเชื่อที่ว่า "ทุกคนต้องการทำในสิ่งที่ตนเชื่อว่าถูกต้อง" ดังนั้น จึงควรเปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (หากผู้ปฏิบัติเข้ามามีส่วนร่วมได้จะเป็นการดียิ่ง)

  • เพราะการเปิดโอกาส ทำให้แนวคิดการส่งลูก (Catch ball) เกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติและลื่นไหล
  • เพราะการเปิดโอกาส ทำให้เกิดการปรับจุดมุ่งหมายของบุคคล หน่วยงาน และองค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  • เพราะการเปิดโอกาส ทำให้กลไกการนำไปปฏิบัติเป็นไปด้วยความราบรื่น
  • เพราะการเปิดโอกาส ทำให้ท่านไม่สูญเสียหน่วยความคิดทุกหน่วยในองค์กร และยังช่วยรักษาโอกาสในการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นได้

ข้อควรระวัง!

      • หากนโยบาย ไม่ได้สะท้อนถึงคุณภาพและการสนับสนุนการควบคุมคุณภาพ ก็เหมือนกับการแปรนโยบายที่จะเกิดขึ้นนั้นถูกแยกออกจากความมีคุณภาพโดยสิ้น เชิง
      • การเปิดโอกาสเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าจะเป็นแค่มาเป็นส่วนร่วมเพียงเล็กน้อยก็ตาม

ขั้นตอนที่ 3 การทำความเข้าใจสถานการณ์และสภาพแวดล้อม:

การ ทำความเข้าใจในจุดนี้ต่างจากการวัดระบบโดยรวมโดยสิ้นเชิง เนื่องจากจุดมุ่งหมายในขั้นตอนนี้ ทำเพื่อให้กลไกการแปรนโยบายผสานเข้ากันกับโครงสร้างโดยรวมขององค์กรได้ โดยจะเห็นได้ว่า Hoshin Kanri เน้นให้กำหนดเป้าหมายไปพร้อมกับการพัฒนากลยุทธ์และมาตรการในการบรรลุเป้าหมาย

การจะบรรลุผลในขั้นตอนที่กำกวมเช่นนี้ (คือการทำความเข้าใจ) จะขอแนะนำให้ท่านผู้บริหารทั้งหลาย พิจารณาข้อมูล 3 ด้านนี้ คือ

  • ด้านความคาดหวังของลูกค้า (Customer Expectation) ทั้งลูกค้าภายในและลูกค้าภายนอก
  • ด้านจุดมุ่งหมายหลักจากขั้นที่ 2 ซึ่งมักประกอบไปด้วย วิสัยทัศน์ (Vision), พันธกิจ (Mission) และนโยบาย (Policy)
  • ด้านของการวัดเปรียบเทียบสมรรถนะ (Benchmarking) อาจเป็นการวัดเปรียบเทียบกับคู่แข่ง, ผู้ที่เก่งกาจที่สุดในธุรกิจ เป็นต้น

ด้วย ข้อมูลทั้ง 3 ด้าน และผลการประเมินองค์กรที่ผ่านมา (จากขั้นที่ 1) ย่อมทำให้เกิดความชัดแจ้งเพียงพอที่จะบอกได้ว่า ท่านมีความเข้าใจสถานการณ์ และสภาพแวดล้อมขององค์กรตนเองแล้ว

ขั้นตอนที่ 4 การกำหนดทรัพยากรในการบรรลุ:

เป็น การกำหนดและพิจารณาความเป็นไปได้ทางทรัพยากร โดยพิจารณาจากทั้ง 2 ประเภทกิจกรรม คือ กิจกรรมเพื่อการพัฒนา (Strategic Operation) และ กิจกรรมเพื่องานประจำ (Normal Operation) ให้เห็นกิจกรรม และขอบเขตของการบรรลุในแต่ละระดับด้านและจัดสรรทรัพยากรลงไป ทั้งนี้รวมไปถึงการพิจารณาความจำเป็นในการจัดหาทรัพยากรเพิ่มเติม เพื่อการบรรลุตามเป้าหมาย

ขั้นตอนที่ 5 การกำหนดกระบวนการ/งานของระบบ :


การ กระจายนโยบายทำให้เกิดการบริหารที่เปิดโอกาสให้มีการเห็นพ้องกัน คือ มีส่วนร่วมในการเห็นชอบ เพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนระบบอย่างมีนัยสำคัญ กระบวนการในการวางแผนนี้แสดงได้ดังรูป


จากรูปกระบวน การในการขับเคลื่อน การกระจายนโยบายนั้นเกิดจากการเชื่อมโยงผู้บริหารระดับสูง (Senior Management) ไปยังผู้บริหารระดับกลาง (Middle Management) และไปยังทีมปฏิบัติการ (Implementation Teams) ในที่สุด โดยลูกศร 2 ทางนั้นแทน กระบวนการเจรจา ต่อรอง หรือการส่งลูก เพื่อให้บุคลากรทั้ง 3 กลุ่มเห็นชอบร่วมกันกับเป้าหมาย มาตรการ วิธีการ และการทบทวนขององค์กร

ผู้ บริหารระดับสูงจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อการตอบคำถาม "อะไร (What)" เพื่อให้เกิดการกำหนดอะไรนั้น ออกมาในรูปของ วิสัยทัศน์ (Visions) และจุดมุ่งหมายหลัก (Main Objectives) ขององค์กร ส่วนผู้บริหารระดับกลางจะทำการเจรจาเพื่อให้เป้าหมาย (Goals or Target) นั้นสามารถสะท้อนถึงความสำเร็จตามวิสัยทัศน์ (Visions) และจุดมุ่งหมายหลัก (Main Objectives) ขององค์กร รวมไปถึงต้องรับผิดชอบในการตอบคำถาม "อย่างไร (How)" ที่จะทำให้เกิดการบรรลุถึงจุดมุ่งหมายเหล่านั้น โดยออกมาในรูปแผนกลยุทธ์ (Strategy) และยังต้องเป็นผู้บริหารทรัพยากรเพื่อการบรรลุถึงความสำเร็จของแผนด้วย

จาก นั้น ผู้บริหารระดับกลางจึงจะดำเนินการเจรจากับทีมปฏิบัติการในการกำหนดมาตรการ ที่จะสามารถเป็นตัวชี้วัดต่อความสำเร็จของกลยุทธ์ที่ได้กำหนดขึ้น ซึ่งทีมปฏิบัติการมีอำนาจเต็มในการบริหารกิจกรรม และกำหนดการทั้งหลายของกิจกรรมของตัวเองได้ และในที่สุดผู้บริหารระดับสูงจะเป็นผู้ดำเนินการทบทวนเพื่อจะติดตามผล ความคืบหน้า เสนอแนะ รวมไปถึงการปรับความเข้าใจให้ตรงกันสำหรับแผนที่ตนได้กำหนดลงไปนั้น การทบทวนเช่นนี้บางครั้งเรียกว่า การวินิจฉัยโดยผู้บริหารระดับสูง

คำไข การบริหารนโยบายสไตล์ญี่ปุ่น (Hoshin Kanri) / การบริหารข้ามสายงาน (Cross-Functional Management) / การส่งลูก (Catch ball) / กิจกรรมเพื่อการพัฒนา (Strategic Operation, Policy Management) / กิจกรรมงานประจำวัน (Normal Operation, Daily Management) / นิยามธุรกิจ

จัดทำโดย อ. วรโชค ไชยวงศ์

ที่มา http://www.ismed.or.th

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

มดตัวนิดพิษมหาศาล และการจัดอันดับความทรมาน

เปิด เรื่องด้วยประเด็นเมื่อวานนะครับว่าจะนำเรื่องราวของมดที่เข้ามาเกี่ยวข้อง กับวิถีชีวิตธรรมดาของคนธรรมดา ซึ่งต่างจากนักมดวิทยาที่เกี่ยวข้องแบบไม่ปกติ วันนี้ เริ่มต้นด้วยการแนะนำมดที่เป็นพิษนะครับ เอาแค่ให้เห็นหน้าตาและรายละเอียดเล็กน้อยเป็นการเรียกน้ำย่อยจากความอยาก รู้ก่อน เริ่มจากสี่ชนิดนะครับ อันดับแรกเริ่มจากความทรมานหลังการต่อยและกัดจากน้อยไปหามากนะครับ


มดแดง ,
Asian weaver red ant , มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Oecophylla smaragdina หลายคนคงรู้กันดีแล้วกับรสชาติความอร่อยของไข่และดักแด้ ส่วนตัวมดงานนี่ก็อร่อยไม่แพ้กัน ป้องกันอาการง่วงเหงาหาวนอนได้อย่างดี ชาว บ้านใช้กลิ่นจากกรดมดชนิดนี้นำมารักษาอาการเคลื่อนเหียนอาเจียน น่ามืดตามัวครับ นับเป็นภูมิปัญญาที่วิเศษ ในยุคที่ผู้นำประเทศหน้ามืดตามัวกับอำนาจและผลประโยชน์ (อัน นี้ไม่เกี่ยวกันกระมังครับ) มดมักทำรังในที่มีแสงแดดจัดจ้า แต่เลือกทำรังบนใบไม้ของไม่ยืนต้นและไม้พุ่ม โดยเฉพาะในป่าทดแทนและสวนผลไม้ เคยมีคนเอาไปตั้งเป็นวลีที่น่าคิดว่า “มดแดงเฝ้ามะม่วง” นี่แสดงว่ามดแดงอยู่คู่กับชาวสวนมานาน ในประเทศไทยพบเพียง ๑ ชนิดในสกุลนี้ วิธี การกัดของมดงานที่เราเห็นคือ กัดให้ลึกแบบหัวขาดก็ไม่ปล่อย จากนั้นมันจะพ่นกรดออกจากส่วนท้อง ทำให้แสบ ๆ คัน วิธีการแก้พิษแบบภูมิปัญญาชาวบ้านคือเอาคืน โดยการปล้นเอาไข่มาบีบให้แตก และทาที่รอยกัดอันแสบคันนั่นแหละครับ ดู แล้วโหดนะครับ แต่นี่เป็นภูมิปัญญาจริง ๆ โดยเฉพาะของคนที่แหย่ไข่มดแดง แต่ถ้าทนได้ไม่นานก็หายครับ ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดก็พอ มดนี้จึงถูกผมโหวตให้เป็นมดที่สร้างความทรมานระดับหนึ่งเท่านั้น คือ แค่แสบ ๆ คัน ๆ

มดคันไฟหรือหลายท้องที่เรียกมดแดงไฟ Fire Red Ant มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Solenopsis geminata ในประเทศไทยมีรายงานพบเพียง ๑ ชนิด ครับในสกุลนี้ กระจายเกือบทั่วโลก มด ชนิดนี้ตัวเล็กครับ มดงานนี่กัดเจ็บและไวต่อการถูกรุกรานมาก พฤติกรรมที่ทำให้ศัตรูยำเกรงคือ ความสามัคคีที่มันสามารถสื่อสารให้เพื่อนพ้องน้องพี่ออกมารุมได้รวดเร็ว อาศัยอยู่ตามพื้นดินครับ ขุดรูอยู่ร่วมกันเป็นโคโลนีขนาดใหญ่ มดนี้ชอบอยู่ในที่โล่ง เช่น สนามหญ้าแห้งแล้ง ทุ่งนาร้าง มักสร้างรังจนดินพอกเป็นกองเล็ก ๆ ปีไหนนาแล้งก็จะพบกับมดชนิดนี้ได้ง่าย ๆ ครับ ละเมื่อน้ำมาท่วมนานั้นแหละ มันจึงจะลอยเป็นแพไปเกาะอาศัยทำรังใหม่ตามคันนา เวลาเรายืนบนคันนาไม่ระวัง ก็จะโดนรุมเอาง่าย มันจะเริ่มจากเท้าเรานั่นแหละ เป้าหมายแรก อาการปวดจากแผลรุนแรงขึ้นอยู่กับจำนวนที่มันต่อยครับ ต่อยมากปวดมาก รักษาอาการปวดให้ทุเลาด้วยยาหม่องนี่แหละครับดีที่สุด แต่อย่าคิดขุดเอาไข่มาทานะครับ อันนี้จะทำให้มันโกรธ ยกมารุ่มเป็นกองทัพครับ ด้วยเหตุผลทั้งหมด ผมจึงโหวตให้อยู่ในความทรมานอันดับสอง คือ ปวดพอทน

มดตะนอย มีหลายชนิดครับ ในสกุล
Tetraponera ประเทศ ไทยมีรายงานพบแล้วประมาณ ๑๓ ชนิด อาจมีมากว่านี้ อยู่ในระหว่างการทำข้อมูล ส่วนที่พบจะยกตัวอย่างมาให้ดูนี่ สองชนิด สองสีที่พบบ่อยครับ มดสกุลนี้อาศัยอยู่ได้หลายระดับ แต่ที่พบเห็นบ่อย อาศัยตามหญ้าสูง ๆ สนามหญ้ารก ๆ ตามพุ่มไม้ครับ ในหนึ่งรังมีประชากรน้อยจนถึงพบมาก ตามขอนไม้ผุ ในที่ไม่ชื้นมาก ชนิดแรกที่ผมนำมาเสนอเป็นตัวสีดำครับ มักพบตามสนามหญ้า ชื่อ ตะนอยดำธรรมดา ( Tetraponera pilosa ) ละกันครับ ส่วนชนิดที่สอง ชื่อ ตะนอยดำส้ม ( Tetraponera rufonigra ) ครับ อาศัยตามไม้ผุ ตอไม้ผุ แห้ง ๆ ทั้งสองชนิดนี้ต่อยแล้วปวดจนน้ำตาเล็ดครับ นี่แค่ตัวเดียวนะ แต่ถ้าโดนรุมสักสิบตัวนี่ คงต้องนอนโรงพยาบาลครับ จากประสบการณ์โดนกัดจากมดตะนอยดำธรรมดาเพียง ๑ ตัว ใช้เวลาห้านาทีจึงพอทุเลาลงได้ ส่วน ตะนอยดำส้มนี่ผมโดน ๑ ตัวเช่นกัน ปวดแบบไม่ลืมครับ นานกว่าเกือบสองเท่า จึงไม่อยากยุ่งกับมันมาก ผมนำรูปแบบชัดมาฝากครับ ว่าง ๆ เข้าไปหาข้อมูลได้จาก source ที่ผมเขียนไว้ในรูป ที่ปวดมากขนาดนั้นเพราะมันตัวใหญ่ พิษของมันมาจากส่วนเหล็กใน โดยตรง อาการปวดจึงเหมือนโดนต่อหรือแตนตัวโต ๆ ต่อย ครับ ผมจึงยกให้มันเป็นมดที่สร้างความทรมานอันดับสาม คือ ปวดแบบไม่ลืม


จบ เรื่องมดและพิษภัยไว้ก่อนนะครับ สำหรับประเทศนี้ยังมีพิษจากการเมือง เรื่องทำร้ายประชาชน ยืนกันกระจัดกระจาย ทำร้ายคนจนปากกัดตีนถีบ พิษนี้มดเทียบไม่ติดอันดับความทรมารหรอกครับ คนไทยวันนี้มีมดเป็นแบบอย่างเรื่องความสามัคคี เอาอย่างดีมาปฏิบัติเพื่อลดความทรมานของชีวิตลงบ้างครับ ข้อมดยังมีมากว่านี้เล่าไม่จบ กลัวตัวหนังสือเป็นพิษ สร้างความมึนงงได้ ติดตามในบทความเรื่องชีวิตของมด ในหมวด ชีวิตของแมลง คราวต่อไปครับ

ที่มา http://www.oknation.net/blog/insectlife/2008/06/16/entry-1

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รู้ไหมว่า? “อนุภาคมูลฐาน” มีกี่ชนิด

อนุภาคมูลฐาน (Fundamental Particle) เป็นหน่วยเล็กที่สุดของอะตอมที่เชื่อว่าแบ่งต่อไปอีกไม่ได้ มีทั้งหมด 16 ชนิด แบ่งออกเป็น เฟอร์มิออน (fermion) หรืออนุภาคสสาร และ โบซอน (Boson) หรืออนุภาคนำพาแรง (force carrier)

เฟอร์มิออนนั้นแบ่งเป็น 2 ประเภท (class) ได้แก่ ควาร์ก (Quark) และ เลปตอน (Lepton)ซึ่งแต่ละประเภทแบ่งได้ 6 ชนิด
- ควาร์ก แบ่งเป็น อัพควาร์ก (up quark) ดาวน์ควาร์ก (down quark) ชาร์มควาร์ก (charm quark) สแตรนจ์ควาร์ก (strange quark) ท็อปควาร์ก (top quark) และ บัตทอมควาร์ก (buttom quark)
- เลปตอน แบ่งเป็น อิเล็กตรอนนิวทริโน (electron neutrino) อิเล็กตรอน (electron) มิวออนนิวทริโน (muon neutrino) มิวออน (muon) ทาวนิวทริโน (tau neutrino) และทาว (tau)

ส่วนโบซอนนั้นแบ่งออกได้ 4 ชนิด คือ โฟตอน (photon) กลูออน (gluon) แซดโบซอน (Z boson) และ ดับเบิลยูโบซอน (W boson)

*อ้างอิงข้อมูลจาก ห้องปฏิบัติการเครื่องเร่งอนุภาคสหรัฐฯ สแลค (SLAC National Accelerator Laboratory) มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University)


แผนภาพอนุภาคมูลฐานทั้ง 16 ชนิด (ไซน์เดลี/Fermilab)

ที่มา http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9540000069163

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เรื่องต้มๆ...เรื่องง่ายๆ



การ ทำอาหารให้อร่อยต้องมีเคล็ดลับ เชฟสมัยใหม่จึงมักคิดค้นสูตรเฉพาะของตัวเองในการปรุงอาหารให้อร่อยเลิศรส และมีความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลาแต่ก่อนจะถึงขั้นนั้นทุกคนที่มีความชื่นชอบใน การทำอาหารจะต้องผ่านการเรียนรู้ เทคนิคต่างๆ จากคนรุ่นเก่ามาก่อนทั้งนั้น วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับการทำอาหารประเภทต้ม ที่เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเรา มาฝากถึง 10 ตำรับด้วยกัน

วิธีต้มไก่ไม่ให้หนังถลอก นำเกลือ 1 ช้อนชา ใส่ในท้องไก่ ใส่ไก่ลงไปต้มในขณะที่น้ำเดือด เติมน้ำเย็นลงไปเป็นระยะๆ ใช้เวลาต้มประมาณ 15 นาที

วิธีต้มปลาไม่ให้เหม็นคาว เวลาต้มปลาสด ให้ใส่ปลาในขณะน้ำเดือด และเติมน้ำส้มสายชูเล็กน้อยจะทำให้ปลาไม่เหม็นคาว

วิธีต้มตับให้นุ่มอร่อย นำ ตับที่จะประกอบอาหารแช่น้ำส้มสายชู น้ำมะนาว หรือน้ำเกลือ ที่มีส่วนผสมอย่างอ่อนประมาณ 30 นาที แล้วนำมาประกอบอาหารตับจะนุ่มและรสดี

วิธีต้มเนื้อไม่ให้เหนียว ให้ต้มน้ำให้เดือดพล่าน แล้วจึงใส่เนื้อลงต้ม ปิดฝาให้สนิทต้มประมาณ 5 นาที แล้วจึงลดไฟให้น้ำเดือดปุดๆ

วิธีต้มไข่ไม่แตกไม่ร้าว ก่อน ต้มไข่ให้นำไข่ไปล้างน้ำให้สะอาดก่อน ไข่จะไม่แตกและแกะเปลือกออกง่าย เพราะการล้างน้ำได้ชะล้างเยื่อบางๆ ที่ห่อเปลือกไข่อยู่ เวลาต้มน้ำจะซึมเข้าไปตามเปลือกไข่ได้ ทำให้ความร้อนสามารถถ่ายเทได้ไข่จึงไม่แตกและน้ำที่ซึมเข้าไปในเปลือกไข่จะ เป็นตัวแยกเปลือกไข่กับเนื้อไข่ จึงทำให้แกะเปลือกง่าย

วิธีต้มไข่เป็ดให้เป็นยางมะตูม ต้มน้ำให้เดือดๆ ล้างเปลือกไข่ให้สะอาด จากนั้นลงต้ม จับเวลา 5 นาที เอาไข่ขึ้น และนำไปใส่น้ำเย็นทันที

วิธีต้มมะระไม่ให้ขม ให้ใส่มะระพร้อมกับเครื่องปรุงนำขึ้นตั้งไฟ ขณะที่ต้มห้ามเปิดฝาหม้อดูเด็ดขาด พอสุกยกลง รับรองไม่ขม

วิธีต้มแกงไม่ให้ล้นหม้อ ให้หาน้ำมันหมูหรือน้ำมันพืช มาทาปากหม้อด้านในให้ทั่ว น้ำแกงจะไม่ล้นออกนอกหม้อแน่นอน

วิธีต้มถั่วต่างๆ ให้สุกเร็ว นำ ถั่ว ที่จะต้มใส่ภาชนะ แล้วใส่เกลือเม็ด 1 กำมือ ใส่น้ำพอท่วมเม็ดถั่ว ซาวให้ทั่วจนเม็ดเกลือละลายหมด แล้วล้างน้ำสะอาดอีกครั้งหนึ่ง จึงนำถั่วไปต้ม จะช่วยให้ถั่วสุกเร็วขึ้น

วิธีต้มน้ำซุปให้อร่อย เริ่ม จากความสดของกระดูกซี่โครงไก่ โดยใช้สัดส่วนอยู่ที่ประมาณซี่โครงไก่ 1 กิโลกรัม ต่อน้ำประมาณ 7 - 8 ถ้วยตวง สับซี่โครงเป็นชิ้นใหญ่ๆ แล้วล้างเศษเลือดและสิ่งสกปรกออกก่อน ต้มน้ำให้เดือด ใส่ซี่โครงลงไป รอจนน้ำเริ่มเดือดอีกครั้ง แล้วให้หรี่ไฟอ่อนๆ คอยช้อนฟองออก ถ้าน้ำเริ่มแห้งให้เติมน้ำลงไปบ้าง เคี่ยวประมาณ 40-50 นาที

เห็มไหมว่า ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะทำอาหารประเภทต้มให้อร่อยถูกปาก ได้ความรู้เบื้องต้นไปแล้ว จากนี้ก็พร้อมลงมือทำเมนูเด็ดสูตรเฉพาะของตัวเองได้เลย

ที่มา http://th.jobsdb.com/TH/TH/V6HTML/Home/hospitality_editor35.htm