วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ERP

 
ERP คืออะไร?
ERP เป็นซอฟต์แวร์ที่มีการรวบรวม หรือผนวกฟังก์ชันงานทั้งหมดในองค์กร หรือมีการเชื่อมโยงในส่วนของโมดูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยมีการทำงานในลักษณะแบบเรียลไทม์ และ ERP จะได้รับการออกแบบมาบนพื้นฐานของวิธีการปฏิบัติที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรม นั้นๆ (Best Practice) ก็คือมีการกำหนดในส่วนของกระบวนการทางธุรกิจ ที่มีการทดสอบ และสำรวจมาแล้วว่าเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมนั้นๆ ไว้ในตัวของ ERP
ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า มีหลายธุรกิจที่อิมพลีเมนต์ ERP เพื่อผลในการทำ Business Reengi -neering เพราะต้องการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางธุรกิจขององค์กรให้เป็นไปตามกระบวนการ ที่เป็น Best Practice โดยที่ซอฟต์แวร์ ERP จะสามารถปรับเปลี่ยนให้เข้ากับลักษณะการดำเนินงานขององค์กรนั้น (ที่เรียกกันว่า Customizing หรือ คอนฟิกูเรชัน) ซึ่งในทางทฤษฎีได้แบ่งซอฟต์แวร์สำเร็จรูปออกเป็น 2 ประเภทคือ ซอฟต์แวร์แพ็กเกจ กับ Customizing Software Package
ข้อแตกต่างของ ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปทั้งสองประเภทก็คือ ซอฟต์แวร์แพ็กเกจ นั้น เราไม่สามารถจะปรับเปลี่ยนระบบงานในซอฟต์แวร์นั้นได้ตามความต้องการของ ธุรกิจแต่ละแบบ ถ้าต้องการปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ให้เข้ากับธุรกิจนั้นๆ ก็อาจต้องแก้ไขโปรแกรมของซอฟต์แวร์สำเร็จรูปตัวนั้นเลยทีเดียว แต่ถ้าเป็น Customizing Software Package ระบบของซอฟต์แวร์นั้นๆ ได้เตรียมส่วนที่เรียกว่า Customizing ไว้ให้เราใช้ปรับเปลี่ยนการทำงานของซอฟต์แวร์ ให้เข้ากับรูปแบบในการดำเนินธุรกิจขององค์กรแล้ว
ถ้าจะกล่าวถึง เทคโนโลยีหลักๆ ที่ผลักดันให้เกิดซอฟต์แวร์ ERP ขึ้นมาก็คือ เทคโนโลยีทางด้านระบบฐานข้อมูล และไคลเอ็นต์/เซิร์ฟเวอร์นั่นเอง เพราะระบบ ERP นั้น เป็นระบบที่อินทิเกรตฟังก์ชันงานทั้งหมดขององค์กร ดังนั้นข้อมูลจึงจำเป็นที่จะต้องเก็บอยู่ในฐานข้อมูลกลางด้วย ส่วนไคลเอ็นต์/เซิร์ฟเวอร์นั้น เนื่องจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของการบันทึกข้อมูล จากระบบเดิมที่เคยทำงานในส่วนของแบ็กออฟฟิศมาเป็นรูปแบบในการทำงานในส่วนของ ฟรอนต์ออฟฟิศซึ่งต้องการหน้าจอในลักษณะกราฟิก (Graphic User Interface: GUI) ไม่ใช่รูปแบบที่แสดงแต่ตัวอักษร เหมือนสมัยก่อน ดังนั้นไคลเอ็นต์/เซิร์ฟเวอร์จึงสามารถสนองตอบในส่วนความต้องการในเทคโนโลยี ด้านนี้ได้
ซึ่งถ้าลองศึกษาถึงประวัติศาสตร์ของระบบซอฟต์แวร์สำเร็จ รูปทางธุรกิจกันจริงๆ แล้ว จะพบในอดีตประมาณช่วงต้นของทศวรรษที่ 1970 นั้น ผู้ที่อยู่ในทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ให้กับองค์กรต่างๆ มีความต้องการที่จะพัฒนาระบบที่เป็นอินทีเกรตซอฟต์แวร์แพ็กเกจแต่ด้วย เทคโนโลยีทางด้านระบบฐานข้อมูลที่ยังมาไม่ถึง รูปแบบของซอฟต์แวร์ในลักษณะนี้จึงเกิดขึ้นไม่ได้

ERP ก็มีประวัติศาสตร์เหมือนกัน

ก่อน ที่จะมีระบบ ERP นั้น เดิมในวงการอุตสาหกรรม ประมาณช่วงทศวรรษ ที่ 1960 ได้มีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์ เข้ามาช่วยในส่วนของการผลิตทางด้านการคำนวณความต้องการวัตถุดิบที่ใช้ในการ ผลิต หรือที่เรียกเป็นทางการว่าระบบ Material Requirement Planning (MRP) ซึ่งก็คือ การใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการบริหารและจัดการในส่วนของวัตถุดิบ ที่ใช้ในการผลิตเท่านั้น ต่อมาในช่วงประมาณทศวรรษที่ 1970 ระบบการผลิตในอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น จึงมีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในส่วนของการผลิตในด้านของเครื่อง จักร และส่วนของเรื่องการเงิน นอกเหนือไปจากส่วนของวัตถุดิบ ซึ่งเราจะเรียกระบบงานเช่นนี้ว่า Manufacturing Resource Planning (MRP II) จากจุดนี้เราพอจะมองเห็นภาพคร่าวๆ ของการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการบริหารงานในอุตสาหกรรมได้
ใน ช่วงที่ผมจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีมาใหม่ๆ นั้น ผมได้มีโอกาสได้สัมผัสระบบ MRP II ตัวหนึ่งที่ชื่อ TIMS ของประเทศนิวซีแลนด์ ถ้าดูจากหน้าจอเมนูหลัก จะพบว่ามีอยู่ 3 โมดูลหลักๆ ด้วยกันคือ Financial Accounting, Distribution และ Manufacturing และในโมดูลของ Manufacturing จะมี MRP รวมอยู่ด้วย จะเห็นได้ว่า ในการนำเอาระบบ MRP II เข้ามาช่วยในองค์กรหนึ่งๆ นั้น ยังไม่สามารถสนับสนุนการทำงานทั้งหมดในองค์กรได้ พอจะนึกออกมั้ยครับว่ายังขาดส่วนของระบบงานใด คำตอบก็คือ ระบบการจัดการทางด้านทรัพยากรบุคคลนั่นเองครับ
นี่จึงเป็นที่มาของ ระบบ ERP โดยที่นิยามของคำว่า ERP นี้ เกิดขึ้นในยุคต้นทศวรรษที่ 1990 โดย Gartner Group ซึ่งจะรวมเอาส่วนของ M ตัวสุดท้ายก็คือ Manpower เข้าไปไว้ในส่วนของระบบงานที่เรียกตัวเองว่า ERP ดังนั้นระบบ ERP จึงเป็นระบบที่ใช้ในการบริหารงานทรัพยากรทั้งหมดในองค์กร หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระบบ ERP จะเป็นระบบที่ใช้ในการจัดการ 4 M ในองค์กร ซึ่งจะประกอบไปด้วย Material, Machine, Money และ Manpower นั่นเอง ดังนั้นถ้าเราเข้าไปดูที่เมนูหลักของระบบ ERP เราจะพบว่ามีเมนูของทั้ง MRP และ MRP II รวมอยู่ด้วย เพราะ ERP มีต้นกำเนิดมาจากระบบ MRP และ MRP II นั่นเอง 

ERP (Enterprise Resource Planning) สามารถจัดการ Transaction Cycle ได้หมดดังนี้
- Expenditure
- Conversion
- Revenue
- Financial

ERP เป็น Software ที่ใช้ในการ Manage ได้ทั้งองค์กร โดยที่มี common Database เก็บข้อมูลทุกอย่างไว้ที่เดียวกัน เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนของข้อมูล ทำให้มีประสิทธิภาพ มีการ Share ข้อมูลสูงสุด โดยแต่ละส่วนสามารถดึงข้อมูลส่วนกลางที่ตัวเองสนใจมาวิเคราะห์ได้ และ สามารถที่จะ Integrate ได้หมดไม่ว่าจะเป็น Marketing Manufacturing Accounting และ Staffing
ก่อนที่จะมีระบบ ERP นั้น เดิมในวงการอุตสาหกรรมประมาณช่วงทศวรรษ 1960 ได้มีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในส่วนของการผลิตทางด้านการคำนวณ ความต้องการวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต หรือที่เรียกเป็นทางการว่าระบบ Material Requirement Planning ( MRP ) ก็คือเราจะใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการบริหารและจัดการในส่วนของวัตถุ ดิบหรือ Material ที่ใช้ในการผลิตเท่านั้น ต่อมาในช่วงประมาณทศวรรษ 1970 ระบบการผลิตในอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นจึงมีการนำเอาระบบ คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในส่วนของการผลิตในด้านของเครื่องจักร ( Machine ) และส่วนของเรื่องการเงิน ( Money ) นอกเหนือไปจากส่วนของวัตถุดิบ ซึ่งเราจะเรียกระบบงานเช่นนี้ว่า Manufacturing Resource Planning ( MRP II )

จากจุดนี้เราพอจะมองเห็นภาพคร่าวๆ ของการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการบริหารงานในอุตสาหกรรมได้ ดังที่มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการหลายท่านได้กล่าวไว้ว่า ระบบ MRP นั้นจะเข้ามาช่วยในการจัดการทางด้าน Material ส่วนระบบ MRP II นั้นจะเข้ามาช่วยในการจัดการใน M อีกสองตัวนอกเหนือจาก Material ก็คือ Machine และ Money ซึ่งระบบ MRP II ที่ชื่อ TIMS ของประเทศนิวซีแลนด์ จะมีเมนูหลักของ Module 3 Modules หลักด้วยกันคือ Financial Accounting , Distribution และ Manufacturing และใน Module ของ Manufacturing จะมีส่วนของ MRP รวมอยู่ด้วย
จะเห็นได้ว่าในการนำเอาระบบ MRP II เข้ามาช่วยในองค์กรหนึ่งๆ นั้น จะยังไม่สามารถซัพพอร์ตการทำงานทั้งหมดในองค์กรได้ นี่จึงเป็นที่มาของระบบ ERP ซึ่งจะรวมเอาส่วนของ M ตัวสุดท้ายก็คือ Manpower เข้าไปไว้ในส่วนของระบบงานที่เรียกตัวเองว่า ERP นั่นเอง ดังนั้นระบบ ERP จึงเป็นระบบที่ใช้ในการบริหารงานทรัพยากรทั้งหมดในองค์กร ( Enterprise Wide ) หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระบบ ERP จะเป็นระบบที่ใช้ในการจัดการ 4 M ซึ่งจะประกอบไปด้วย Material , Machine , Money และ Manpower นั่นเอง ดังนั้นถ้าเราเข้าไปดูที่เมนูหลักของระบบ ERP เราจะพบว่ามีเมนูของทั้ง MRP และ MRP II รวมอยู่ด้วยเพราะ ERP มีต้นกำเนิดมาจากระบบ MRP และ MRP II นั่นเอง
ERP จะเน้นให้ทำ Business Reengineering เพื่อปรับปรุงระบบให้เข้ากับ ERP ซึ่งจะแบ่ง Function Area เป็น 4 ส่วนหลักๆ คือ
1. Marketing Sales
2. Production And Materials Management
3. Accounting And Finance
4. Human Resource
แต่ละส่วนจะมี Business Process อยู่ในนั้น ซึ่งจะมีหลาย Business Activity มาประกอบกัน เช่น activity การออก Invoice เป็น Activity แต่ละ Activity จะไปต่อเนื่องกันหลายๆอันออกไปจนกลายเป็น Process ที่เรียกว่า “Computer Order management” ซึ่งจะไปเกี่ยวข้องกับ Functional Area ที่เรียกว่า “Marketing And Sale” Concept หลักๆของ ERP คือ เอาทุกข้อมูลของแต่ละแผนกมา Integrate กัน เพื่อ Share ข้อมูลกัน

สรุปแนวคิดคร่าวๆ ของระบบ ERP

  • ERP เป็นซอฟต์แวร์ที่อินทิเกรตฟังก์ชันการทำงานทั้งหมดทั่วทั้งองค์กร ไม่ใช่ระบบสารสนเทศ ที่สนับสนุนการทำงานเฉพาะส่วนของ Business Function เหมือนในสมัยก่อน ซึ่ง ERP จะสนับสนุนรูปแบบการทำงานในส่วนของ กระบวนการทางธุรกิจซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานในหลายๆ ฟังก์ชัน
  • ERP มีการเก็บข้อมูลทั้งหมดอยู่ใน Common Database
  • ERP มีการทำงานในแบบเรียลไทม์ ถูกพัฒนาขึ้นมาตามมาตรฐานที่เป็น Best Practice ในอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ERP ไม่ใช่เป็นแค่เพียงซอฟต์แวร์แพ็กเกจ แต่มันเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจ หรือที่เรียกว่าเป็น The way of doing business
  • SAP เป็นมากกว่าคำว่า ERP


ดัง นั้นท่านที่คิดว่า SAP เป็นแค่เพียงซอฟต์แวร์บัญชี คงจะเปลี่ยนแนวคิดได้แล้วนะครับ ผมรู้สึกเสียดายนะครับถ้าท่านคิดว่า SAP เป็นแค่เพียงซอฟต์แวร์บัญชีตัวหนึ่ง เพราะจริงๆ แล้วมันคือ ERP ตัวหนึ่งที่ใช้ในการบริหารและจัดการทรัพยากรทั้งหมดในองค์กร หลายๆ องค์กรได้ใช้ขีดความสามารถของ SAP เพียงแค่ใช้ในการทำงานในส่วนของระบบประมวลผลทรานซ์แอ็กชันเท่านั้น ผมในฐานะที่ทำงานในส่วนของ Basis ในระบบ SAP R/3 รู้สึกว่า SAP ไม่ใช่เพียงแค่ซอฟต์แวร์แพ็กเกจตัวหนึ่ง แต่เป็นเทคโนโลยี สำหรับแอพพลิเคชันทางธุรกิจ มากกว่า
ทราบไหมครับว่า SAP มีส่วนของระบบ Electronic Data Interchange หรือ EDI ที่สนับสนุนการส่ง EDI Message ทั้งในมาตรฐาน ANSI X.12 หรือ EDIFACT มีส่วนของ Web Integration ที่สนับสนุน HTML โดยอาศัยเว็บบราวเซอร์เป็นไคล-เอ็นต์แทน SAPGUI โดยทำงานผ่าน In-ternet Transaction Server (ITS) ของระบบ SAP มีส่วนของ Business Connector ที่สนับสนุนการส่งข้อมูลในรูปแบบของ XML มีส่วนของ SAPConnect ที่สนับสนุนการเชื่อมต่อระบบ SAP R/3 กับระบบภายนอก ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต แฟกซ์ X.400 หรือ SAPOffice R/3-R/3 Connection มีส่วนของ SAP Exchange Connector ที่ใช้ในการเชื่อมต่อระบบ R/3 Mail System กับระบบ MS Exchange Server ของไมโครซอฟท์และระบบ SAP Internet Mail Gateway ที่ใช้ในการส่ง และรับเมสเซจผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
นอกจาก นี้ยังมีระบบ SAPphone ที่สนับสนุนการเชื่อมต่อกับระบบ Computer Telephony Integration (CTI) Server ที่มีการเชื่อมต่อกับระบบ Private Branch Exchange (PBX) โดยที่เราสามารถที่จะใช้งานในส่วนของ Telephony Control Function ได้เช่น Initiating and Transferring Call, Processing Incoming Call Information และรวมถึงเรื่อง Interactive Voice Res ponse(IVR)
นอก เหนือจากที่ผมกล่าวมาทั้งหมดแล้ว SAP R/3 ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ อีกมากมายที่มีการทำงานในลักษณะของระบบเปิด ซึ่งผมเองยังยอมรับเลยครับว่า ถึงแม้ว่าจะทำงานมากับระบบ SAP R/3 มาเกือบ 8 ปี ผมยังไม่ได้ใช้งานระบบ SAP R/3 ในส่วนของ Basis ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพของระบบ SAP สักเท่าไร บางทีอาจจะเป็นเพราะรูปแบบธุรกิจขององค์กรที่ผมได้มีโอกาสอิมพลีเมนต์ให้ ไม่ได้ต้องการงานในส่วนนี้ หรืออาจเป็นเพราะลูกค้าที่ผมวางระบบ SAP ให้นั้น ไม่ทราบว่ามีส่วนระบบงานพวกนี้อยู่ในเอ็นจินของระบบ SAP R/3 ดังนั้นบทความที่ผมเขียนในส่วน SAP R/3 นี้ ผมอยากให้เป็นสื่อกลางในการให้ความรู้ความเข้าใจกับเทคโนโลยีของระบบ SAP R/3 ซึ่งในส่วนของข้อมูลทางเทคนิคนี้ ผมยกไปนำเสนอในนิตยสาร PC Magazine Thailand ส่วนที่ eLeader นี้ ผมคงนำเสนอในมุมมองทางด้านแนวคิดและเทคโนโลยีมากกว่า
ส่วนงานในระบบ SAP Basis ถือว่าเป็นส่วนงานกลางของระบบ SAP (Core) โดยเราจะเรียกคนที่ทำหน้าที่ดูแลในส่วนของ Basis นี้ว่าเป็น Basis Administrator นอกจากนี้ในส่วนของงานทางด้านเทคนิคยังมีงานทางด้าน ABAP ซึ่งแบ่งออกเป็นงานย่อยๆ ได้ 3 ส่วนหลักๆ คืองาน ABAP Report คือการเขียนโปรแกรม ABAP เพื่อออกรายงานที่เป็น Customizing Report งาน Dialog Programming ก็คือการเขียนโปรแกรม ABAP ในลักษณะของทรานส์แอ็กชัน และสุดท้ายก็คืองาน SAPScript ก็คือการเขียน ABAP เพื่อพิมพ์ Preprint Form ต่างๆ เช่น อินวอยซ์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีส่วนของการเขียน BDC Program สำหรับการทำ Data Conversion และ Interface Program ซึ่งผมจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของงาน ABAP Report

เบื้องหลังของระบบ SAP R/3

สำหรับ ในส่วนของแอพพลิเคชันทั้งหมดในระบบ SAP นั้น จะได้รับการพัฒนาขึ้นด้วยภาษา ABAP หรือ Advance Business Application Programming (ABAP/4 ซึ่งเป็นภาษาโปรแกรมในยุคที่ 4 หรือ 4GL เป็นคำที่เรียกใน SAP Release 3.0 ส่วนใน SAP Release 4.0 เป็นต้นไป จะเรียกว่า ABAP เนื่องจากว่ามีการพัฒนาภาษาโปรแกรม ABAP เป็นแบบออบเจ็กต์โอเรียลเต็ดมากขึ้น) และในส่วนของรันไทม์หรือ เคอร์เนลของระบบ SAP นั้น จะถูกพัฒนาขึ้นมาจากภาษา C/C++ (ในรีลีสถัดไปจะมีส่วนของจาวา)
ในส่วนของการอิมพลีเมนต์ ระบบ SAP นั้น จะมีการทำในส่วนของ Customizing หรือ คอนฟิกูเรชัน (จริงๆ แล้วก็คือ การกำหนดค่าพารามิเตอร์ต่างๆ นั่นเอง) ผ่านทาง Implementation Guide (IMG) เพื่อให้ระบบงาน SAP ทำงานได้กับองค์กรนั้นๆ

โมดูลแอพพลิเคชันหลักๆ ในระบบ SAP


โมดูลแอพพลิเคชันหลักๆ ในระบบ SAP

  1. FI Financial Accounting หรือโมดูลทางด้านบัญชีการเงิน
  2. CO Controlling หรือโมดูลทางด้านบัญชีจัดการหรือบัญชีบริหาร
  3. AM Fixed Assets Management หรือโมดูลทางด้านการจัดการสินทรัพย์ถาวร
  4. SD Sale & Distributions หรือโมดูลทางด้านขายและการกระจายสินค้า
  5. MM Material Management หรือโมดูลทางด้านการจัดการวัตถุดิบ
  6. PP Production Planning หรือโมดูลทางด้านการวางแผนการผลิต
  7. QM Quality Management หรือโมดูลทางด้านการจัดการด้านคุณภาพ
  8. PM Plant Maintenance หรือโมดูลทางด้านการซ่อมบำรุงโรงงาน
  9. HR Human Resource หรือโมดูลทางด้านการจัดการทรัพยากรบุคคล
  10. TR Treasury หรือโมดูลทางด้านการบริหารการเงิน
  11. WF Workflow หรือโมดูลทางด้าน Flow ของกระบวนการทำงาน
  12. IS Industry Solutions คือส่วนระบบงานธุรกิจเฉพาะ โดยที่ไม่ใช่โมดูลมาตรฐานของระบบ SAP R/3 ซึ่งจะมีทั้งระบบ Aerospace, Automotive, Banking, Chemicals, Consumer Products, Engineering and Construction, Healthcare, Higher
  13. Education and Research, High Tech, Insurance, Media, Mill Products, Oil and Gas, Pharmaceuticals, Public Sector, Retail, Service Provider, Telecommunications, Transportation และ Utilities

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ส่วนผสมสูตรสำเร็จ กว่าจะมาเป็น “ซักเคอร์เบิร์ก”


 
(ภาพจาก Guardian.co.uk)

สำหรับชื่อชายหนุ่มนาม “มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก” ในวันนี้ เชื่อเหลือเกินว่า น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักเขาผู้นี้ หรืออย่างน้อยก็คงต้องรู้จักกับผลงานเอกของเขา สำหรับเครือข่ายสังคมออนไลน์หมายเลขหนึ่งของโลกที่ ณ วันนี้มีการเก็บสถิติกันมาว่า มีจำนวนมหาศาล ว่ากันว่าถ้าตั้งเป็นประเทศ “Facebook” ขึ้นมาแล้วล่ะก็ ประเทศนี้จะมีประชากรมากเป็นอันดับสามเลยทีเดียวนะครับ
นอกเรื่องกันมาเยอะ กลับมาที่พระเอกของเรากันหน่อย กับพ่อหนุ่มวัยย่าง 28 คนนี้ เชื่อว่าหลายคนต้องแอบทึ่งและยกย่องในความสำเร็จของซักเคอร์เบิร์ก ที่เป็นผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ค และยังเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งบนโลกออนไลน์ หลายคนมีซักเคอร์เบิร์กเป็นแบบอย่างที่ดีในหลายๆ ด้าน แต่กว่าจะมาเป็นซักเคอร์เบิร์กในวันนี้ได้นั้น มีปัจจัยที่เรียกได้ว่าเป็น “ส่วนผสมสูตรสำเร็จ” ของเขาผู้นี้ ว่าแต่ปัจจัยเหล่านั้นคืออะไร ไปติดตามดูกันครับ…
ปัจจัยที่สำคัญที่พามาร์ค ซักเคอร์เบิร์ กมาถึงจุดนี้ได้ ไม่ใช่แค่ความสามารถ หรือโชคเพียงเท่านั้น แต่มันกลับถูกหล่อหลอมขึ้นมาด้วยหลายๆ สิ่ง ที่หากใครคิดที่จะยึดถือซักเคอร์เบิร์กเป็นแบบอย่าง จะลองทำให้ตัวคุณมีปัจจัยเหล่านี้เป็นองค์ประกอบในการดำเนินชีวิตก็ได้ ไม่หวงวิธีครับ…

ความทะเยอทะยาน และมีเป้าหมายที่ชัดเจน
คงจะพูดไม่ได้ว่าชายวัย 27 ย่าง 28 ปีผู้นี้ ไม่ทะเยอทะยาน เพราะหากขาดสิ่งนี้ เขาคงไม่กล้าที่จะสร้างเครือข่ายสังคมออนไลน์ชื่อดังอย่างเฟซบุ๊คขึ้นมา และได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเช่นนี้ เงินทอง การได้รับการยอมรับนับถือ การถูกจดจำได้ เป็นสิ่งที่คนทุกคนล้วนอยากได้มา ซึ่งก็คงไม่น่าแปลกนักที่ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก เองก็ต้องการมันเช่นกัน
ที่มหาวิทยาลัยชื่อดังอย่างฮาร์วาร์ด เขาได้เริ่มสร้างเฟซบุ๊คและเปิดใช้งาน แถมยังมีความสำเร็จอื่นๆ อีกมากมายตามมา

วิสัยทัศน์
การมองการณ์ไกล และวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยมของมาร์ค เป็นอีกหนึ่งส่วนผสมสำคัญ เพราะเขามองผลงานของเขาละเอียดไปตั้งแต่หน้าลงชื่อเข้าใช้ ที่ปรับจุดบกพร่องของคู่แข่งอย่าง My Space และทำให้หน้าแรกของเฟซบุ๊คนั้นดูสะอาดตา น่าใช้งาน
เขามองระบบการค้นหาบุคคลให้เป็นมากกว่าการเป็นเหมือนกับ “Google” ที่แม้จะละเอียดยิบกับการค้นหาข้อมูล แต่ก็คงไม่สามารถที่จะหาเพื่อนของคุณได้จากการค้นหาแค่ครั้งเดียว และนั่นเองคือจุดเด่นอีกจุดที่สำคัญของเฟซบุ๊ค (ว่ากันว่าเฟซบุ๊คทำให้เพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมาหลายสิบปีได้พบกัน คุณเป็นกันไหมครับ?)
แม้ซักเคอร์เบิร์กจะไม่ใช่คนที่มีเสน่ห์ ที่จะโน้มน้าวให้คนเชื่อหรือซื้อในความคิดของเขาได้ แต่ผลงานของเขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดดของเฟซบุ๊ค นั้นมาจากวิสัยทัศน์ของใคร

การบริหารงาน
หากมองย้อนกลับไปในฟังก์ชันการทำงานในอดีตของเฟซบุ๊ค มันเป็นแค่ฟังก์ชันพื้นฐานง่ายๆ แต่เขาเลือกที่จะค่อยๆ เพิ่มฟังก์ชันต่างๆ ลงไป เมื่อค่อยๆ มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเรื่อย อาจจะดูไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ด้วยการบริหารงานที่ดีเฟซบุ๊คจึงเป็นได้อย่างทุกวันนี้

ความมุ่งมั่น
หากย้อนกลับไปในปี 1995 สตีฟ จ็อบส์ เคยกล่าวเอาไว้ว่า เขามั่นใจว่า ครึ่งหนึ่งของสิ่งที่จะแยกผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ จากกลุ่มที่ไม่ประสบความสำเร็จคือ “ความมุ่งมั่นที่แรงกล้า”
ความมุ่งมั่นของมาร์คในการผลักดันให้เฟซบุ๊คเกิดขึ้นมา คือตัวแปรที่ สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของความสำเร็จของเขา ซึ่งเขาเร่งมือทุ่มเทเขียนโปรแกรมเพื่อให้เฟซบุ๊คสามารถเปิดใช้งานได้ทัน การจัดการเอาสองพี่น้อง Winklevoss ออกไปจากบริษัท การสรรหาทีมงานด้วยตัวเอง การแข่งขันอย่างรุนแรงกับ My Space  แถมยังต้องมาเจอคดีฟ้องร้องจากพี่น้องฝาแฝดตัวแสบที่ฟ้องร้องกันขึ้นโรง ขึ้นศาล นับได้ว่ามาร์คเป็นคนที่มุ่งมันกับการทำงานมากๆ

โชค
เป็นสิ่งที่จะขาดไม่ได้เลย สำหรับคนที่จะประสบความสำเร็จ มักจะต้องพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่า “โชค” อยู่ไม่น้อย สำหรับมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก เขาโชคดีที่ได้มาทำงานร่วมกับ Seam Parker ซึ่งได้แนะนำเขาให้ได้มีโอกาสรู้จักกับ Peter Thiel ซึ่งหากเขาไม่ได้รู้จักกับพันธมิตรที่แสนดีคนนี้ ที่เป็นทั้งเพื่อนที่ดีและนายทุนคนแรกให้กับเขา วันนี้เราอาจจะไม่ได้มานั่งเล่นเฟซบุ๊คกันอยู่ก็เป็นได้นะครับ

ช่วงจังหวะที่เหมาะสม
สำหรับ Google เสิร์ชเอนจิ้นเบอร์หนึ่งของโลกวันนี้ หลายคนคงลืมไปแล้วว่า พวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าแรกสำหรับบริการค้นหาแบบนี้ หรือแม้แต่ YouTube ก็ไม่ได้เริ่มให้บริการดูวิดีโอแบบออนไลน์เป็นรายแรกของโลกเช่นกัน หากแต่การที่พวกเขาประสบความสำเร็จเป็นเพราะว่า พวกเขามาได้ถูกทีถูกเวลาเท่านั้น
เฟซบุ๊คเองก็เช่นกัน พวกเขาเกิดมาหลังสังคมออนไลน์อื่นๆ อย่าง  Geocities, Tripod, Friendster, Tribe Networks หรือ MySpace ที่ดังมาก่อนด้วยซ้ำไป การมาดังเป็นพลุแตกของเฟซบุ๊คนั้น นอกจากโชคแล้ว ช่วงเวลาที่เฟซบุ๊คแจ้งเกิดต้องเรียกว่าเหมาะสมมากๆ เลยทีเดียว
บรรดา Zynga, Groupon, LinkedIn, Demand Media และ Pandora มาได้ถูกจังหวะที่ความต้องการของผู้ใช้งานเพิ่มสูงขึ้น การใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย อุปกรณ์สมาร์ทโฟนที่เป็นช่วงพีคสุดช่วงหนึ่ง เหล่านี้ก็ล้วนเป็นสิ่งที่บอกได้ถึงการมาของเฟซบุ๊คที่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พวกเขามาได้ถูกเวลาจริงๆ

เมื่อรวมเอาปัจจัยทั้ง 6 มาวิเคราะห์แล้ว ก็กลายเป็นความสำเร็จที่ทำให้มี CEO ของเฟซบุ๊คนาม “มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก” ให้เราได้รู้จักกันในทุกวันนี้ล่ะครับ แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จะทำหรือเลียนแบบกันได้ง่ายๆ แต่หากมีความมุ่งมั่น มีความรักในสิ่งที่จะทำ มีเป้าหมายที่ชัดเจน และเลือกใช้เครื่องมือได้อย่างถูกต้อง คุณเองก็อาจจะเป็นอีกคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตได้เช่นกันครับ…

เราเรียนรู้อะไรจากบทความนี้: สำหรับมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ชายที่มีความสำเร็จอย่างท้วมท้น เขาอาจจะฉลาด ทะเยอทะยาน วางแผนได้อย่างรอบคอบ หรือมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล แต่คุณจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ หากขาดซึ่งความช่วยเหลือจากผู้อื่น มาร์ค โชคดีที่มีเพื่อนและนายทุนที่ดี หากวันนี้คุณมีแผนที่จะทำอะไรก็ตาม ลองมองหาคนที่จะช่วยเหลือให้งานหรือสิ่งที่คุณกำลังจะทำ เดินหน้าไปได้อย่างราบรื่นดูสิครับ เชื่อว่าจะทำให้งานของคุณเดินหน้าหรือมีภาพที่ชัดเจนขึ้นอย่างแน่นอนครับ…

ที่มา:  

มารู้จักประเภทของสาย HDMI กันเถอะ

Belkin High Speed HDMI Cable with Ethernet
เดี๋ยวนี้ HDMI ซึ่งเป็นมาตรฐานในการส่งข้อมูลภาพและเสียงหลายช่องแบบดิจิตอล นั้นตอนนี้เป็นที่นิยมมากจนเห็นกันเป็นของธรรมดา ๆ ไปแล้ว แต่เท่าที่สังเกตดู พบว่าหลาย ๆ คนยังสับสนเกี่ยวกับเรื่องประเภทของสาย HDMI วันนี้ RE.V-> ก็จะเอาเรื่องนี้มานำเสนอให้ได้อ่านกันครับ

เลขเวอร์ชั่นนั้นสำคัญไฉน

มาตรฐาน HDMI นั้นเป็นมาตรฐานที่ไม่อยู่นิ่งเหมือนมาตรฐานตัวอื่น ๆ เพราะว่าทางผู้พัฒนามีการเพิ่มเติมความสามารถต่าง ๆ ลงไปในมาตรฐานอยู่ตลอดเวลา ทำให้เจ้า HDMI นี้เก่งขึ้นอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบัน เวอร์ชั่นล่าสุดของ HDMI อยู่ที่ 1.4 ซึ่งมีความสามารถหลัก ๆ ที่เพิ่มเติมจากเวอร์ชั่น 1.3 อยู่ดังนี้ครับ
  • HDMI Ethernet Channel (HEC) เพิ่มช่องสัญญาณเครือข่ายความเร็วสูงสุด 100 Mbps หรือให้พูดง่าย ๆ ก็คือเพิ่มสาย LAN เข้ามาใน HDMI น่ะแหละ
  • Audio Return Channel (ARC) ทำให้โทรทัศน์สามารถส่งสัญญาณเสียงกลับไปที่ A/V Reciever ได้ เพื่อให้เสียงจากโทรทัศน์ไปออกที่ชุดลำโพงได้ (ปกติโทรทัศน์จะทำได้แค่รับสัญญาณภาพที่ต่อออกมาจาก AVR เท่านั้น)
  • รองรับระบบภาพแบบ 3D
  • รองรับวิดีโอที่มีความละเอียดระดับ 4K (4096 x 2160 พิกเซล)
  • Content Type รองรับการส่งสัญญาณประเภทของเนื้อหาจากเครื่องเล่นไปโทรทัศน์ ทำให้โทรทัศน์สามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลให้เจ้ากับเนื้อหาได้
  • รองรับ Color Space เพิ่มเติม ซึ่งส่วนมากจะเป็น Color Space ที่ใช้ในไฟล์รูปถ่ายต่าง ๆ เช่น Adobe RGB
นอกจากความสามารถที่เพิ่มมา ก็ยังมีการกำหนดเรื่องของหัวปลั๊กแบบใหม่ ๆ และประเภทของสายที่เพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งเราจะพูดถึงในหัวข้อถัดไป

ประเภทของสาย HDMI


ทาง HDMI นั้นได้เริ่มแบ่งประเภทของสายตั้งแต่ช่วงประมาณเวอร์ชั่น 1.3 ซึ่งก็คือแบบ Standard และ High Speed และในเวอร์ชั่น 1.4 เองนั้นก็ได้มีการเพิ่มชนิดของสายเข้ามาอีก ทำให้ปัจจุบันสาย HDMI มีทั้งหมด 5 ประเภท ได้แก่
  • Standard HDMI Cable รองรับปริมาณข้อมูลในการส่งสัญญาณภาพที่ 1080i และ 720p ได้อย่างราบลื่น เหมาะกับการใช้งานกับพวกกล่องเคเบิ้ลทีวี กล่องดาวเทียม หรือเครื่องเล่นดีวีดีแบบ up-scale
  • Standard HDMI Cable with Ethernet ความสามารถเหมือนสาย Standard แต่เพิ่ม Ethernet Channel สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับ HDMI-HEC
  • Standard Automotive HDMI Cable ความสามารถเหมือนสาย Standard แต่เพิ่มเติมการทดสอบให้มากกว่า เพราะสายต้องนำไปใช้ในรถยนต์ซึ่งมีการกวนกันของสัญญาณสูงกว่าการใช้งานตาม บ้าน
  • High Speed HDMI Cable รองรับปริมาณข้อมูลในการส่งสัญญาณภาพได้มากกว่าที่ 1080p ขึ้นไป และรองรับการส่งสัญญาณภาพแบบ 3D 4K และ Deep Color เหมาะกับการใช้งานกับเครื่องเล่นบลูเรย์ เครื่องเล่นเกมแบบ HD เช่น PlayStation 3
  • High Speed HDMI Cable with Ethernet ความสามารถเหมือนสาย High Speed แต่เพิ่ม Ethernet Channel เข้ามา
ซึ่งสายแต่ละประเภทนั้นจะถูกทาง HDMI ทดสอบประสิทธิภาพตามเกณฑ์ข้างบน ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้ใช้โลโก้บนตัวสินค้าได้ อย่างไรก็ตามตัวสายนั้นอาจจะมีประสิทธิภาพที่มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดที่สาย เส้นนั้นทดสอบผ่านได้ เช่น สายแบบ Standard บางเจ้าอาจจะสามารถส่งสัญญาณภาพได้ถึง 1080p ซึ่งมากกว่ามาตรฐาน แต่อาจจะไม่สามารถใช้งานกับสัญญาณภาพแบบ 3D ได้ หรือสาย HDMI บางรุ่นของบริษัท Monster ซึ่งทำสายมาให้รองรับปริมาณข้อมูลเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ จนกล้ารับประกันว่า ไม่ว่าอุปกรณ์จะมีการเปลี่ยนแปลงหรืออัพเกรดไปอย่างไร สายของ Monster จะยังใช้งานได้อยู่
แล้วเลขเวอร์ชั่นล่ะ ไม่ใช้แล้วเหรอ คำตอบมันก็ไม่ได้ใช้กันแต่แรกแล้วครับ แต่ผู้ผลิตเป็นคนเอาเลขเวอร์ชั่นไปใส่กันเอง จนทำให้คนซื้อเมื่อก่อนลืมไปเลยว่าสาย HDMI มันมีแค่ Standard กับ High Speed เท่านั้น ไม่ใช่ 1.2 1.3 หรือ 1.4 และนี้อาจจะเป็นสาเหตุให้ทาง HDMI ได้บังคับให้เหล่าผู้ผลิตสายห้ามใส่เลขเวอร์ชั่นลงในตัวสินค้า บรรจุภัณฑ์ และการโฆษณา ซึ่งผมคิดว่าเพื่อลดความสับสนในการเลือกซื้อสายให้ถูกต้องตามการใช้งาน
สรุปก็คือสาย HDMI มี 5 ประเภท และเลขเวอร์ชั่นก็ไม่ได้บอกถึงประเภทของสายครับ

รวมปัญหาที่หลาย ๆ คนมักจะถามประจำ

ผมมีเครื่อง XXX อยู่ อยากจะต่อดู 3D มีสาย HDMI รุ่นเก่าอยู่ ต้องเปลี่ยนสาย HDMI ใหม่หรือไม่
ถ้าหากสายที่ใช้เดิมนั้นเป็นสายแบบ High Speed ส่วนมากจะสามารถใช้ดู 3D ได้เลยโดยไม่ต้องเปลี่ยนสาย และทุกฟีเจอร์ใน HDMI 1.4 นั้นหากมีสาย High Speed เดิมอยู่แล้ว แทบไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนสายใหม่เลย ยกเว้นฟีเจอร์ Ethernet Channel เท่านั้นที่ต้องใช้สายเส้นใหม่ เพราะมีการปรับปรุงตัวสายเพิ่มเติม
สาย HDMI สามารถยาวได้ที่สุดเท่าไร
ทาง HDMI ไม่ได้กำหนดความยาวมากสุดของสายเอาไว้ เพียงแต่ถ้ามีคนทำสายความยาวมาก ๆ มาแล้วผ่านการทดสอบประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดก็จะการรับรองไป จาก FAQ ของทาง HDMI นั้นได้เคยรับรองสายความยาวมากถึง 10 เมตรมาแล้ว
ใช้อุปกรณ์ที่เป็น HDMI 1.4 ต้องใช้สายที่เป็น HDMI 1.4 หรือไม่
จากข้างต้นที่ว่าตัวสายไม่มีเวอร์ชั่น จะใช้สายอะไรก็ได้ แต่เลือกประเภทของสายให้ถูกกับการใช้งานล่ะกัน
จะรู้ได้อย่างไรว่าสายที่ซื้อมานั้นได้รับการรับรองจากทาง HDMI จริง ๆ ไม่ใช่เอาโลโก้มาติดบนกล่องเท่ ๆ
แนะนำให้ซื้อสายจากบริษัทหรือผู้ผลิตที่เป็นสมาชิกกับทาง HDMI สามารถดูรายชื่อได้จากที่นี้
สาย HDMI ราคาถูกกับราคาแพงต่างกันที่ไหน
สายราคาถูกกับราคาแพงนั้นมักต่างกันที่การออกแบบหัวปลั๊ก คุณภาพของตัววัสดุที่ใช้ทำสาย และขั้นตอนการทดสอบคุณภาพต่าง ๆ สายที่แพงกว่านั้นมักจะออกแบบมาให้ตัวสายทนต่อการดึงหัวปลั๊กเข้า – ออก การขดงอของสาย การหักสายที่ตัวปลั๊กได้ดีกว่าสายราคาถูก โดยเฉพาะสายราคาถูกโนเนมที่หน้าตาอาจจะดูคล้าย ๆ สายมียี่ห้อ แต่พอใช้งานไปสักระยะก็พังคามือซะแล้ว และส่งสัญญาณได้ตามที่ระบุเอาไว้ นอกจากนี้บางบริษัทยังมีการรับประกันสินค้าให้ด้วย

More info

ใครสนใจอยากอ่านเรื่องนี้เพิ่มเติม สามารถตามไปอ่านได้ที่เว็บของทาง HDMI ได้เลยครับ

10 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ HDMI 1.4

ปัจจุบัน HDMI ถือได้ว่าเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อภาพและเสียงในยุคปัจจุบันไปแล้ว เนื่องด้วยความสะดวกในการใช้งาน รองรับความละเอียดสูงรวมถึงราคาก็ไม่แพง และเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมามาตรฐาน HDMI เวอร์ชั่นใหม่คือ 1.4 ได้ผ่านการรับรองจาก HDMI Licensing consortium แล้วเป็นที่เรียบร้อย และพร้อมที่จะวางจำหน่ายในปีหน้า โดยฟีเจอร์ใหม่ๆ ใน HDMI 1.4 นั้นก็จะมี
hdmi 300x199 10 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ HDMI 1.4
HDMI Cable
1. เพิ่มช่องสัญญาณ ethernet
ในเวอร์ชั่นนี้จะมีการเพิ่มช่องสัญญาณการเชื่อมต่อแบบ ethernet เข้าไปในสายด้วย ทำให้อุปกรณ์นั้นสามารถเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายได้ ทำให้การอุปกรณ์ใหม่ๆ นั้นสามารถรองรับระบบอินเตอร์เน็ตได้สะดวกมากยิ่งขึ้น รวมถึงไม่ต้องแยกสายแลนออกมาต่างหากเหมือนที่ผ่านมา โดยความเร็วนั้นสามารถส่งได้สูงสุด 100Mbps
2. รองรับการส่งสัญญาณ 3D ที่ 1080p
ในตอนนี้เทรนด์ใหม่ที่กำลังมาคือเทคโนโลยีการมองแบบสามมิติ ซึ่ง HDMI นี้ก็รองรับเช่นกัน โดยสามารถส่ง 3d stream ควบคู่กับการส่งปกติได้ด้วย โดยจะรองรับได้ถึงระบบ full hd (1080p) ซึ่งปัจจุบันโทรทัศน์ในต่างประเทศหลายๆ ช่องเริ่มมีการแพร่ภาพแบบสามมิติแล้ว รวมถึงเกมพีซีและคอนโซลหลายๆ เกมก็มีแนวโน้มที่จะรองรับในอนาคตด้วย
3. รองรับความละเอียด “โคตรสูง”
ปัจจุบันนั้นเราดูทีวีกันที่ความละเอียดสูงสุดคือ 1080p แต่เจ้า HDMI 1.4 มองไปไกลกว่านั้น โดยเวอร์ชั่นใหม่นี้จะรองรับความละเอียดได้สูงสุดถึง 3840 x 2160 pixels ที่ 24Hz, 25Hz and 30Hz และ 4096 x 2160 pixels ที่ 24Hz
4. มี Audio Return Channel
ในเวอร์ชั่น 1.4 นี้อุปกรณ์ทีวี สามารถส่งสัญญาณเสียงกลับไปยัง AV Reciever ได้โดยใช้สายสัญญาณ HDMI ตัวใหม่นี้ แทนที่จะต้องใช้สายแยกเหมือนที่ผ่านมา
5. รองรับ color space ที่เพิ่มขึ้น
มีการรองรับ sYCC601, Adobe RGB, และ Adobe YCC601 เพิ่มเข้ามาเพื่อการแสดงรูปภาพที่ให้สีที่สมจริงมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับผู้ชอบถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ
6. มีหัวต่อแบบใหม่อีกสองแบบ
HDMI 1.4 เป็นครั้งแรกที่มีหัวต่อแบบ micro connector เข้ามาให้ได้ใช้กัน โดยหัวต่อแบบ micro connector นี้จะใช้ในการเชื่อมต่อเช่น โทรศัพท์มือถือ, กล้องดิจิตอล, pmp (portable media player) โดยในสเปคนั้นสายชนิดนี้เรียกว่าเป็นชนิด D ส่วนอีกแบบคือสายชนิด E ที่เรียกว่า Automotive Connection System ซึ่งจุดประสงค์นั้นจากชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าเป็นการเชื่อมต่อเพื่อกระจายสัญญาณแบบ HD ภายในยานพาหนะนั่นเอง
micro hdmi 420 90 300x282 10 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ HDMI 1.4
HDMI 1.4 Micro Connector
7. HDMI 1.4 ไม่รองรับกับอุปกรณ์รุ่นเก่า
เป็นคำกล่าวที่ออกมาจากทาง HDMI.org เองว่าฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่ได้กล่าวมานี้ จะไม่สามารถเพิ่มได้โดยการอัพเฟิร์มแวร์ นั่นก็คือหมายความว่ามันจะรองรับเมื่อซื้ออุปกรณ์ตัวใหม่ที่มีิชิปที่สนับ สนุนเท่านั้น
8. ต้องซื้อทีวีใหม่เพื่อรองรับความละเอียด 4K x 2K
แน่นอนตามหัวข้อ เพราะปัจจุบันทีวีนั้นรองรับสูงสุดเพียงแค่ 1080p เท่านั้น ใครอยากได้ภาพคมกว่าันั้นก็เก็บเงินกันได้เลย
9. นอกจากนี้ต้องซื้อสายใหม่
HDMI 1.4 มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะของสาย ดังนั้นหากจะใช้งานจำเป็นต้องซื้อสายใหม่ด้วย ซึ่งสายจะมีสองแบบคือ HDMI Cable with Ethernet ที่รองรับความเร็วที่ประมาณ 720p ถึง 1080i ส่วนอีกแบบคือแบบ High Speed ที่รองรับได้สูงสุดที่ 1080p, ระบบสามมิติ, และ color space ที่เพิ่มขึ้น และที่สำคัญอย่าได้หวังว่าราคามันจะถูกในช่วงแรก
10. เตรียมพบกับ HDMI 1.4 ได้ในช่วงกลางปีหน้า
สำหรับผู้ใช้ตามบ้านอย่างเราๆ นั้นกว่าจะได้เห็นมาตรฐานตัวใหม่นี้ก็ในช่วงประมาณกลางปีหน้านั่นเอง โดยในตอนนี้ผู้ผลิตรายใหญ่ต่างๆ ก็เตรียมที่จะผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ออกมาสู่ตลาดกันแล้ว โดยที่ NXG ได้ทำสาย HDMI 1.4 ออกมาแล้วในรุ่นชื่อว่า Black Pearl ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีอุปกรณ์ไหนเสียบได้ก็ตาม
hdmi cable 420 90 300x300 10 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ HDMI 1.4
HDMI 1.4 Cable จาก NXG

วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

รายได้ของกูเกิลมาจากไหน? ใครลงโฆษณากับกูเกิลเยอะที่สุด?

เคยสงสัยบ้างไหมครับว่าโฆษณาของกูเกิลที่เราเห็นกันทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น AdWords หรือ AdSense สามารถทำรายได้ให้กูเกิลเท่าไรต่อปี และบริษัทไหนบ้างที่ลงโฆษณากับกูเกิลเยอะที่สุด
บริษัท WordStream ซึ่งทำธุรกิจด้านการตลาดออนไลน์ และรับเป็นที่ปรึกษาการซื้อโฆษณาออนไลน์ ได้ทำแผนภาพ infographic แสดง "รายรับ" ของกูเกิลว่ามาจากไหน อุตสาหกรรมใดบ้างซื้อโฆษณา และบริษัทไหนซื้อโฆษณาเยอะที่สุด
ถึงแม้ infographic อันนี้จะทำขึ้นเพื่อโฆษณาตัวบริษัท WordStream แต่ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจหลายประการ (ข้อมูลต้นทางมาจาก ผลประกอบการประจำปี 2011 ของกูเกิล) เช่น ตลอดปี 2011 กูเกิลมีรายได้รวม 37.9 พันล้านดอลลาร์ และ 96% มาจากโฆษณา
อุตสาหกรรมที่ลงโฆษณากับกูเกิลมากที่สุด 20 อันดับแรก
  1. Finance & Insurance ลงโฆษณาสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
  2. Retailers & General Merchandise
  3. Travel & Tourism
  4. Jobs & Education
  5. Home & Garden
  6. Vehicles
  7. Computers & Consumer Electronics
  8. Internet & Telecom
  9. Business & Industrial
  10. Occasions & Gifts
  11. News, Media & Publications
  12. Apparel & Jewelry
  13. Real Estate
  14. Health (excluding Heath Insurance)
  15. Law & Government
  16. Hobbies & Leisure
  17. Family & Community
  18. Dining & Nightlife
  19. Beauty & Personal Care
  20. Arts & Entertainment
ประเด็นอื่นๆ
  • อุตสาหกรรม 10 อันดับแรกลงโฆษณาคิดเป็น 60% ของรายได้กูเกิลตลอดทั้งปี, 20 อันดับแรกคิดเป็น 70%
  • ตัวอย่างคีย์เวิร์ดราคาแพงสุดๆ เช่น “self employed health insurance”, “cheap car insurance”, “credit cards for bad credit”
  • บริษัทที่ลงโฆษณากับกูเกิลเยอะที่สุดคือ บริษัทอุปกรณ์ภายในบ้าน LOWE's 59.1 ล้านดอลลาร์ ตามด้วย Amazon 55.2 ล้านดอลลาร์
รายละเอียดอื่นๆ อ่านได้จาก WordStream (1), WordStream (2) ภาพขนาดใหญ่คลิกที่ภาพด้านล่าง
What Industries Contributed to Google's Billion in Revenues? [INFOGRAPHIC]

ที่มา
VentureBeat
http://www.blognone.com