วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เรื่องประหลาดของอับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln)

 
              อับราฮัม ลินคอล์น เกิดในกระท่อมเล็กๆ ที่รัฐเคนตักกี เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1809 ชีวิตวัยเด็กลำบากมาก เพราะพ่อแม่ยากจน สิ่งที่ผลักดันนิสัยติดตัวคือรักการอ่าน อ่านหนังสือได้ทุกที่และยอมเดินเป็นระยะทางไกลๆ เพื่อไปขอยืมหนังสืออ่านเพียงแค่เล่มเดียว พออายุ 9 ขวบ แม่เขาก็เสียชีวิต พ่อแต่งงานใหม่โชคดีที่ลินคอล์นเข้ากับแม่ใหม่ได้ดี

               อายุ 19 ลินคอล์นล่องเรือแจวจากแม่น้ำโอไฮโอไปที่รัฐนิวออร์ลีน ที่นั่นเขาได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของพวกทาสที่ถูกขายทอดตลาดเป็นครั้งแรก ทำให้เขาเกิดความคิดที่จะปลดปล่อยทาส เขาจึงเริ่มเบนเข็มมาเป็นทนายความ โดยเริ่มงานที่สปริงฟิลด์ รัฐอิลลินอยส์ ว่ากันว่าเขามีบุคลิกเฉพาะตัวที่มักจะพกเอกสารติดตัวมากมายด้วยการซุกไว้ใน หมวกทรงสูงสีดำ

               ลินคอล์นชอบพบปะช่วยเหลือผู้คน เริ่มมีชื่อเสียงจากความขยันขันแข็งและความซื่อสัตย์ ปี 1846 ได้รับการคัดเลือกให้เข้าไปในสภาคองเกรสหนึ่งสมัย ต่อมาปี 1858 เขาลงสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่ไม่ได้รับเลือก ตอนนั้นพยายามชูนโยบายเรื่องการปลดปล่อยทาส และแม้ว่าไม่ได้รับเลือก ลินคอล์นก็ยังพยายามไปกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับเรื่องทาสตามมลรัฐต่างๆ จนเป็นที่รู้จักทั่วอเมริกา

               ปี 1860 ลินคอล์นตัดสินใจลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และได้รับเลือกในวันที่ 4 มีนาคม 1861 เส้นทางสายผู้นำไม่แจ่มใสนักเนื่องจากนโยบายปลดปล่อยทาสของลินคอล์นไม่ได้ รับการสนับสนุนจากบรรดารัฐต่างๆ ทางตอนใต้ของอเมริกา ซึ่งภายหลังระอุกลายเป็นสงครามกลางเมือง ในเดือนเมษายน ปี 1861 มีการสู้รบกันอย่างดุเดือดระหว่างทหารจากสังกัดส่วนกลางและทหารในรัฐทางใต้ แต่ถึงที่สุดฝ่ายของลินคอล์นก็ได้รับชัยชนะและมีประกาศปลดปล่อยทาสในปี1863

               14 เมษายน 1865 ลินคอล์นถูกลอบสังหารขณะชมละครที่โรงละครฟอร์ด และเสียชีวิตในเช้าวันถัดมา ศพของลินคอล์นฝังอยู่ที่สปริงฟิลด์ รัฐอิลลินอยส์ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐ เป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งของโลก จนชื่อว่าเป็นบิดาแห่งระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ เพราะมีบทบาทในการรักษาไว้ซึ่งสหภาพของอเมริกา และเป็นผู้ประกาศในสุนทรพจน์ที่ว่า "รัฐบาลประชาธิปไตย คือรัฐบาลของประชาชน เพื่อประชาชน และโดยประชาชน"

ผู้แพ้ที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล
เชื่อหรือไม่ว่าอับราฮัม ลินคอล์น เป็นผู้แพ้มาทั้งชีวิต 40 กว่าปี แพ้ตลอด แต่มาชนะเอาเมื่อ 7 ปีสุดท้ายของชีวิตนี้เอง

               ลินคอล์น เกิดมาก็แพ้แล้ว ด้วยชีวิตที่ยากจนค้นแค้นสุดๆ เรียกว่าอยู่บ้านนอก พื้นบ้านเป็นดินชื้น บ้านไม่มีหน้าต่างหรือช่องลม แม่ตายตั้งแต่ยังเด็ก พ่อก็เหมือนคนสำมะเหร่เทเมา โชคดีหน่อยที่ได้แม่เลี้ยงที่ดี ลินคอล์น ถูกเพื่อนบ้านด่าว่าเป็นคนไม่เอาถ่าน เพราะพี่แกไปทำไร่ ก็ไม่กระจิตกระใจที่จะทำ นั่งฝันกลางวันอยู่ตลอดเวลา

               เรื่องการเรียน ก็ไม่ได้เข้าโรงเรียนแบบคนปกติหรอก ทั้งชีวิตก็เรียนด้วยตนเองเสียมากกว่า

               ยังไม่พอ พระเจ้ายังมอบความพ่ายแพ้ในความรักให้แก่ลินคอล์นด้วย รักแรกของลินคอล์น กับสาวน้อยที่น่ารัก จบลงด้วยการจากลาอย่างไม่วันกลับ เธอตายไปในอ้อมกอดของลินคอล์น

               ตายของเธอ ถึงกับทำให้ลินคอล์นอยากฆ่าตัวตายตาม จนเพื่อนๆต้องคอยเป็นห่วง ดูแลไม่ให้เขาคิดสั้น

               ลินคอล์น เห็นว่า ไอ้การเป็นชาวไร่นี้ถ้าจะไม่มีอนาคต พร้อมกับได้แรงดลใจจากการอ่านหนังสือคำบรรยายกฎหมาย เขาจึงจะตัดสินใจเรียนกฎหมาย แต่ไม่ใช่ว่าจะไปเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ แบบนี้ลินคอล์นไม่มีปัญญา ก็อาศัยหยิบยืมหนังสือมาอ่านแล้วไปสอบเป็นทนายความ

               จะเรียกว่า ลินคอล์น เป็นลูกอีช่างยืมก็ไม่ผิด...

               ยังไม่พอ ลินคอล์น นอกจากเป็นทนายความ เงินทองไม่ค่อยจะพอ ก็ร่วมทุนกับเพื่อนทำร้านโชวห่วย ขอโทษ เปิดได้ไม่นาน เจ๊งไปตามระเบียบ

               ชีวิตอะไรมันจะรันทดขนาดนี้

               ก็ยังดีที่ ลินคอล์นเป็นคนที่มีคารมคมคาย แต่ไม่ใช่เรื่องพรสรรค์ แต่เป็นการทำงานหนักของเขาที่จะต้องศึกษาหาความรู้เพื่อจะนำมาร่างเป็น สุนทรพจน์ และด้วยแรงยุของเมียที่มีความทะเยอทะยานสุดๆ ผลัดดันให้คนเฉื่อยแฉะอย่างลินคอล์น ก้าวสู่วงการการเมือง

               ยังครับ ลินคอล์นยังแพ้ไม่พอ ลงสมัครเป็น ส.ส. ของรัฐก็แพ้ แพ้หลายครั้ง จนไม่อยากจะจำ แต่ด้วยความที่เป็นนักต่อสู้ แพ้มาหลายครั้งในชีวิต จะแพ้อีกสักหน่อยจะเป็นไร ก็สู้สมัครเป็น ส.ส. รัฐ มาเรื่อย จนได้เป็นสมความหวัง

               จาก ส.ส. ลินคอล์น ก็นึกสนุกอยากจะเป็น ส.ว. บ้าง ลินคอล์น นี้ สังกัด รีพับลิกัน ต้องเจอกับคู่ต่อสู้ที่อดีตเคยเป็นคู่แข่งในชีวิตรัก แย่งแมรี่ ทอดด์ ซึ่ง คนโชคร้ายคือ ลินคอล์นที่ได้ น้องแมรี่เป็นเมีย เอ้อ ชื่อของคู่แข่งคือ  สตีเฟน ดักลัส

               ดักลัสนี้เรียนสูง ร่ำรวย เรียกว่าเทียบลินคอล์นนี้คนละเรื่องเลย ปรากฏว่า ลินคอล์นพยายามต่อสู้อย่างดุเดือด สุดท้าย พี่ลินคอล์น แพ้อีกแล้วครับท่าน

               แพ้ซ้ำซาก อย่างนี้ เป็นคนอื่น กระโดดน้ำตายไปแล้ว    

                แต่คนมันจะรุ่ง ช่วยไม่ได้ มาตอนที่พรรครีพับริกันจะเลือกผู้สมัครท้าชิงประธานาธิบดี ที่จริง พรรคเขาจะเลือก วุฒสมาชิก ชิวเวิร์ด อยู่แล้ว แต่มีปัญหาทางเทคนิคนิดหน่อย เลยเลื่อนเวลาอีก 12 ชั่วโมง เพื่อลงคะแนนเสียง

               ตอนนั้น  กรีลีย์ มีแค้นเก่ากับชิวเวิร์ด ก็ออกล็อบบี้ สร้างภาพน่ากลัวว่าเลือกชิวเวิร์ดละก็แย่แน่ๆ สู้หันมาเทคะแนนเลือก ลินคอล์น ซึ่งเคยเป็นคู่แข่งของ ดักลัส ซึ่งจะเป็นตัวแทนของเดโมแครตดีกว่า

               แล้วที่สุด ลินคอล์นก็ได้รับเลือก แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

               คนมันจะดวงดี เอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่ ตอนนั้น เดโมแครต ทะเลาะกัน แทนที่จะส่งแต่ดักลัสคนเดียว ก็มีพวกที่แยกออกมาลงอีก 2 คน เรียกว่าคะแนนเสียงแตก ฟ้าบันดาลให้ ลินคอล์น เป็น ประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา

               ยังครับยังไม่หมดเพราะความซวยกำลังมาเยือนอีกครั้ง

               ตอนนั้น เป็นช่วงกลียุคของ สหรัฐอเมริกา เกิดสงครามกลางเมือง ฝ่ายเหนือให้เลิกทาส ฝ่ายใต้ไม่ยอม

               ตอนแรกๆ ฝ่ายใต้นี้ก็ชนะมาเรื่อย ด้วยฝีมือของ นายพลดังอย่าง นายพลลี

               ไม่วาย เป็นประธานาธิบดี ก็ยังต้องแพ้สงครามมาเรื่อยๆ จนเกือบประกาศยอมแพ้อยู่แล้ว

               แต่ สุดท้าย ไปได้ นายพลฝีมือดี อย่างนายพล แกรนต์ มาเป็นนายทัพ คราวนี้ก็เริ่มดีขึ้นรุกไล่ฝ่ายใต้ จนชนะสงคราม

               และแล้วผู้แพ้อย่าง ลินคอล์น ก็ถูกจารึกชื่อ เป็นประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลก่อนที่จบชีวิตลงในเวลาต่อมา

อัมบราฮัม ลินคอล์น ชีวิตรักขมและเป็นโรคกลัวเมีย            
               อันนี้เรื่องจริงครับว่ากันว่าอัมบราฮัม ลินคอล์นเป็นโรคกลัวภรรยาแมรี่มากครับ ถึงขนาดว่ากันว่า อัมบราฮัม ลินคอล์น และแมรี่ ทอดด์ ตอนสมรสกันใหม่ๆ ที่เมืองสปริงฟีลด์ รัฐอินลินอยส์ พยานหลายคนประจักษ์ว่าเป็นคู่สมรสที่ดูโชคร้ายที่สุด และไร้ ความสุขที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา

               เฮอร์นดัน เพื่อนรักของลินคอล์นกล่าวว่า " ถ้าลินคอล์นมีความสุขสักครั้ง ใน 20 ปีที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่นอกเหนือความรู้ของข้าพเจ้า"

               หลังจากการแต่งงานกับแมรี่ ทอดด์ไม่นาน ลินคอล์นเริ่มสำนึกว่า เขากับหล่อนอยู่ในฐานะที่ตรงข้ามกันทุกๆด้าน และต่างจะไม่ได้รับความสุข เป็นอันขาด คนทั้งสองอยู่ในลักษณะขัดแย้งในด้านนิสัยใจคอ รสนิยม การอบรม และความปราถนา

               แมรี่ ทอดด์ สำเร็จการศึกษามาจากโรงเรียนผู้ดีในรัฐเคนตักกี้ หล่อนสามารถพูดฝรั่งเศสสำเนียงคนปารีส และเป็นหญิงที่ได้รับการศึกษา มากที่สุดของรัฐอินลินอยส์ ส่วนลินคอล์นเคยเข้าเรียนโรงเรียนทั้งชีวิต ไม่ถึง 12 เดือน

               ในเรื่องวงศาคณาญาติของแมรี่ ทอดด์ก็มาจากตระกูลของนายพลและ ข้าหลวง แต่ลินคอล์นมีญาติเพียงคนเดียว และถูกหาว่าเป็นขโมย

               แมรี่ ทอดด์ สนใจในเรื่องเครื่องแต่งกาย การอวดรูปโฉม และการทำโก้ แต่ลินคอล์นไม่เอาใจใส่ค่อสารรูปของเขาในประการทั้งปวง ใช่แต่เท่านั้น บางครั้งเขาเดินไปตามถนนทั้งๆที่ขากางเกงข้างหนึ่งอยู่นอกเกือกบูต และขาอีกข้างหนึ่งอยู่ข้างเกือกบูต

               หล่อนหยิ่งและถือตัว และขี้หึงอย่างร้ายกาจ และจะต้องเกิดเรื่องเป็นเป้า สายตาขึ้น ถ้าเขาเพียงแต่มองหญิงอื่น ความหึงของหล่อนเป็นไปอย่าง รุนแรง ปราศจากเหตุผล และน่าขนลุกขนพอง

               ความเศร้าเสียใจในเรื่องของการสมรสของลินคอล์นสามารถอ่านจาก จดหมายฉบับนี้

               "ในเวลานี้ฉันเป็นคนที่มีความทุกข์ยิ่งกว่ามนุษย์คนใดในภิภพ ถ้าหากว่า ความรู้สึกของฉันถูกมอบแก่มนุษย์ทุกๆคน ในโลกนี้จะไม่มีมนุษย์ที่มี หน้าตายิ้มแย้มเลยแม้แต่คนเดียว อาการของฉันมีหวังดีขึ้นบ้างหรือไม่ เป็นสิ่งซึ่งฉันไม่สามารถบอกได้ ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจว่าจะไม่มีวันดีขึ้นเป็น อันขาด ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ฉันจะอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ ฉันรู้สึกเหมือนกับว่า ถ้าอาการของฉันไม่ไดีขึ้นฉันคงจะต้องตาย"

               มีอยู่คราวหนึ่งที่ นางลินคอล์นไม่พอใจลินคอล์นมากๆ ถึงกับเอากาแฟใน ถ้วย สาดหน้าลินคอล์นขณะที่อยู่ต่อหน้าแขกและธารกำนัล และไม่ใช่เพียง ครั้ง หรือสองครั้ง แต่เกิดขึ้นบ่อยๆทีเดียว

               แต่สิ่งที่น่ายกย่องลินคอล์นคือ เขาสามารถอดทนต่อชีวิตที่ไร้ความสุขภาย ในบ้านเป็นเวลาถึงยี่สิบสามปีโดยไม่ได้แสดงออกถึงอาการขมขื่นปวดร้าว มิได้แสดงความขุ่นเคืองและมิได้ปริปากพูดเรื่องนี้แก่ใครเลยแม้แต่คำเดียว จนเกือบไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแล้ว

ความเหมือนในความต่าง             
               เกือบ 100 ปี หลังประธานาธิบดีลินคอล์นถูกลอบสังหาร ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ก็ถูกลอบสังหารเช่นกัน มีหลายคนสังเกตเห็นความความอันน่าทึ่งระหว่างสองเหตุการณ์ณ์ลอบสังหารใน ครั้งนี้

                - เกี่ยวกับนโยบายของบุคคลทั้งสอง ย้อนไปในปี ค.ศ. 1847 อับราฮัม ลินคอล์น ได้รับเลือกจากประชาชนรัฐอิลลินอยส์ เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ( สภาครองเกรส ) เป็นครั้งแรก….. ถัดมาอีก 100 ปี ในปี ค.ศ. 1947 จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ก็ได้รับเลือกจากรัฐแมสซาชูเตส์เข้าสู่สภาครองเกสเช่นกัน

                - ปี ค.ศ. 1856 ลินคอล์นถูกเสนอชื่อจากพรรคริพับลิกันเข้าชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีอย่าง ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน แต่เขาล้มเหลวไม่ได้รับเลือกตั้ง 4 ปีต่อมา ลินคอล์นถูกเสนอชื่ออีกครั้งให้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในฐานะเต็งหนึ่ง ปีค.ศ. 1956 หรือ อีก 100 ปีต่อมา……เคนเนดี้ได้รับการคัดเลือกจากพรรคเดโมแครตให้เข้าชิงตำแหน่งรอง ประธานาธิบดีแต่ไม่ประสบความสำเร็จ 4 ปีต่อมา เขากลับมาอีกครั้งในฐานะเต็งหนึ่งในการลงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐ อเมริกา

                - ปี ค.ศ. 1860 ลินคอล์นเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกา จากผล Electoral College ……100 ปีต่อมา เคนเนดี้ก็เป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง จากผล Electoral College เช่นกัน

                - เป็นเรื่องน่าพิศวงอีกว่าลินคอล์นใช้เวลา 13 ปีนับจากวันที่เดินเข้าสู่สภาครองเกส ในปี ค.ศ. 1847 แล้วก้าวขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 1860ส่วนทางด้านเคนเนดี้เองนั้นได้รับเลือกเข้าสภาครองเกสในปี ค.ศ. 1947 หรือและดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี ค.ศ. 1960 หรืออีก 13 ปีต่อมานั่นเองแถมยังมีระยะเวลาห่างจากลินคอล์น 100 ปีพอดีเสียอีก

               - คำว่า Lincoln และ Kennedy ต่างมีตัวอักษรทั้งหมด 7 ตัวเท่ากัน และทั้งคู่เป็นประธานาธิบดีที่ให้ความสนใจกับสิทธิของประชาชนเป็นหลัก

             
               - ลินคอล์น มีลูก 2 คน ชื่อ Edward(คนบน)  และ Robert  ส่วนเคนนาดี้ มีน้อง 2 คน ชื่อ Edward และ Robert ………….ต่อมาลินคอล์นต้องพบกับความสูญเสียเมื่อ ลูกชื่อ Edward ป่วยและเสียชีวิตและเคนนาดี้ ต้องพบกับความสูญเสียเมื่อ น้องชื่อ Robert ถูกยิงเสียชีวิต

                - ทั้งลินคอล์นและเคนเนดี้ในขณะลงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีนั้นก็ต่างส่งผู้ ร่วมทีมลงสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีนั้นต่างก็ส่งผู้ร่วมทีมลงสมัครตำแหน่ง รองประธานาธิบดีที่มีนามสกุลเหมือนกัน คือ จอห์นสัน

               - ฝ่ายลินคอล์น นั้นมีชื่อว่า แอนดรู จอห์นสัน เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1808  ส่วนเคนเนดี้นั้น มีชื่อว่า ลินดอน จอห์นสัน เกิดปี ค.ศ. 1908 โดยที่ชื่อของรองประธานาธิบดีทั้งสองมีความยาว 13 ตัวอักษรเท่ากันละอายุต่างกัน 100 ปีพอดีเหมือนกัน

               
                 - ในฤดูร้อนปี ค.ศ. 1865ประธานาธิบดีลินคอล์นเดินทางไปชมละครกับภรรยาแล้วถูกลอบสังหารจากชาวใต้ หัวรุนแรง นามว่า จอห์น บูธ ผู้ซึ่งโกรธแค้นประธานาธิบดีลินคอล์นตั้งแต่สมัยสงครามการเมืองสหรัฐอเมริกา จอห์น บูธ ถูกตำรวจไล่ล่าและถูกสังหารในโรงเก็บของโดยมีเงื่อนปมว่าการสังหารบูธใน ครั้งนี้อาจเป็นการฆ่าตัดตอน เพื่อไม่ให้สืบสาวถึงผู้บงการตัวจริง.......ปี ค.ศ. 1963 เคนเนดี้เดินทางไปปราศรัยหาเสียงที่เมืองตัลลัส รัฐเท็กซัส ด้วยการนั่งรถเปิดประทุนไปกับภรรยา และถูกลอบสังหารจากลี ฮาร์วีย์ ออสวัลด์ ผู้ซุ่มอยู่ที่โรงเก็บของบนหลังคาตึกการตายของมหาบุรุษทั้งสองเป็นปริศนาดำ มืดที่ยังไม่คลายปมมาจนถึงทุกวันนี้  
            
                - John Wilkes Booth และ Lee Harvey Oswaldมือสังหารที่สังหารประธานาธิบดีทั้งสองเป็นชาวใต้เหมือนกันJohn Wilkes Booth ซึ่งเป็นมือปืนที่สังหาร Lincoln เกิดในปี 1839 ส่วน Lee Harvey Oswald ซึ่งเป็นมือปืนที่สังหาร Kennedy เกิดในปี 1939ทั้งสองเกิดห่างกัน 100 ปี และชื่อมือปืนทั้งคู่มีความยาว 15 ตัวอักษรเท่ากัน

               - ขณะที่ลินคอล์นจะออกไปดูละครนั้น เลขานุการส่วนตัวได้ทักท้วงมิให้เขาออกไปโดยเลขานุการคนนี้ชื่อ เคนเนดี้ ส่วนเคนเนดี้นั้น เลขานุการเขาก็ได้เอ่ยเตือนล่วงหน้าไว้เช่นกัน และเลขานุการคนนี้มีชื่อว่า ลินคอล์น

               - มหาบุรุษทั้งสองถูกยิงฟุบจบชีวิตลงในอ้อมอกของภรรยาเหมือนกัน

ลางสังหรณ์ ฝันมรณะ

               ก่อนหน้าที่ท่านอับบราฮัม ลินคอร์นจะถูกลอบสังหาร ได้ฝันว่า ท่านเดินเข้าไปในงานพิธียิ่งใหญ่งานหนึ่ง มีผู้คนมากมายมาร่วมงาน พอเดินเข้าไปใกล้อีกนิด ถึงได้สังเกตว่าเป็นงานศพ ในฝันแจ่มชัดจนท่านได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นของผู้คนดังระงมทั่วบริเวณงาน ท่านรู้สึกแปลกใจจึงถามผู้ที่มาร่วมงานว่า เป็นงานศพของใคร ใครเสียชีวิตหรือ หนึ่งในผู้มาร่วมงานตอบว่า... ท่านประธานาธิบดีลินคอร์นถูกลอบสังหารเสียชีวิต ปรากฏว่า ฝันเป็นจริงในเวลาไม่ถึงเดือน ท่านประธานาธิบดีก็ถูกลอบสังหาร

ผีอับราฮัม ลินคอล์น
              
               ว่ากันว่า ลินคอล์นเคยเป็นคนทรงซึ่งติดต่อกับวิญญาณคนตายได้ วิญญาณนั้นเองที่บอกให้เขาให้ปลดปล่อยทาสในภาคใต้ เขาปฏิบัติตามคำแนะนำนั้นจนเป็นจุดเริ่มต้นสงครามกลางเมือง และเมื่อเขาตายลงวิญญาณเขายังไม่ไปสู่สุขคติเพราะใจเขายังยึดติดอยู่ วิญญาณเลยวนเวียนอยู่บนโลกนี้

               แมรี่ ลินคอล์นเคยไปพบช่างถ่ายภาพรูปวิญญาณชื่อมัมเลอร์ เธอขอให้เขาถ่ายรูปเธอกลับรูปวิญญาณของสามีที่ตายไปแล้ว เมื่อถ่ายภาพของเธอปรากฏว่ามีภาพผีอับราฮัมยืนอยู่ข้างหลังของเธอ แต่ทว่าภายหลังมัมเลอร์ถูกกล่าวหาว่าเป็นหลวกหลวงต้มตุ๋น และภาพบางภาพปรากฏว่าเป็นของปลอม และภายหลังต่อมา นางลินคอล์นกลับเป็นคนวิกลจริตอย่างรุนแรง เพราะความสูญเสียสามี(พึ่งรู้สำนึกเรอะ)

               นอกจากนี้ยังมีการรายงานการปรากฏตัวของวิญญาณลินคอล์นในทำเนียบขาวเป็นระยะ เช่น

               - สมเด็จพระราชินีเฮล์มมิน่าแห่งเนเธอร์แลนด์เคยประทับทำเนียบขาว เคยได้ยินเสียเคาะประตูห้องบรรทม เมื่อเปิดดูเธอถึงกลับล้มทั้งยืนเมื่อทอดพระเนตรเห็นร่างประธานาธิบดี ลินคอล์นยืนอยู่ที่นั้น

               - ประธานาธิบดีรูลเวลท์แม้ไม่เคยพบวิญญาณของประธานธิบดี แต่ท่านเล่าว่าในขณะที่เขาอยู่ลำพังเพียงคนเดียวในห้องสีฟ้า ท่านมักรู้สึกว่ามีวิญญาณของลินคอล์นวนเวียนอยู่ที่นั้น

               - สาวใช้เคยเล่าให้ภรรยาประธานาธิบดีรูสเวลท์ฟังว่าเคยเห็นวิญญาณลินคอล์นให้ ห้องของเขาโดยเห็นท่านนั่งขอบเตียงกำลังถอดรองเท้าบูธออก

               - ประธานาธิบดีแฮรี่ เอช ทรูแมนเล่าหลายครั้งว่าท่านมักตกใจตื่นเพราะเสียงเคาะประตูห้องนอนในทำเนียบ ขาว แต่ทรูแมนไม่เคยเห็นกับตาเหมือนสมเด็จพระราชินีเฮล์มมิน่าเท่านั้นเอง 
 


วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประกันภัยรถยนต์ ประกันซ่อมห้าง กับ ซ่อมอู่ ต่างกันยังไงบ้าง



เป็นแนวทาง กับ บริษัทประกันภัยรถยนต์ครับ ชิ้นไหนได้ก็ได้ ชิ้นไหนไม่น่าได้ก็ไม่ต้องเสียเวลาไปเทียงกับพวกประกัน

อย่าง แรกคือ เบี้ยต่างกันแน่นอนครับ ซ่อมห้าง ซ่อมอู่ และแน่นอนว่า ซ่อมห้าง มันแพงกว่าแน่นอน แต่ฟังแล้วดูดีเนอะ "ซ่อมห้าง" ในปีแรก บังคับซ่อมห้างแน่นอนครับ ส่วนปีต่อไป คุณจะเปลี่ยนบริษัท เปลี่ยนเป็นแบบซ่อมอู่ หรือจะทำประกันชั้น 3 อันนั้นก็แล้วแต่คุณ ไฟแนนซ์เขาไม่บังคับแล้วครับ เขาบังคับปีแรกปีเดียว

สิ่งที่ต่างกัน ที่ผมเห็นนอกจากเบี้ยแล้ว ก็จะเป็นในเรื่องของ อะไหล่ ครับ

พูด ง่าย ๆ คือ ซ่อมห้างเนี่ย เปลี่ยนเป็นเปลี่ยน อะไรนิดอะไรหน่อย ประกันเปลี่ยนให้หมด (จะว่างั้นก็ได้นะ) แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานเคลมด้วยนะครับ

ข้อแตกต่างเช่น บางทีรถเกิดอุบัติเหตุ ไฟหน้าไม่แตก แต่ขายึดหัก ถ้าซ่อมห้าง เปลี่ยนโคมไฟทั้งดวง ถ้าซ่อมอู่ อาจจะกาวตราช้างติด (หรือถ้าซ่อมไม่ได้ ก็อาจได้อะไหล่เทียม)

ชิ้นส่วนตัวถังต่าง ๆ สมัยนี้ จะเปลี่ยนกันเป็นว่าเล่นนะครับ ไม่ค่อยมานั่งเคาะ กันสักเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะอะไหล่ที่ถูกมั้ง จะมานั่งเคาะ นั่งโป๊ว นั่งขัด นั่งพ่นสี ไป ๆ มา ๆ แพงกว่าเปลี่ยนชิ้นอีกต่างหาก

เพราะฉะนั้น ที่เด่น ๆ คือ เรื่องอะไหล่นะครับ ว่า แตกต่างกัน อย่างที่อธิบายมา ว่า ซ่อมห้าง ได้อะไหล่แท้ เปลี่ยนง่าย เคลมง่าย ถ้า เบี้ยอู่นั้น อาจจะต้องมีการเสนอ คุมราคาซ่อม หรือ เสนอเปลี่ยนอะไหล่ชิ้นนั่น ๆ ซึ่งบางที ก็ไม่ได้รับการอนุมัติ

พวกชิ้นส่วน เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เช่นกัน เช่น คิ้วกันกระแทก หากไปครูดมา ถ้าซ่อมห้าง จะเปลี่ยนให้ แต่ หากเป็นซ่อมอู่ ส่วนมาก จะใช้กระดาษทรายขัดให้บางลงแล้วพ่นสีทับ

การเปลี่ยนอะไหล่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของบริษัทประกันภัยรถยนต์แต่ละที่ด้วยนะครับว่า เสียหายเกินกี่ % ถึงตีเปลี่ยนชิ้นให้ เช่นพวก ฝากระโปรง ประตู อะไรพวกนี้

ข้อที่แตกต่างกัน อีกเรื่องนึง ที่หลาย ๆ คนไม่รู้ ระหว่าง การซ่อมห้างกับซ่อมอู่ ก็คือ สิ่งที่เรามองไม่เห็น เอ๊ะยังไง

อะไหล่ ส่วนนี้ อาทิเช่น คานกันกระแทกในกันชนหน้า หรือ คานเสริมรับแรงกระแทกในประตูทั้ง 4 บาน ซึ่งมันมองไม่เห็นใช่ไหมครับหากเกิดอุบัติเหตุมา

ถ้าเป็นประกันซ่อม ห้างนั้น หากไปชนด้านหน้ามา เมื่อถอดกันชนออกมา พบว่า คานกันกระแทกในกันชนมีรอยบุบแม้แต่นิดเดียว จะเปลี่ยนให้ทันที แต่หากเป็นเบี้ยซ่อมอู่ เผลอ ๆ ลักไก่ ไม่ซ่อมให้ด้วยซ้ำ หรืออาจจะแค่เคาะ ๆ ให้เข้ารูปเดิม แล้วใส่กันชนกลับเข้าไป

บางครั้งไปเบียดอะไรมาที่ ประตู จนถึงคานกันกระแทก ถ้าเป็นซ่อมห้าง ก็เปลี่ยนแน่นอน แต่หากเป็นการซ่อมอู่ บางครั้ง อาจจะเคาะให้ และเรื่องคานในประตู ไม่ต้องพูดถึงครับ เขาไม่เปลี่ยนให้แน่นอนครับ

สิ่งที่ต่างกันสำหรับการซ่อมห้างและอู่ ที่ผมนึกออกตอนนี้ และผมว่า ค่อนข้างสำคัญมากก็คือ

หาก รถเกิดอุบัติเหตุเสียหายหนักนั้น หากเป็นการซ่อมอู่ ก็ซ่อมไปเถอะ รื้อออกมา ดึงตัวถัง ประกันให้เปลี่ยนอะไรก็เปลี่ยน อะไรไม่เสียหาย ก็ไม่ต้องเปลี่ยน แล้วก็ใส่กลับ ทำขั้นตอนต่าง ๆ จนจบ แล้วก็ส่งมอบรถให้กับลูกค้า

แต่ หากเป็นการซ่อมห้างแล้ว ทางศูนย์เอง มักจะเสนอชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่กระทบต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง พูดง่าย ๆ คือ ตรวจเช็คอุปกรณ์ทุกอย่าง ที่อาจมีผลต่อการเกิดการชนหรือแรงกระแทกอย่างหนัก

ที่เราอาจคิดไม่ถึง เช่น เสนอเปลี่ยน เข็มขัดนิรภัย

บางคนคิดว่า โห เปลี่ยนเข็มขัดเลยเหรอ ทั้ง ๆ ที่มันก็ยังกระตุกล็อกได้นี่นา

จริง ครับ โดยส่วนมากแล้วหากเป็นประกันซ่อมห้างแล้ว หลังรถเกิดอุบัติเหตุอย่างหนัก ทางศูนย์มักจะเปลี่ยนเข็มขัดนิรภัยให้ใหม่เลย เพราะมันผ่านการใช้งาน หรือช่วยเรามาแล้ว เพราะฉะนั้น มันก็สมควรเปลี่ยนครับ ซึ่งกรณีนี้ อู่ไม่เปลี่ยนให้ครับ

ยิ่งถ้าเป็น เข็มขัดดึงกลับอัตโนมัติ ที่ทำงานพร้อมกับถุงลมแล้ว ซึ่งจะมีมอเตอร์ดึงผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า รั้งไว้กับที่นั่งพร้อมทั้งปรับความตึงของเข็มขัดเพื่อช่วยผ่อนแรงตึงของ เข็ดขัด

ผมเองเคยได้ยินมาว่า อุปกรณ์ช่วยดึงกลับชุดนี้ ทำงานได้เพียงครั้งเดียว เพราะฉะนั้นต้องเปลี่ยนพร้อมกับถุงลมนิรภัยในทุก ๆ ครั้งที่มีการเกิดอุบัติเหตุ

แรงกระแทกของการเกิดอุบัติเหตุนั้น สูงมากครับ ผมเองจำไม่ได้ว่า เป็นกี่เปอร์เซนต์ที่เพิ่มขึ้น แต่เอาเป็นว่า หากคุณอุ้มลูกไว้ แล้วเกิดการชนด้านหน้า แรงกระแทกจะทำให้ลูกคุณพุ่งทะลุกระจก LAMINATED หรือกระจกนิรภัย 2 ชั้นได้อย่างสบาย ๆ ครับ

กล่องกระดาษทิชชูที่มีลักษณะเป็นอลูมิเนียม อาจทำให้คุณเสียชีวิตหรือหัวแตกได้เช่นกัน (ไม่ได้พูดเล่นนะครับ)

เพราะ ฉะนั้น ไม่ต่างอะไรกับยางอะไหล่ที่ วางไว้ท้ายรถเฉย ๆ โดยไม่ยึดไว้กับน้อตยึด ก็มีโอกาสพุ่งทะลุเข้ามาในห้องโดยสารได้เหมือนกัน หากเกิดการชน

ลองดูคลิปการทดสอบการชนสิครับ ใน youtube เยอะ ลองหาดู crash test ต่าง ๆ จะเห็นได้ว่า เวลาชนนั้น กระจกข้างทั้ง 2 ข้าง จะหักมาด้านหน้า ท่อไอเสียแทบจะหักกลาง ล้อหลังลอยขึ้นเนื่องจากแรงของการชน

เพราะฉะนั้น คาดเข็ดขัดให้เป็นนิสัยครับ มันช่วยเราได้เยอะครับ

Credit : Mr.VTEC


ที่มา http://www.pajerosport-thailand.com/forum/index.php?topic=3114.0

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

sun outage

 
sun outage เป็น ปรากฏการที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เมื่อโลก ดาวเทียม และดวงอาทิตย์ โคจรมาอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน ทำให้จานสายอากาศของสถานีภาคพื้นดิน รับสัญญาณจากดวงอาทิตย์(ที่เป็นแหล่งกำเหนิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีกำลัง งานขนาดมหาศาล) ซึ่งจะผลิตสัญญาณทุกย่านความถี่ เกิดขึ้นเป็นสัญญาณรบกวน ปะปนเข้ามากับสัญญาณสื่อสารข้อมูล ที่สถานีภาคพื้นดินนั้นๆรับจากดาวเทียม ทำให้สถานีสื่อสารภาคพื้นดิน ไม่สามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเหตุการณ์ sun outage จะเกิดขึ้นปีละ 2 ครั้ง แต่ละครั้งจะใช้เวลานาน 5-10 วัน วันละประมาณ 15 นาที และการเกิดปรากฏการ sun outage นี้จะเกิดกับสถานีดาวเทียมที่ติดตั้งในพื้นที่ต่างๆ ไม่พร้อมกันขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสถานีภาคพื้นดินบนพื้นโลก

Sun Outage จะเกิดขึ้น 2 รอบในหนึ่งปี ได้แก่ ช่วงเดือนมีนาคม (Summer) และช่วงระหว่างเดือนกันยายนกับตุลาคม (Fall) (Sun Outage Phenomenon)

เมื่อเกิด เหตุการณ์นี้ จะทำให้เครื่องรับดาวเทียม ชิปไปชิปมา ไฟสัญญาณ ซิ้งค์ จะกระพริบๆ เสียงจะดังขาดๆหายๆ แล้วเสียงก็จะหายไป ปล่อยไว้ประมาณ 15 นาที เมื่อมุมของโลก เคลื่อนที่ผ่านแนวเส้นตรงกับดวงอาทิตย์ ก็จะรับสัญญาณได้ตามปกติ

ผลกระทบเมื่อเกิด Sun Outage
• เครื่องรับสัญญาณ (Receiver) จะรับสัญญาณจากดาวเทียมไม่ได้ชั่วคราว โดยมีปัจจัยหลักดังนี้
ตำแหน่ง สถานที่ (Location) ผู้ที่ใช้จานรับสัญญาณจากดาวเทียมจะได้รับผลกระทบทุกราย ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นกับดาวเทียมทุกดวง แต่เกิดในเวลาที่ต่างกันไป ตามตำแหน่งของดาวเทียม และตำแหน่งที่รับสัญญาณ
ตัวอย่างเช่น ผู้ชมรับสัญญาณโทรทัศน์จาก ไทยคม 5 ที่ประเทศเวียดนามจะได้รับผลกระทบก่อนประเทศไทย หรือที่จังหวัดเชียงใหม่ได้รับผลกระทบก่อนกรุงเทพฯ เป็นต้น
• ขนาดของจานรับสัญญาณ (Antenna Size)
• จานรับใบเล็กจะได้รับผลกระทบมากกว่าจานที่มีขนาดใหญ่กว่า (เปรียบเทียบที่สัญญาณที่ความถี่เดียวกัน)


วิธีการแก้ปัญหาในการรับสัญญาณ
เนื่องจาก Sun Outage เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เกิดขึ้นกับทุกท่านที่รับสัญญาณใช้งานจากดาวเทียม แต่เมื่อพ้นช่วง Sun Outage ไปก็สามารถใช้งานได้ตามปกติ แต่เครื่องรับสัญญาณ (Receiver) บางรุ่นอาจจะมีปัญหาในการรับสัญญาณ ถ้าหลังจากหมดช่วงการเกิด Sun Outage ไปแล้วยังไม่สามารถรับสัญญาณได้ตามปกติ ขอแนะนำให้ทำการเริ่มต้นเครื่องรับสัญญาณใหม่ (Reset)


ตัวอย่างบางความถี่บนดาวเทียมไทยคม 5 ที่ความถี่ต่ำได้รับผลกระทบนานกว่าที่ความถี่สูง เช่น เช่น C-Band ได้รับผลกระทบนานกว่า Ku-Band
C-Band

Tp. 4E = 3.545 GHz
Tp. 5E = 3.585 GHz
Tp. 5G = 3.600 GHz
Tp. 7V = 3.958 GHz
Tp. 2G = 3.480 GHz
Ku-Band

Tp. 9H = 12.355 GHz
Tp. 10H = 12.313 GHz
Tp. 11V = 12.272 GHz


ที่มา 
http://www.baanmaha.com
http://www.livetv.co.th
http://th.wikipedia.org

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

รายละเอียดการลดภาษีนำเข้าระหว่างไทยและจีน




ภายใน 1 มกราคม 2553 สินค้าจีนส่วนมากที่ส่งมาไทยจะไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าเลย และในทางกลับกัน สินค้าส่งออกจากไทยไปจีนส่วนมากก็จะไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า แต่มีข้อยกเว้นในบางกรณี entry นี้มีรายละเอียด


ไขข้อกระจ่าง: การลดภาษีภายใต้เขตการค้าเสรีสินค้าอาเซียน-จีน 
  • สาระสำคัญของข้อตกลงการค้าเสรีสินค้าระหว่างอาเซียนกับจีน 
อา เซียนและจีนได้บรรลุข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-จีนและ รัฐมนตรีการค้าอาเซียน-จีนได้ลงนามความตกลงการค้าสินค้าในการเปิดเสรีอา เซียน-จีนในช่วง ของการประชุมผู้นำอาเซียน-จีน เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2547 โดยกำหนดให้ข้อตกลงฯ มีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2548 ไทยเป็นหนึ่งในสมาชิก 6 ประเทศและอีก 4 ประเทศ สมาชิกใหม่ที่ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงฯ ดังกล่าว ภายใต้กรอบความตกลงฯได้กำหนดให้มีการเปิดเสรีสินค้าส่วนแรกก่อนที่จะสรุป ความตกลงด้านสินค้าไทยนั้น (ไทย ได้ทำความตกลงเพื่อเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศจีน ในวันที่ 18 มิถุนายน 2546 ณ กรุงปักกิ่ง การลดภาษีส่วนแรก เป็นการเร่งลดภาษีผักและผลไม้ระหว่างไทย-จีน ในพิกัดที่ 07-08 เริ่มลดภาษีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 (2003) เป็น 0% ทันที ครอบคลุมระยะเวลา 2 ปี และอาเซียน-จีน ลดภาษีสินค้าพิกัด 01-08 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 (2004) ลดเป็น 0% ในวันที่ 1 มกราคม 2549 ส่วนประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่จะลดภาษีเป็น 0% ภายในวันที่ 1 มกราคม 2553 (2010) การลดภาษีส่วนที่สอง เป็นการ ลดภาษีตามความตกลงระหว่างอาเซียนกับจีน ตั้งแต่ 20 กรกฎาคม 2548 โดยแบ่งรายการสินค้าที่จะลด/ยกเลิกภาษีศุลกากรออกเป็น 2 กลุ่ม คือ รายการสินค้าปกติ (Normal Track :NT) และรายการสินค้าอ่อนไหว (Sensitive Track : ST) ซึ่งจะมีสินค้าที่อยู่ในข่ายการลดภาษี 5,121 รายการ แต่สินค้าที่จะเริ่มลดภาษีในวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 มีจำนวน 896 รายการ ส่วนสินค้าอื่นๆ จะมีการทยอยลดเป็นลำดับ ตามตารางรูปแบบการลดภาษี
  • สินค้าปกติ (Normal Track :NT)
รายการสินค้าปกติจะครอบคลุมสินค้าเกือบทุกรายการ ซึ่งประเทศสมาชิกทุกประเทศ จะเริ่มลดภาษีสินค้าปกติ ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 (2005) และจะลดภาษี ลงเป็นลำดับ จนเหลือ 0% ภายในวันที่ 1 มกราคม 2553 (2010) สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม-จีน และภายในวันที่ 1 มกราคม 2558 (2015) สำหรับประเทศสมาชิก อาเซียนใหม่
การลดภาษีสินค้าปกติ จะแบ่งเป็นสินค้าตามอัตราภาษีที่เก็บจริงกับประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (MFN applied rate) ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 (2003) เป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีขั้นตอนการลด/เลิกภาษีต่างกัน สินค้าที่มีอัตราภาษีสูงจะลดภาษีเป็น 0% ช้า กว่าสินค้าที่มีอัตราภาษีที่ต่ำอยู่แล้ว ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนเดิมและจีน แต่ละประเทศสามารถมีรายการสินค้าที่ได้รับความยืดหยุ่นให้ยกเลิกภาษีได้ภาย ในวันที่ 1 มกราคม 2555 (2012) ไม่เกิน 150 รายการ ขณะที่ ประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่จะ ได้รับความยืดหยุ่นให้มีรายการสินค้ามากกว่าและระยะเวลาลดภาษีที่นานกว่า
  • รูปแบบการลด/เลิกภาษีของสินค้าปกติของประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม และจีน 
X = Applied MFN tariff rate
อัตราภาษีภายใต้การเปิดเสรีการค้าสินค้าอาเซียน – จีน
(ไม่ช้ากว่าวันที่ 1 มกราคม)
2005*
2007
2009
2010
X >= 20%
20
12
5
0
15% =< X < 20%
15
8
5
0
10% =< X < 15%
10
8
5
0
5% < X < 10%
5
5
0
0
X =< 5%
คงอัตราภาษี
0
0
หมายเหตุ : * เริ่มลดภาษีวันที่ 20 กรกฎาคม 2548
นอก จากต้องปฏิบัติตามตารางการลดภาษีแล้ว ประเทศสมาชิกยังมีข้อผูกพันเพิ่มเติมที่ต้องปฏิบัติ ในการดำเนินการลด/เลิกภาษีสินค้าปกติ ดังนี้
    • ต้องลดภาษีสินค้าปกติ อย่างน้อย 40% ของสินค้าปกติทั้งหมด ให้มีอัตราภาษีที่ 0-5% ภายในวันที่ 1 มกราคม 2005
    • ต้องลดภาษีสินค้าปกติ อย่างน้อย 60% ของสินค้าปกติทั้งหมด ให้มีอัตราภาษีที่ 0-5% ภายในวันที่ 1 มกราคม 2007
สำหรับรายละเอียดของสินค้าลดภาษีปกตินั้น ประกอบด้วย 2 กลุ่ม กลุ่มแรก เป็นสินค้าปกติที่จะจะต้องลดลงเหลือ 0% ภาย ในวันที่ 1 มกราคม 2553 (5 ปี) กำหนดให้ลดอัตราภาษีที่สูงกว่า 20% ให้เหลือ 20% ในวันที่ 1 มกราคม 2548 ส่วนภาษีที่มี อัตราต่ำกว่า 20% ให้ลดอัตราภาษีลงตามลำดับ ซึ่งจะเริ่มลดภาษีครั้งแรกในวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 (ดูตารางการลดภาษีปกติของอาเซียน-จีน1 และ2) กลุ่มที่สอง เป็นสินค้าที่ได้รับการยืดหยุ่นให้ลดภาษี เหลือ 0% ได้ถึงปี 2555 (7 ปี) จำนวน 150 รายการ (ดูรายการสินค้าที่ได้รับความยืดหยุ่น) รวมทั้งให้เพิ่มสินค้าที่จะมีอัตราภาษีอยู่ที่ 0-5% จากจำนวน 40% ในปี 2548 เป็น 60% ในปี 2550 สินค้า ที่ไทยจะลดภาษีที่ได้รับการยืดหยุ่น ได้แก่อาหารปรุงแต่งจากสัตว์ปีก เสื้อผ้าทำด้วยขนสัตว์ เสื้อผ้าทำด้วยฝ้ายและเส้นใยสัง เคราะห์ เสื้อผ้าทำด้วยวัตถุทออื่นๆ เป็นต้น ส่วนสินค้าที่จีนที่ได้รับการยืดหยุ่น ได้แก่ กาแฟ เนยเทียม อาหารปรุงแต่งจากธัญพืช ผลไม้ดอง เห็ด ผักปรุงแต่ง น้ำผลไม้ ไวน์ ยางรถยนต์ ไม้อัดพลายวูด เสื้อโอเวอร์โค้ต เสื้อสูท เครื่องยนต์ดีเซล มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นต้น
  • สินค้าอ่อนไหว (Sensitive Track : ST)
    • สินค้าที่มี Tariff-Rate Quota-TRQ
อัตราในโควตาให้เป็นไปตาม SL (Sensitive List) และ HSL (Highly Sensitive List) ส่วนอัตรานอกโควตายังไม่ลดในขณะนี้ และรอผลการเจรจาต่อไป
    • สินค้าอ่อนไหว (Sensitive List-SL)
สินค้าที่ประเทศสมาชิกยังไม่พร้อมที่จะเปิดเสรีพร้อมกับสินค้าปกติ ให้กำหนดเป็นสินค้าอ่อนไหว โดยจะลดภาษีลงเหลือ 20% ในปี 2555 (2012) และลดเหลือ 5% ในปี 2561 (2018)โดยกำหนดเงื่อนไขเพดานสินค้าอ่อนไหว เพื่อจำกัดจำนวนสินค้าดังกล่าว ดังนี้
      • ประเทศอาเซียนเดิม 6 ประเทศ และจีน มีรายการสินค้าอ่อนไหวไม่เกิน 400 รายการ (พิกัดฯ 6 หลัก) และ
      • มูลค่าการนำเข้าของรายการสินค้าอ่อนไหวทั้งหมด ไม่เกิน 10% ของมูลค่าการนำเข้ารวม
สินค้าอ่อนไหวจะเริ่มลดอัตราภาษีช้ากว่าสินค้าปกติ โดยจะลดภาษีมาอยู่ที่ไม่เกิน 20% ภายในวันที่ 1 มกราคม 2555 (2012) และจะลดเป็น 0-5% ภายในวันที่ 1 มกราคม 2561(2018)
  • สินค้าอ่อนไหวสูง (Highly Sensitive List -HSL)
สินค้าอ่อนไหวสูง สำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ และจีน ต้องจำกัดรายการสินค้าอ่อนไหวสูงไม่เกิน 100 รายการ หรือ 40% ของ จำนวนรายการสินค้าอ่อนไหว แล้วแต่ว่าเงื่อนไขใดส่งผลให้มีรายการสินค้าอ่อนไหวสูงน้อยกว่า สำหรับการลดภาษี ของสินค้าอ่อนไหวสูง กำหนดให้ลดภาษีมาอยู่ที่อัตราไม่เกิน 50% ภายในวันที่ 1 มกราคม 2558 (2015)
  • อากรพิเศษ (Special Duty) ให้โอนเป็นอัตราฐานแล้วเริ่มลดภาษี
รูปแบบการลด/เลิกภาษีของสินค้าอ่อนไหวของประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศและจีน
สินค้าอ่อนไหว
เพดานอัตราภาษีภายใต้การเปิดเสรีการค้าสินค้าอาเซียน - จีน
ปี 2012
20%
ปี 2018
0-5%


สินค้าอ่อนไหวสูง

ปี 2015
50%
สำหรับประเทศสมาชิกใหม่อาเซียน 4 ประเทศ จะได้รับความยืดหยุ่น ทั้งในด้าน จำนวนสินค้าอ่อนไหว และระยะเวลาการลดภาษีที่นานกว่า
  • หลักการต่างตอบแทนสำหรับสินค้าอ่อนไหว 
ประเทศสมาชิกใดที่กำหนดรายการสินค้าใดให้เป็นสินค้าอ่อนไหว จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบปกติภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน – จีน สำหรับสินค้านั้น จากประเทศสมาชิกอื่น กล่าวคือประเทศสมาชิกผู้นำเข้า จะเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศสมาชิกผู้ส่งออก ซึ่งกำหนดให้สินค้านั้นเป็นสินค้า อ่อนไหว ในอัตรา MFN applied rate
สินค้าอ่อนไหวของประเทศหนึ่ง จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างตอบแทนจากประเทศสมาชิกอื่น เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไข ดังนี้
    • อัตราภาษีภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน – จีน ของสินค้าอ่อนไหวนั้น ต้องลดลงมาอยู่ที่อัตราไม่เกิน 10%
    • อัตรา ภาษีที่ได้รับเป็นสิทธิประโยชน์ต่างตอบแทน จะเท่ากับอัตราภาษีของสินค้าอ่อนไหวนั้น หรืออัตราภาษีปกติของสินค้านั้นของ ประเทศสมาชิกอื่น แล้วแต่ว่าอัตราใดจะสูงกว่า
นอก จากรูปแบบการลด/เลิกภาษีแล้ว ความตกลงการค้าสินค้ายังมีบทบัญญัติอื่น ซึ่งเป็นข้อผูกพัน และพันธกรณี ที่สมาชิกทุกประเทศต้อง ปฏิบัติตาม เช่น กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า การยกเลิกการจำกัดปริมาณการนำเข้า และลด/เลิกการกีดกันที่มิใช่ภาษี มาตรการปกป้อง (Safeguard Measures) ภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน – จีน การยอมรับสถานะการเป็นระบบตลาดของจีน การระงับข้อพิพาทและอื่นๆ เช่นการประติบัติเยี่ยงคนชาติ การทบทวนการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐบาลและการเร่งพันธกรณี และสละสิทธิการใช้มาตรการเยียว ยาทางการค้าพิเศษ ที่จีนผูกพันไว้กับองค์การการค้าโลก เมื่อเข้าสมัครเป็นสมาชิก และการทบทวนความตกลงการค้าสินค้า ซึ่งรวมถึงการทบ ทวนในปี 2018 ที่ ทบทวนรายการสินค้าอ่อนไหว โดยมีจุดประสงค์เพื่อปรับปรุงให้เปิดเสรีมากขึ้น เช่น ลดจำนวนรายการสินค้า หรือเงื่อนไข การลดภาษีของรายการสินค้าอ่อนไหว
สินค้าที่อยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหวของไทย มี 342 รายการประกอบด้วยสินค้าอ่อนไหว 242 รายการ ได้แก่ น้ำส้ม อาหารสัตว์ สีและ วาร์นิช ยางรถยนต์ รองเท้า แก้ว เหล็ก เครื่องซักผ้า หม้อแปลงไฟฟ้า เครื่องทำน้ำร้อน ของเล่นเป็นต้น และสินค้าอ่อนไหวสูง 100 รายการ ได้แก่ สินค้าเกษตร 23 รายการ (นม และครีม มันฝรั่ง กระเทียม กาแฟ ชา น้ำมันปาล์ม น้ำตาลทราย ยาสูบ ไหม ฯลฯ) หินปูพื้น เครื่องใช้บน โต๊ะอาหาร รถยนต์นั่ง รถจักรยานยนต์ ฯลฯ ( ดูรายการสินค้าอ่อนไหวและ อ่อนไหวสูงของอาเซียน-จีน / รายการสินค้าอ่อนไหวของไทย)
สินค้าที่อยู่ในรายการสินค้าอ่อนไหวของจีน ประกอบด้วย สินค้าอ่อนไหว 161 รายการ เช่น กาแฟ สับปะรด กระป๋อง ยาสูบ ฟิลม์ถ่ายรูป กระดาษถ่ายรูป น้ำสับปะรด ไม้อัด กระดาษคราฟต์ เรือบรรทุกของ ไฟรถยนต์ แตรและไซเรน แชสซีส์ที่มีเครื่องยนต์ ถุงลมนิรภัย ฯลฯ และสินค้าอ่อนไหวสูง 100 รายการ เช่นข้าวโพด ข้าว น้ำมันปาล์ม น้ำตาลทราย ยางธรรมชาติ ไฟเบอร์บอร์ด กระดาษและกระดาษแข็ง รถยนต์นั่ง รถจิ๊ป ฯลฯ
แหล่งกำเนิด สินค้าที่จะได้รับสิทธิประโยชน์จากการลดภาษี จะต้องผ่านเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งใน 3 เงื่อนไข คือเป็น สินค้าที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศทั้งหมด (Wholly Obtained) หรือ ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (นับรวมอาเซียน-จีน) ไม่ต่ำกว่า 40% ของราคาขาย หรือใช้วัตถุดิบภายในประเทศน้อยกว่า 40% ของราคาขาย แต่เป็นสินค้าที่มีกฎการนำเข้าเฉพาะ (Product Specific Rules) ในเงื่อนไขเรื่องแหล่ง กำเนิดประเภทสุดท้ายยังอยู่ระหว่างการพิจารณาหารือซึ่งจะประกาศให้ทราบภายในวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 (ดูรายละเอียดว่าด้วยเรื่องแหล่งกำเนิดของอาเซียน-จีน)
ที่มา http://www.oknation.net/blog/print.php?id=124736

วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555

ซื้อหุ้นตอนไหนดี อะไรให้ผลตอบแทนสูงสุด มาดูกัน

มีบทวิจัยจากเว็บไซด์ The Motley Fool แบ่งนักลงทุนออกเป็น 3 คน ซึ่งคนทั้ง 3 คน มีรูปแบบการซื้อหุ้นที่ไม่เหมือนกัน ยังไง?? มาดูกัน...

ชื่อ:  Untitled.png
ครั้ง: 5111
ขนาด:  116.0 กิโลไบต์

นักลงทุนคนที่ 1 เขาบอกเอาไว้ว่า เขาจะซื้อหุ้นเดือนละ 1 ดอล์ล่าร์ โดยไม่สนใจเศรษฐกิจเลยเป็นเวลา 112 ปี คือตั้งแต่ ปี 1900 - ปัจจุบัน

นักลงทุนคนที่ 2 บอกว่า เขาจะซื้อหุ้น เดือนละ 1 ดอล์ล่าร์ เป็นระยะเวลา 112 ปี เหมือนกับนักลงทุนคนที่ 1
แต่เงื่อนไขของเขาคือ จะซื้อหุ้นเฉพาะตอนที่เศรษฐกิจแย่เท่านั้น

นักลงทุนคนที่ 3 บอกว่าเขาจะซื้อหุ้น เดือนละ 1 ดอล์ล่าร์ เป็นระยะเวลา 112 ปี เหมือนกับนักลงทุนคนที่ 1 และ 2
แต่เงื่อนไขของเขาคือ จะหยุดซื้อก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจแย่เท่านั้น พูดง่ายๆก็คือ ซื้อตอนที่ทุกอย่างดูดีและสดใสไปหมด

ผลลัพธ์ ออกมาดังนี้


คนที่ 1 ได้ผลตอบแทนถึง 205,951 ดอล์ล่าร์ เท่านั้น


คนที่ 2 ได้ผลตอบแทนถึง 212,308 ดอล์ล่าร์


และคนที่ 3 ได้ผลตอบแทนแค่ 110,193 ดอล์ล่าร์


จริงๆแล้วการซื้อลงทุนในหุ้นตอนที่คนอื่นกำลัง กลัว และหนีออกไปจากตลาดนั้น เป็นการลงทุนที่สมเหตุสมผลและสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างแปลกประหลาด
.. ต้องลองศึกษาดูครับ



สุดท้ายนี้ ก็มีข้อความสั้นๆของ Peter Lynch มาฝากกัน เป็นหน้าสุดท้ายจากหนังสือเรื่อง One up on Wall Street


มันจะต้อมมีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้คนในตลาดมีความกังวลอยู่เสมอ แต่มันก็ไม่เคยทำให้ผมกังวลจนต้องออกจากตลาด

พวกเขากังวลว่าจะต้องเรียนรู้การตกปลา ล่าสัตว์และเก็บผลไม้ก่อนเศรษฐกิจตกต่ำครั้งถัดไป การกางเต้นท์ในป่าก็เป็นเรื่องสำคัญ ..ดัชนีดาวโจนส์ในปี 1988 อยู่ที่ 770 จุด และมันขึ้นไป 120 จุด วันถัดมามันขึ้นไปอีก 30 จุด

เกือบจะชั่วข้ามคืนทุกอย่างก็เปลี่ยนไป คนที่กำลังกางเต้น่์ในป่า ก็เตรียมเก็บข้าวข
องกลับมาในวอล์สตรีท และซื้อหุ้นทุกตัวที่จะคว้าได้เพื่อที่จะกลับมาขี่กระทิงในวันถัดๆไป

ผมลงทุนในหุ้น 100% เสมอ มันเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ที่คุณเจอหุ้นบูมในสถานการณ์ที่คุณพร้อม 100% และผมหวังว่าคุณจะต้องกำหนดความสำคัญแต่ละเรื่องอย่างชัดเจนถ้าหวังว่าจะทำ ได้ดีในหุ้น ..


- Peter Lynch


ที่มา http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=35875

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

กล้อง FULL FRAME ?




ขนาดของเซ็นเซอร์ที่รับภาพ ที่เรียกว่า CCD หรือ CMOS  กล้องแต่ละตัวมีขนาดเซ็นเซอร์รับภาพไม่เท่ากัน แม้กล้องตัวนึงมีความละเอียด 10 ล้านพิกเซล ขนาด CCD มีขนาด ½.3 นิ้ว แต่อีกตัวนึง 10 ล้านพิกเซลเหมือนกัน ขนาด CCD 2/3 นิ้ว กล้องตัวหลังจะมีความละเอียดของภาพดีกว่า (ขนาดใหญ่กว่าคุณภาพที่ได้จะสวยกว่า)
ดังนั้นที่เรียกว่า Fullframe คือถ้ากล้องดิจิตอล มีขนาดเซ็นเซอร์ เท่ากับฟิล์ม35 มม. 24 x 36มม.นั่นเอง คือ 1:1
ดูภาพประกอบ


ด้านซ้ายสีเขียวเท่ากับขนาดเซ็นเซอร์ ที่ กล้องคอมแพคทั่วไป
สีฟ้าด้านขวา จะเป็นขนาดเซ็นเซอร์รับภาพของกล้อง DSLRส่วนใหญ่
ถ้าแป็นFull frame ขนาดเซ็นเซอร์รับภาพจะเต็มถึงขอบดำนั่นเลยครับ

ดัง นั้นจึงมาเกี่ยวข้องกับเลนส์ที่ คูณนั่นแหละครับ ลองดูถ้าเต็มFull Frame เท่ากับ คูณ 1 ถ้าเซ็นเซอร์ที่มีขนาดเล็กลง ตัวคูณก็จะมากขึ้นเพราะถ่ายภาพเดียวกัน ลองนึกดูว่าถ้าหน้าคนเต็มในฟิล์มด้านบน ขนาด เซ็นเซอร์ที่เล็กลงก็จะได้ภาพเพียงบางส่วนของหน้านั่นเอง เหมือนกับเราซูม ภาพเข้าไป นั่นแหละคือตัวคูณ แต่คูณเท่าไหร่ก็ช่างมันเถอะครับ ดูในจอเท่าไหร่ก็เท่านั้นแหละ เค้าเอาไว้เวลาซ้อเลนส์กล้อง DSLR เวลาเราจะซื้อก็เลยต้องทราบว่ามันคูณออกมาแล้วเป็นประมาณเท่าไหร่ เพราะซื้อเลนส์มุมกว้างอาจได้เลนส์ที่คูณออกมาแล้วเป็นเลนส์ซูมไม่ได้ระยะ ที่ต้องการ เช่น ต้องการเลนส์ 28 มม. ถ้าเจอตัวคูณ กับขนาดเซ็นเซอร์ 1.2 จะเท่ากับเลนส์ 33 มม. (ไม่รู้งงป่าว) ถ่ายในห้องแคบก็เลยเก็บภาพไม่พอ 
ถ้า Full frame จะได้ภาพแบบนี้
ถ้าเซ็นเซอร์ที่มีขนาดเล็ก ก็จะเป็นแบบด้านล่างถึงแม้จะถ่ายออกมาเท่ากันก็จะแตกต่างกันในเรื่องคุณภาพ

 
เลนส์ ซูม ขนาด 28-200 มม. หมายถึง เลนส์ที่มีระยะ 7.1 เท่า (เอา 200 หาร 28) กล้องดิจิตอลจะเป็นแบบนี้ทุกเลนส์ที่เค้าเรียกกันเช่น ซูม 3 เท่า
ก็ แบบนี้แหละ ตัวหน้า 28 มม. เป็นมุมกว้าง เช่นถ่ายวิว พอซูมไปที่200 มม.ก็เห็นภาพที่แคบลง เหมือนภาพฟิล์มด้านบน ดังนั้นมันก็เลยเกิดตัวคูณ
อะไร นั้นแหละ เช่น ถ่ายที่28 มม.ก็ได้ภาพที่ เห็นทั้งหน้า พอมาถ่ายที่ 200 มม. ก็เลยได้ที่แค่ลูกกะตา ถ้าจะให้ได้ภาพเต็มหน้าก็ต้องซูมให้ตัวเลขน้อยลงไป เช่น 100 มม. 50 มม. 28มม.    แต่เดี๋ยวนี้ซ้อเลนส์ส่วนใหญ่ก็จะ ลงสัยว่า ดูไง เอาเป็นว่า เทียบจากกล้องฟิล์มเท่านั้นเองเป็นมาตรฐานแต่ทุกวันนี้ มาตรฐานกล้องดิจิตอล ยังไม่เท่าฟิล์ม ที่มีขนาดเท่าฟิล์มราคาจะสูงมากและส่วนใหญ่มักจะดูพิเซล เป็นหลักลืมดูขนาด เซ็นเซอร์รับภาพด้วย ทุกครั้งซื้อกล้องต้องดูด้วยนะครับ

f/1.8 หรือ f/5.6 ดียังไงต่างกันไง
                เอาเป็นว่าซื้อเลนส์หรือกล้อง ดูถ้า f/1.8 เทียบกับ f/5.6 นั่นคือ f/1.8 จะรับแสงได้มากกว่า5.6 (เพราะ 1.8 รูรับแสงกว้างกว่า) เปรียบเสมือนตาเรา ถ้าแสงมากเราก็หรี่ตาทำให้แสงน้อยลง แต่ถ้าเรามองในที่มืดถ้าเราหรี่ตาในที่ มืดก็มองไม่เห็นอะไร นั่นคือ f/1.8 จะถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดีกว่า f/5.6 แน่นอน 

 

ดังนั้นในเรื่องโอเวอร์อันเดอร์ คือถ้าภาพที่ถ่ายมาแล้ว แสงมากเกินไป นั่นคือโอเวอร์ ต้องเปิดรูรับแสงให้ตัวเลขมากขึ้นหรือชดเชยแสงไปด้าน-
 ภาพที่ถ่ายมาแล้วมืดเกินไปนั่นคือ อันเดอร์ ก็ต้องเปิดรูรับแสงที่ตัวเลขน้อยลงหรือชดเชยแสงไปด้าน +

ชัดตื้นชัดลึก
ถ้าเรา เปิดรูรับแสงกว้าง เช่น f/1.8 ถ่ายคนในระยะใกล้หรือซูมเยอะฉากหลังจะเบลอ ถ้าใช้ f/8 ฉากหลังก็จะเบลอน้อยลงเช่น กล้องที่มี
เลนส์ซูมอย่างน้อย 10 เท่าถึงจะเห็นความแตกต่างในภาพ f/2.4 หนังสือด้านหลังจะเบลอ
แต่พอเปลี่ยนเป็น f/8 หนังสือด้านหลังจะกลับมาชัดจนอ่านตัวหนังสือที่ปกได้ 
 
 flare+Ghostคือ
            ถ้าแปลแบบบ้านๆก็แบบแสงเงาหลอกที่เข้ามารบกวนในภาพ เวลาที่เราถ่ายภาพแล้วอาจมีแสงส่องมาเข้าที่เลนส์กลายเป็นแสงสะท้อนทำให้ภาพฝ้ามาสดใสเหมือนเป็นหมอกขาวบางครั้งก็เป็นแสงยาววงๆในภาพ ซึ่งถ้าเลนส์คุณภาพดีจะลดแสงสะท้อนแบบนี้ได้มากเลยทีเดียว

 ฟิลเตอร์ที่สวมป้องกันเลนส์ที่ควรใช้นอกจากป้องกันเลนส์จากฝุ่นและรอยขีดข่วนแล้วควรใช้แบบลดแสงสะท้อนด้วย

ที่มา http://www.photohutgroup.com

วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555

รหัสลับบุคคล (PIN Code : Personal Identification Number Code)



PIN Code คืออะไร

PIN Code คือชุดตัวเลขหรือตัวอักษรที่กำหนดขึ้นเป็นรหัสลับเฉพาะส่วนบุคคลที่ใช้ร่วม กับเลขประจำตัวประชาชนเพื่อใช้เป็นรหัสผ่านเข้าสู่ระบบงานหรือการให้บริการ ในระบบคอมพิวเตอร์ ภายใต้ข้อกำหนดหรือรูปแบบของหน่วยงานผู้ให้บริการจะกำหนดขึ้น



กรมการ ปกครองได้พัฒนาระบบงานการให้บริการประชาชนทางด้านงานทะเบียนและบัตรด้วยระบบ คอมพิวเตอร์มาอย่างต่อเนื่องมีประสิทธิภาพและประชาชนที่ไปติดต่อขอใช้บริการ ได้รับความสะดวกรวดเร็วประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย จากการพัฒนาระบบงานอยู่อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนทุกหนแห่งมี สิทธิเข้าถึงการบริการของภาครัฐที่เปิดให้บริการข้อมูลด้านต่างๆ ได้อย่างทั่วถึงผ่านระบบเครือข่าย กรมการปกครองจึงได้ขยายรูปแบบการให้บริการโดยได้รับความเห็นชอบและอนุมัติ จากอธิบดีกรมการปกครองให้สำนักบริหารการทะเบียนเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบนำ โครงการรหัสบุคคล(PIN PROJECT) มาใช้ พร้อมทั้งให้กล่องจดหมายอิเล็กทรอนิกส์คนไทยดอทคอมฟรี (Free E-mail Address khonthai.com) แก่คนไทยทุกคนที่มีรหัส PIN Code เพื่อใช้ในการรับ-ส่งจดหมายผ่านระบบเครือข่าย Internet ที่เว็บไซต์ www.khonthai.com
กรมการ ปกครองได้เริ่มให้บริการรหัส PIN Code เป็นการทดลองปฏิบัติ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2544 เพื่อให้ประชาชนได้ใช้เป็นรหัสผ่านควบคู่กับเลขประจำตัวประชาชนเพื่อเข้าสู่ ระบบการให้บริการตรวจสอบข้อมูลของตนเองและเป็นรหัสผ่านเข้าสู่กล่องจดหมาย อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) ที่ได้มาพร้อมกับรหัส PIN Code ผ่านInternet ที่www.dopa.go.th และ www.khonthai.com
1. ประชาชนคนไทยทุกคนที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านถูกต้องตามกฎหมายมีสิทธิขอรับได้ทุกคน PIN Code
2. หากท่านต้องการ สามารถไปขอรหัส PIN Code ได้ที่สำนักทะเบียนอำเภอ สำนักงานเขต หรือเทศบาล แห่งใดก็ได้ทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้สำนักทะเบียนสามารถออนไลน์ทั่วถึงกันทุกแห่งแล้ว ให้ไปติดต่อขอรับที่งานทะเบียนราษฎร
3. โปรแกรมให้รหัสลับบุคคล หรือ PIN Code นี้จะอยู่ที่ โปรแกรมรับแจ้งให้บริการงานทะเบียนราษฎร ข้อที่ 11
4. ผู้ขอต้องเป็นเจ้าของข้อมูลเท่านั้น
5. หลักฐานที่ใช้ เพียงบัตรประจำตัวประชาชนก็พอแล้ว (สำหรับผู้ที่ยังไม่มีบัตรสามารถนำหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาใบ สูติบัตรไปยื่นขอได้ที่งานทะเบียนราษฎร) ปล. ไม่มีค่าใช้จ่าย-ไม่มีค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น
รหัส PIN Code ที่ได้มา (อาจเป็นตัวเลขหรือตัวอักษร 4 ตัว) มี 2 ชุด อยู่คนละบรรทัด ชุดที่ 1 บรรทัดบน เรียกว่า PIN 1 ชุดที่ 2 บรรทัดล่าง เรียกว่า PIN 2 โดยทั่วไปจะใช้ PIN 1 ส่วน PIN 2 จะใช้ในบางโปรแกรมซึ่งจะระบุให้ใช้ทั้ง PIN 1 และ PIN 2 โดยจะมีคำชี้แจงแจ้งให้ทราบไว้อย่างชัดเจน
เมื่อท่านได้รหัส PIN Code มา ท่านจะได้รับกล่องจดหมายอิเล็กทรอนิกส์คนไทยดอทคอมโดยอัตโนมัติด้วย ซึ่ง e-mail address ของท่านคือ pตามด้วยเลขประจำตัวประชาชนของท่าน@khonthai.com ดังตัวอย่าง p3100199999001@khonthai.com ฟรีทันทีซึ่งให้เนื้อที่เก็บจดหมายขนาด 2 เมกะไบต์ (Megabytes) และสามารถแนบไฟล์ข้อมูลได้ครั้งละ 30 กิโลไบต์ (Kilobyte) เมื่อใดก็ตามที่เนื้อที่เก็บจดหมายของท่านเต็มท่านจะไม่สามารถรับจดหมายใหม่ ได้ท่านต้องทำการลบจดหมายที่ไม่ต้องการทิ้งด้วยตัวท่านเอง
เมื่อท่านได้รับรหัส PIN Code มาท่านสามารถเข้าสู่ระบบตรวจสอบข้อมูลตนเองได้ทันที
สำหรับการเข้าใช้งานระบบ webmail khonthai ท่านจะใช้งานได้ในวันถัดไป
ช่องทางการเข้าใช้งาน มีดังนี้
1. ที่เว็บไซต์ www.dopa.go.th และ คลิกที่ Banner : Thailand Gateway
2. ที่เว็บไซต์ www.khonthai.com และ คลิกที่หัวข้อ Thailand Gateway หรือ หัวข้อประตูสู่การบริการภาครัฐ หรือ URL : http://www.khonthai.com/thailandgateway/
3. ใช้ผ่านตู้บริการอเนกประสงค์ (MPM : Multi Purpose Machine) ซึ่งเป็นเครื่องบริการประชาชนอัตโนมัติ มีระบบให้บริการประชาชนหลากหลายรูปแบบ อาทิ การคัดสำเนารายการข้อมูลตนเอง การแจ้งย้ายเข้าหรือออกจากทะเบียนบ้านแบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องไปทำที่อำเภอ ฯลฯ จะเปิดให้บริการ ในเร็ว ๆ นี้
ประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างไร
1. เป็นรหัสสำหรับเข้าตรวจสอบข้อมูลของตนเองจากฐานข้อมูลโดยตรง เช่น ข้อมูลตามทะเบียนราษฎร ข้อมูลการทำบัตร ข้อมูลการจดทะเบียนสมรส / หย่า ฯลฯ
2. เป็นรหัสสำหรับเข้าตรวจสอบสิทธิประโยชน์อื่นๆ ของภาครัฐที่ทางราชการจะแจ้งสิทธิต่างๆ ของท่านให้ทราบผ่านทางเลือกนี้ และที่จะเปิดให้บริการเพิ่มเติม เช่นสิทธิการเลือกตั้งประกันสุขภาพประกันสังคม การขึ้นทะเบียนทหารการทำใบขับขี่ฯลฯ
3. เป็นรหัสสำหรับเข้าขอตรวจคัดรับรองสำเนารายการทะเบียนข้อมูลของตนเองผ่านทาง Internet และตู้บริการอเนกประสงค์ (MPM) เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการติดต่อหน่วยงานใด ๆ ได้โดยไม่ต้องพกพาเอกสารติดตัว
4. เป็นรหัสสำหรับเข้าสู่กล่องจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail Address khonthai.com) เพื่อรับ-ส่งข้อมูลข่าวสารได้
5. เป็นรหัสสำหรับการยืนยันตัวบุคคลในการขอทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งต่อไป เพื่อเป็นการป้องกันบุคคลอื่นมาสวมตัวหรือสวมสิทธิขอท่านในการทำบัตร
6. เป็นรหัสในการขอเข้ารับบริการต่างๆ ภาครัฐ (E-GOVERNMENT)
7. เป็นรหัสในการแสดงความคิดเห็นและลงประชามติ
8. เป็นรหัสในการขอเข้ารับบริการทางธุรกิจ (E-BUSSINESS)
9. เป็นรหัสในการยื่นคำร้องสอบถามข้อมูลหรือจ่ายค่าบริการภาครัฐ
10. ประชาชนได้รับความสะดวกและรวดเร็วในการขอใช้บริการทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย
สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่รัฐ จัดทำขึ้นให้แก่ประชาชนเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นและในอนาคตอันใกล้นี้ ยังมีบริการอื่นๆ อีกมากที่จะตามมาดังนั้นรหัสบุคคลจึงมีความจำเป็นสำหรับทุกคนขอให้เก็บรักษาไว้ให้ดีและพยายามจดจำไว้ให้แม่นยำ

ที่มา http://stat.bora.dopa.go.th/online/youKnowPin.htm