วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2557

จงปรับตัวให้เป็นเหมือน "แมลงสาบ"

เชื่อหรือไม่ ? แมลงสาป อยู่ได้ทุกที่ กินได้ทุกอย่าง แม้กระทั้ง แมลงสาบ ด้วยกันเอง ! (ไม่งั้นคงสูญพันธ์ไปตั้งแต่ 250 ล้านปี ที่แล้วนู่น) หรือ?ในกล่องกระดาษที่บรรจุเครื่องดื่มประเภทเบียร์ ที่มีตัวอ่อนของ แมลงสาบ อยู่ในขวดเบียร์เพียงขวดเดียวมากถึง 200 ตัว และยังสามารถพบตามเครื่องไฟฟ้า เป็นจำนวนพัน ๆ ตัว !!!!!?(ที่จริงเราเป็นคนกลัวแมลงสาบมาก และตอนทำต้องนั้งดูรูปประกอบไปด้วยคิดดูสิว่า มันทรมาขนาดไหน T-T) แต่ในความกลัวก็มีความสงสัยอยู่ว่า แมลงสาบมาจากไหน? เกิดขึ้นมาได้ยังไง? ทำไมไม่ตายหายไปจากโลกนี้ เหมือนไดโนเสาร์ 

10 เรื่องจริง แมลงสาบสัตว์ที่อึดที่สุดในโลก มาเฉลยคะ !!!!!

แมลงสาบ คืออะไร
  • แมลงชนิดหนึ่ง โดยชื่อภาษาอังกฤษนั้นมีที่มาจากภาษาละติน?ส่วนชื่อไทยนั้นคำว่า สาบ หมายถึง กลิ่นเหม็นสาบ เหม็นอับนั่นเอง
  • แมลงสาบนั้น โดยทั่วไปที่รู้จักกันดีจะเป็นสายพันธุ์ Periplaneta americana ซึ่งสายพันธุ์นี้มีลำตัวยาวประมาณ 3 เซนติเมตร แมลงสาบอยู่ในวงศ์ Blattidae
  • ส่วน แมลงสาบไทย หรือ แมลงสาบ ในสายพันธุ์เอเชียจะอยู่ในวงศ์ Blattella asahinai ซึ่งมีความยาวลำตัวประมาณ 2 เซนติเมตรขึ้นไป
  • ความแตกต่างของ?แมลงสาบโบราณ กับ แมลงสาบในปัจจุบัน?คือช่องออกไข่ที่ปลายช่องท้องของมัน
  • มีการค้นพบ?ฟอสซิลแมลงสาบที่เป็นยุคปัจจุบัน คือ ” มีรังไข่เหมือนกับปัจจุบันในยุคที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์จากโลกไปแล้ว หรือที่เรียกว่ายุค Mesozoic “
  • แมลงสาบกิน?ทุกอย่างเป็นอาหาร บางสายพันธุ์สามารถกินไม้ ได้ด้วย
  • แมลงสาบ จะปรากฏตัวให้เห็นอยู่ในประเทศที่เป็นเขตเมืองร้อน
เรื่องจริงแมลงสาบ
เรื่องจริงแมลงสาบ
10. แมลงสาบสัตว์ที่อึดที่สุดในโลก :?ไข่แมลงสาบ
แมลงสาบ วางไข่เป็นกลุ่ม กลุ่มละหลายฟอง และจะเชื่อมติดกันเป็นกลุ่มด้วยสารเหนียวมีลักษณะเป็นแคปซูล หรือกระเปาะ รูปร่างเหมือนเมล็ดถั่ว ( ootheca ) รูปร่างลักษณะของแคปซูลจะแตกต่างกับไปไม่แน่นอนแล้วแต่ชนิดของแมลงสาบ?แมลงสาบบางชนิดจะนำกระเปาะไข่ติดตัวไปด้วยจนไข่ใกล้จะฟักจึงปล่อยออกจากลำตัว?แต่บางชนิดอาจมีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (parthenogenesis) ก็ได้
ลักษณะ การวางไข่ของ แมลงสาบ แตกต่างกัน บางชนิดจะวางไข่ตามซอกมุมหรือในดิน หรืออาจจะวางติดกับฝาผนังบ้าน หรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ แมลงสาบหนึ่งตัว สามารถวางไข่กี่ฟองในชั่วชีวิตของมัน โดยเฉลี่ยแล้วแมลงสาบมีอายุ 180 วัน มันวางไข่เป็นกระเปาะ กระเปาะละ 30-40 ฟอง โดยชั่วชีวิตของมันจะออกได้ 6-8 ล็อก เมื่อคำนวณดูพบว่าแมลงสาบตัวเมียหนึ่งตัวสามารถกำเนิดลูกถึง 180 ? 320 ตลอดชั่วชีวิตของมัน นับว่าเป็น แมลงที่ลูกดกจริงๆ
เรื่องจริงแมลงสาบ
เรื่องจริงแมลงสาบ
9. แมลงสาบสัตว์ที่อึดที่สุดในโลก :?แมลงสาบต้นเหตุทำให้โลกร้อน
ข้อมูลนี้เป็นเรื่องจริง! จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า แมลงสาบ ผายลมออกมาเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เฉลี่ยทุก 15 นาที (ง่ายๆคือตดทุก15นาที) หลังจากมันตายมันก็ปล่อยก๊าซมีเทนถึง 18 ชั่วโมง และจากสถิติพบว่า การผายลมของแมลง มีมากถึง 20 % ของการปล่อยก๊าซมีเทนทั้งหมดในโลก อั๊ยย่ะ
ด้วยเหตุนี้ทำให้ แมลงสาบจึงถูกขึ้นบัญชีดำว่า “เป็นตัวการใหญ่ที่ทำให้เกิดโลกร้อน อย่างแท้จริง ” (นอกจากนี้ยังมีตัวการอีกชนิดคือปลวก ซึ่งปลวกทุกตัวจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกมา เพราะการกัดกินไม้ทำให้เกิดก๊าซขึ้นในกระเพาะ มันจึง ผายลมออกมา)
เรื่องจริงแมลงสาบ
เรื่องจริงแมลงสาบ
8. แมลงสาบสัตว์ที่อึดที่สุดในโลก :?ทำไมแมลงสาบตายมันจึงหงายท้อง?
แมลงสาบป่า เป็นอาหารชั้นดีสำหรับนกและสัตว์ตัวเล็กๆ อื่นๆ แต่เมื่อแมลงสาบมาอาศัยบ้านเรานั้น แน่นอนเรากินมันไม่ได้ ดังนั้นการกำจัดแมลงสาบคือการใช้เท้ากระทืบหรือเอาอะ ไรสักอย่างทับให้ไส้แตก และวิธีที่ฮิตที่สุดคือการใช้สารฆ่าแมลงฉีดพ่น?แต่คุณเคยสังเกตไหมว่าทำไมเมื่อแมลงสาปโดนสารฆ่าแมลง นี้เข้าไป ทำไมมันจึงหงายท้องก่อนตาย
ความจริงแล้ว แมลงสาบ ในธรรมชาติส่วนน้อยเท่านั้นที่หงายหลังตาย เพราะโดยทั่วไปแมลงสาบมักเป็นอาหารแก่สัตว์ต่างๆ ก่อนที่มันจะตายนั้นเอง แต่ เมื่อแมลงสาบมาอยู่บ้านมนุษย์ แมลงสาบไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออาศัยอยู่บนพื้นผิว เรียบๆลื่นๆ และโล่งๆ โครงสร้างร่างกายของมันส่วนใหญ่สร้างมาเพื่ออาศัยอยู่ในพื้นที่ขรุขระ มีเศษวัสดุอย่าง เช่น ใบไม้กิ่งไม้ กระจัดกระจายไปทั่ว เมื่อมันมาอาศัยอยู่ในบ้าน ซึ่งมีแต่พื้นเรียบๆลื่นๆ และโล่งๆ ก็จะทำให้มันมีโอกาสมากที่จะพลิกกลับลำตัวไม่ได้ เมื่อเผอิญหงายท้องไป บ้านใครที่สะอาดๆ แมลงสาบมีโอกาสจะตายเองมากกว่า
ส่วนกรณีที่ว่าทำไม แมลงสาป โดนสารฆ่าแมลงนี้เข้าไป ทำไมมันจึงหงายท้องก่อนตาย เนื่องด้วยสารฆ่าแมลงส่งผลผลต่อระบบประสาทของแมลงสาบ โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Cholinesterase เอนไซม์ชนิดนี้เป็นเอนไซม์ที่มีหน้าที่สลาย Acetylcholine (ACh) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาท เมื่อเอนไซม์ไม่ทำงาน มี ACh มากเกินไป จะทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการอัมพาต ขาของแมลงสาบจะงอเข้าหากัน เกิดเป็นความไม่สมดุล และทำให้แมลงสาบหงายท้องตายนั้นเอง
เรื่องจริงแมลงสาบ
เรื่องจริงแมลงสาบ
7. แมลงสาบสัตว์ที่อึดที่สุดในโลก :?แมลงสาบอินเตอร์
คำว่า แมลงสาบ มาจากภาษาสเปนคำว่า Cucaracha ส่วนภาษาอังกฤษแรกเริ่ม(ปี 1624) เขียนว่า Cacarootch แต่กระนั้นแมลงสาปนั้นมีอยู่ทั่วโลก ทุกทวีป ทั่วประเทศ จึงไม่น่าแปลกที่มันมีคำเรียกหลายภาษา เช่น ภาษาดัตซ์: kakkerlak m ,ฮิบรู:(jook) , ญี่ปุ่น: (gokiburi), มองโกเลีย: (joom), รัสเซีย: (tarakan), สวีเดน: kackerlacka, ตุรกี: hamam , อูดุ(Urdu)เป็นภาษาของชาวปากีสถานและอินเดียเหนือ:
เรื่องจริงแมลงสาบ
เรื่องจริงแมลงสาบ
6. แมลงสาบสัตว์ที่อึดที่สุดในโลก :?เสียงของ แมลงสาบมาดากัสการ์
แมลงสาบ ไม่ใช่ทุกพันธุ์ที่จะบินได้ เช่น แมลงสาบมาดากัสการ์ เป็นแมลงสาบที่ใหญ่ที่สุด ในบรรดาแมลงสาบด้วยกัน ชื่อสามัญว่า ? Madagascan Giant Hissing Cockroach ? ที่มาของชื่อเนื่องจากมันชอบร้องเสียงดังในระหว่างการผสมพันธุ์ และเมื่อมันถูกรบกวน หรือต้องการสื่อสารกับพวกให้รู้ถึงอันตราย อย่าง ที่บอกคือความสามารถพิเศษ แมลงสาบมาดากัสการ์ คือเสียง โดยตัวเต็มวัยของทั้งสองเพศและตัวอ่อนในระยะหลังสามา รถทำเสียงได้ เสียงนั้นคล้ายเสียงขู่ของงู (hissing sound) อวัยวะที่ให้กำเนิดเสียงของแมลงสาบชนิดนี้อยู่ที่รูหายใจ (spiracle) จากด้านข้างของท้องปล้องที่ 4 ทั้งสองข้าง แมลงสาบยักษ์ทำเสียงเพื่อใช้ในการเกี้ยวพาราสีก่อนผสมพันธุ์ แมลงสาบ เพศผู้อาจใช้เสียงขู่เพื่อไล่ตัวผู้อื่นๆเพื่อแย่งตัวเมีย นอกจากนี้เสียงขู่ยังใช้สำหรับป้องกันตัวเองจากศัตรูธรรมชาติ
เรื่องจริงแมลงสาบ
เรื่องจริงแมลงสาบ
ด้วย ลักษณะโครงสร้างของแมลงสาบ ทำให้มันค่อนข้างทนทานกับแรงกระแทกและอื่นๆอีกมากมาย บางครั้งก็เอาของหนักวางทับมัน มันก็ไม่ตาย และที่อึดยิ่งกว่านั้น คือ หัวขาดแล้วยังมีชีวิตอยู่ได้เป็นอาทิตย์ ซึ่งน่าแปลกมากทำไมแมลงสาปโดนตัดหัวแล้วไม่ตาย แต่ในขณะที่มนุษย์โดนตัดหัวถึงตาย
นักวิทยาศาสตร์ได้ให้คำอธิบายเปรียบเทียบระหว่างคนและแมลงสาปโดนตัดหัวว่า “คนเรานั้นเมื่อโดนตัดหัวจะเสียชีวิตทุกรายเพราะเสียเลือดแรงดันเลือดต่ำลง ทำให้ไม่สามารถส่งออกซิเจนและสารอาหารเดินทางไปเลี้ยงเนื้อเยื่อในส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ อีกประการหนึ่ง คนหายใจทางปากและจมูก มีสมองทำหน้าที่ควบคุมการทำงานที่สำคัญ เมื่อไม่มีศีรษะระบบหายใจก็หยุดทำงาน และไม่มีช่องทางสำหรับอาหารเข้าสู่ร่างกาย แต่ระบบร่างกายของแมลงสาบ ไม่ได้เป็นอย่างนั้น
  • แมลงสาบไม่มีแรงดันโลหิตเหมือนคน มันไม่มีเครือข่ายเส้นเลือด หรือเส้นเลือดฝอยเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียน
  • แมลงสาบใช้ระบบเส้นเลือดไหลเวียนแบบเปิด ซึ่งใช้มีแรงดันโลหิตน้อยมาก
  • หลังจากแมลงสาบถูกตัดหัวขาดแล้ว แผลที่คอจะสมานอย่างรวดเร็ว ทำให้เลือดไม่ไหลทะลักออกจนตาย
  • แมลงสาบยังหายใจผ่านทางท่อหายใจขนาดเล็กที่อยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไม่จำเป็นต้องใช้สมองควบคุมการหายใจ และเลือดไม่ได้เป็นตัวลำเลียงออกซิเจนไปทั่วร่างกายแต่เนื้อเยื่อต่อตรงเข้ากับท่อหายใจโดยตรง
  • แมลงสาบ ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า สัตว์เลือดเย็น หมายความว่า กินอาหารน้อยกว่ามนุษย์ ดังนั้น ถ้ามันได้กินอาหารสักมื้อ มันสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้หลายสัปดาห์ ตราบใดที่มันไม่ถูกสัตว์นักล่าสวาปาม แค่มันทำตัวนิ่งเฉย ไม่เดินเพ่นพ่านให้ติดเชื้อรา แบคทีเรีย หรือไวรัส มาปลิดชีพ
  • นอกจากนี้ อวัยวะแต่ละส่วนของแมลงสาบยังมีกลุ่มเนื้อเยื่อประสาทเฉพาะของตัวเอง คอยตอบสนองระบบประสาทพื้นฐาน ถึงจะไม่มีสมองร่างกายของมันยังทำงานพื้นๆ ได้ เช่น ยืน และขยับตัวได้เมื่อถูกแตะ และไม่ใช่แต่ลำตัวเท่านั้นที่แสดงปฏิกิริยาตอบสนองได้แม้แต่หัวที่ขาดกระเด็นออกมาจากร่างกาย ยังสามารถขยับหนวดไปมาได้หลายชั่วโมงจนกว่าพลังงานหมด
  • หรือถ้าเอาสารอาหารป้อนแล้วไปเลี้ยงในตู้เย็น หัวแมลงสาบยังขยับได้อีกนาน
เรื่องจริงแมลงสาบ
เรื่องจริงแมลงสาบ
4. แมลงสาบสัตว์ที่อึดที่สุดในโลก :?แมลงสาบ ตัวการโรคภูมิแพ้
แมลงสาบ เป็นตัวก่อโรคสำคัญหนึ่งของมนุษย์ คือโรคภูมิแพ้ โดยแมลงสาบจะปล่อยสาร คัดหลั่งจากตัว ไม่ว่าจะเป็นอึ หรือ อะไรก็ตามที่อยู่บนตัวมัน เป็น Allergen(สารก่อภูมิแพ้)ชั้นดี ดังนั้น เด็กที่อยู่บ้านสกปรกก็อาจจะเป็นภูมิแพ้ได้ง่าย ซึ่งภูมิแพ้นี้ถ้าเป็นเรื้อรัง จะมีโอกาสพัฒนาไปสู่การเป็นโรคหอบหืดได้ แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าปัจจุบันมี ผู้ป่วยโรคแพ้แมลงสาบ (Cockroach allery) มากขึ้นเรื่อยๆ โดยพบอัตราการเกิดโรคสูงเป็นอันดับสองรองจากโรคแพ้ไร ฝุ่น (แพ้ไรฝุ่นประมาณ 60% , แมลงสาบ 40%)
อาการที่พบในผู้แพ้แมลงสาบ คือ หายใจไม่สะดวกหรือจับหืด (asthma) อันเนื่องมาจากการสูดดมสารแพ้ (cockroach allergens) เข้าไป ปัจจุบันนักวิจัยให้การยอมรับว่าแมลงสาบสามารถก่อให้ เกิดโรคภูมิแพ้ เช่น โรคหอบหืด และโรคแพ้อากาศ (rhinitis)
เรื่องจริงแมลงสาบ
เรื่องจริงแมลงสาบ
3. แมลงสาปเจ้าแห่งความเร็ว
มี การวิจัยแสดงให้เห็นว่าความเร็วที่สุดของแมลงสาบพันธุ์อเมริกันมีความเร็ว เฉลี่ย 2.0 ไมล์ต่อชั่วโมง(75 เซนติเมตรต่อวินาที) ซึ่งหากเปลี่ยนเทียบกับสัตว์ใหญ่สักตัวละก็ มีวิ่งเร็วพอๆ กับเสือชีตาห์!! ( 110-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ด้วยโครงสร้างที่เบา อีกทั้งสรีระที่แบนๆ ทำให้มันกระจายน้ำหนักได้ดี
ดังนั้นเราจึงเห็นมันวิ่งเร็วมากจนตบแทบไม่ทัน แต่กระนั้นมันก็ชอบหลงทิศหลงทาง ต้องใช้หนวดและตาในการคลำหาเส้นทาง และมันจะปล่อยสารไว้ตามทางที่มันเดินเพื่อจะได้กลับไปที่เดิมได้เร็ว ดังนั้นจึงไม่แปลกใจแต่อย่างใดหากเราจะเหยียบแมลงสาบ แล้วพบว่าแมลงสาบจะวิ่ง สะเปะสะปะ
เรื่องจริงแมลงสาบ
เรื่องจริงแมลงสาบ
2. แมลงสาบสัตว์ที่อึดที่สุดในโลก :?แมลงสาบผู้รอดชีวิตจากสงครามนิวเคลียร์
แมลงสาบ มีชื่อเสียงมานานแล้วว่า เป็นสิ่งมีชีวิตที่ทนทายาด และมีการยืนกรานแล้วว่าแมลงสาบเป็นสิ่งมีชีวิตที่รอด ชีวิตจากระเบิด นิวเคลียร์แน่นอน แต่กระนั้นเราก็ไม่สามารถหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้ เลยว่าทำไมถึงเป็นเช่น นั้น บางทีอาจเป็นเพราะเซลล์ของแมลงสาบอาจสามารถฆ่ารังสีที่เป็นตัวก่อมะเร็ง, หรืออาจเป็นเพราะมันสามารถทนอยู่กับสภาพกัมมันตรังสี ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่งได้
เรื่องจริงแมลงสาบเรื่องจริงแมลงสาบ
เรื่องจริงแมลงสาบ
Emerald roach wasp มีชื่อไทยว่า ต่อสาบมรกต หรือ ต่อมณีรัตน์ เป็นต่อชนิดหนึ่งพบได้ในแถบ แอฟริกา อินเดียและหมู่เกาะแปซิฟิก มันจะแสวงหาแมลงซักตัวเพื่อเป็นที่พักตัวอ่อนให้กับมัน โดยเหยื่อที่มันชอบคือ แมลงสาบ?แม้แมลงสาบมันจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวมันหลายช่วงตัวก็ตาม
  • แต่มันก็จะเข้าไปโจมตีโดยการต่อยแล้วปล่อยสารพิษประสาทที่ชื่อOctopamine ให้แมลงสาบ ส่งผลให้แมลงสาบเป็นอัมพาตแต่ไม่สามารถจะเดินได้ด้วยตัวเอง
  • จากนั้นต่อจะสามารถบังคับหนวดของแมลงสาบให้เดินตามมันไปยังรังของมันได้ตามต้องการอย่างว่าง่าย(คล้ายจูงหมากลับบ้าน)
  • เมื่อเข้ารังแล้วปล่อยไข่ไว้ในตัวมันแล้วมันก็จะเด็ดกินหนวดของเหยื่อของมัน (อ๊ะ! เหยื่อยังไม่ตายนะ)
  • จากนั้นมันก็จะฝัง แมลงสาบ ไว้เพื่อเป็นอาหารให้ลูกมัน
  • เมื่อลูกฟักจากไข่ ก็จะเริ่มกินอาหารก็คือเนื้อแมลงสาบ
  • ซึ่งขณะนั้น แมลงสาบ ไม่ สามารถทำอะไรได้(แต่ดิ้นได้) ก็จะทรมานกับการถูกกินทั้งเป็นและเป็นอาหารจนตัวอ่อนโตขึ้น
  • แมลงสาบ ก็จะเหลือแต่ซากแล้วล่ะ แล้วตัวเต็มวัยก็จะไปหาแหล่งผสมพันธุ์ แล้วมาปล่อยไข่ไว้ต่อไป


วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557

microSD Card

881898_10151404588967739_1786314892_o

อันว่าสมาร์ทโฟนทุกวันนี้ก็แสนแพง ยิ่งหน่วยความจำภายในเครื่องเยอะก็ยิ่งแพงขึ้นไปอีก หลายคนจึงจำเป็นต้องซื้อเครื่องที่ถูกกว่า แต่คุ้มค่าและเพิ่มหน่วยความจำภายนอกได้ ซึ่งเจ้าหน่วยความจำภายนอกนี้ สำหรับสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่แล้วจะเลือกใช้ microSD Card เราจึงขอหยิบเอาบทความน่ารู้เกี่ยวกับ microSD Card มาฝากเพื่อนๆ นะครับ

MicroSD Card คืออะไร?

SD Card หรือเรียกชื่อเต็มๆ ว่า Secure Digital Card มีหลากหลายขนาดและรูปร่าง ทั้ง microSD และ miniSD มันคืออุปกรณ์ในการจัดเก็บข้อมูล แบบ nand Flash Memory ที่มีการนำไปใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์หลายอย่าง เช่น กล้องดิจิตอล โทรศัพท์มือถือ หรือแม้กระทั่งแท็บเล็ต สาเหตุสำคัญที่ทำให้มันเป็นที่นิยม คือ ราคาที่ค่อนข้างถูก เมื่อเทียบกับหน่วยความจำอื่นๆ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจึงเลือกใช้ microSD Card เป็นส่วนใหญ่ และปัจจุบันมีการพัฒนา microSD ให้ดีมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของความเร็วในการบันทึก ซึ่งมีการแบ่งออกเป็น Class ต่างๆ ดังต่อไปนี้

Class ของ microSD Card คืออะไร? สัมพันธ์กับความเร็วในการบันทึกข้อมูลอย่างไร?

  • Class 2 โอนถ่ายข้อมูลขั้นต่ำได้ที่ความเร็ว 2 MB / วินาที
  • Class 4 โอนถ่ายข้อมูลขั้นต่ำได้ที่ความเร็ว 4 MB / วินาที
  • Class 6 โอนถ่ายข้อมูลขั้นต่ำได้ที่ความเร็ว 6 MB / วินาที
  • Class 10 โอนถ่ายข้อมูลขั้นต่ำได้ที่ความเร็ว 10 MB / วินาที

ในปัจจุบัน SD Card ขนาดต่างๆ รวมทั้ง microSD Card ส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยความจำแบบ MLC (Multi-level Cell) ซึ่งจะสามารถเขียนข้อมูลลงได้เพียง 5,000 – 10,000 ครั้งเท่านั้น หลังจากนั้นจะไม่สามารถเขียนข้อมูลลงในนั้นได้ นั้นหมายความว่า จะไม่สามารถเซฟอะไรได้เลย

รูปตัวอย่างการอ่านข้อมูลบน microSD Card (U คืออะไร?)

เลข10 ที่อยู่ในตัว C นั่นคือ Class10 ก็จะมีการถ่ายข้อมูลขั้นต่ำที่ 10 MB/s ส่วนเลข 1 ที่อยู่ในตัว U คือ Class UHS-1 (ย่อมาจาก Ultra-High Speed Bus 1 ทำให้ความเร็วของอัตราการถ่ายโอนข้อมูลสูงสุดที่ ระดับ 104MB/วินาที และ 300MB/วินาที)ง่ายๆก็คือ มันอ่านได้เร็วกว่า Class 10 นั่นเอง
544528_10151404597052739_916907518_n

หลักการเลือกซื้อ microSD Card

1.  เลือกความจุที่เหมาะสมกับการใช้งานของเรา เอาไว้เก็บเอกสาร เก็บรูป เก็บวีดีโอ หรือเอาไว้ลงแอพพลิเคชั่น มากน้อยแค่ไหน? เราต้องเลือกให้เหมาะสม อย่าซื้อเผื่อ!! ถ้าไม่พอค่อยซื้อใหม่ได้ เพราะราคาในท้องตลาดมันลดลงเรื่อยๆ อยู่แล้วครับ
  • หากเอาไว้สำหรับจดชื่อที่อยู่ บันทึกอะไรเล็กๆ น้อยๆ แค่ 2GB Class 2-4 ก็เพียงพอ
  • หากเอาไว้สำหรับบันทึกรูปและเพลง แนะนำที่ 4GB – 8GB Class 6
  • หากเอาไว้สำหรับบันทึกรูป, เพลง และ วีดีโอ แนะนำ 16GB – 32GB Class 6-10 ถ้าเป็นวีดีโอแบบ FULL HD แนะนำอย่างยิ่งที่ class 10
2.  ตรวจสอบดูว่า ยี่ห้อสินค้า หรือ ผู้ผลิต มีรายชื่ออยู่ใน List รึเปล่า โดยเช็คได้ที่เว็บนี้  SDcard.org ถ้าสินค้าที่คุณกำลังเลือกซื้อ ไม่มีรายชื่ออยู่ใน List ห้ามซื้อ เด็ดขาด” เนื่องจากการผลิตในคุณภาพต่ำ, ลดระดับหน่วยความจำลง หรือความเร็วในการรับ – ส่ง ข้อมูลทำได้ช้า บางทีอาจจะทำความเสียหายให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกของคุณได้
3. เช็คให้ดีว่าเป็นของใหม่ เลือกร้านที่น่าเชื่อถือ ไม่ควรซื้อ microSD Card มือสอง อย่างที่บอกไปข้างต้น ว่าการเขียนข้อมูลมันมีได้จำกัด เผื่อซื้อๆ มาแล้วใช้ไปได้ไม่กี่ครั้งก็ใช้ต่อไม่ได้ มันจะไม่คุ้มเอา
4.ตรวจสอบกล่องหรือการหีบห่อให้ดี ว่าไม่มีการแกะพลาสติกที่หุ้มหรือกล่องที่เปิดมาแล้ว หากมีเครื่องหมายการันตีว่ารับประกันสินค้าด้วยยิ่งดีมาก ส่วนมากเดี๋ยวนี้มักจะรับประกันแบบตลอดอายุการใช้งานเลยครับ

เพียงเท่านี้เราก็สามารถกรอง microSD Card ไม่ได้มาตรฐาน หรือพวกของปลอมได้บ้างแล้ว ที่สำคัญเราควรสำรองข้อมูลในการ์ดเอาไว้ที่อื่นบ้าง เพราะเราก็อาจจะเจอเหตุการณ์ที่ว่า เมมเสีย เซฟไม่เข้า มีปัญหา เข้ามาได้เหมือนกัน อย่างที่บอกไปว่าความสามารถในการเขียนข้อมูลของมันจะลงได้เพียง 5,000 – 10,000 ครั้งเท่านั้น แม้ประกันจะเป็นแบบตลอดอายุการใช้งาน หากข้อมูลสำคัญสูญหายไปก็ไม่มีความหมาย

ที่มาและแหล่งข้อมูล

วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

น้ำยาปรับผ้านุ่ม











หลายคนและคนส่วนใหญ่ใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม แต่น้อยมากที่จะมองถึงสิ่งที่เป็นแกนของน้ำยาปรับผ้านุ่ม มันเอาไว้ทำอะไร มันมีผลดี ผลเสียอย่างไร แล้วมันทำได้อย่างที่ว่านั้นจริงหรือไม่… นี่คือคำตอบที่ผมอยากจะเขียนอะไรเล็กๆน้อยๆ น้ำยาปรับผ้านุ่ม เป็นครีมมีมีส่วนผสมหลักนั้นคือกรดไขมัน ใช้ในการป้องกันเสื้อผ้ารีบติดจากไฟฟ้าสถิตและทำให้ผ้านุ่มขึ้นเล็กน้อย

เครื่องซักผ้าแบบอัตโนมัติจะมีช่องที่สามารถเพิ่มน้ำยาปรับผ้านุ่มแบบเหลว และจะทำการปล่อยออกมาในน้ำสุดท้ายของการซักผ้า แต่หลายคนยังคงต้องบอกว่ามันไม่พอ ต้องมาเพิ่มด้วยตนเอง หลายยี่ห้อบอกว่าเป็นสูตรเข้มข้นและประหยัดกว่าโดยการใส่เพียงนิดเดียว ผู้ผลิตบางรายบอกว่ามันทำให้ผ้านั้นรีดง่ายขึ้น เสื้อผ้าแห้งเร็วขึ้น ทั้งหมดของน้ำยาปรับผ้านุ่มได้รับการออกแบบที่จะเพิ่มลงไปในน้ำ *ในอัตราส่วน 2ต่อ 1 แต่ *น้ำยาปรับผ้านุ่มไม่สามารถสัมผัสกับเสื้อผ้าคุณโดยตรงเนื่องจากมันจะทำลายเนื้อผ้าคุณทันที
  น้ำยาปรับผ้านุ่มทำงานโดยการเคลือบพื้นผิวของเส้นใยผ้าที่มีชั้นบางของสารเคมี สารเคมีเหล่านี้มีคุณสมบัติการหล่อลื่นจึงทำให้เส้นใยรู้สึกนุ่มนวลและป้องกันการสะสมของไฟฟ้าสถิต และมีสารที่ทำให้หน้าเตารีดเกิดไฟฟ้าสถิตเล็กน้อยเพื่อทำให้ไม่เกิดแรงต้านทานระหว่างการรีดผ้า และลดรอยยับในเสื้อผ้าได้เล็กน้อย 

ลักษณะทางเคมีของน้ำยาปรับผ้านุ่มมีมากมาย แต่ไม่ได้หมายถึงในประเทศไทย ผมกำลังจะพูดมาในประเทศไทยไม่มีการพัฒนาน้ำยาปรับผ้านุ่มที่เหมาะกับผ้า และเครื่องซักผ้า แม้แต่ข้อบ่งใช้ต่างนั้นล้วนแล้วแต่ไม่ใช่ความจริง มันเป็นแค่ไขมันพืชที่ถูกทำให้เป็นสารเหลวและข้นเพื่อทำให้ผู้ใช้มีความรู้สึกว่า มันเข้มข้นและคุ้มค่าต่อการจ่าย ส่วนเรื่องของน้ำหอมที่ละลายนั้น ถือว่ายังคงต้องศึกษาปัจจัยอีกมากมาย เรากำลังพูดกันถึงน้ำยาปรับผ้านุ่มที่หอมนานถึง 7วัน แต่ผมไม่ได้หมายความว่านั้นคือสิ่งที่ทำได้ในประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีแดดแรงและมีอุณหภูมิสุงกว่า 50 องศาในยามที่คุณตากผ้า น้ำหอมเหล่านั้นแม้จะมีการพัฒนาเป็นลักษณะพิเศษที่จะเก็บความหอมแล้วค่อยๆปล่อยออกมา แต่มันก็ยังคงมีความแตกต่างกันมาในประเทศเขตหนาว ตามงานวิจัยแล้ว ความต้องการน้ำหอมในน้ำยาปรับผ้านุ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มที่จะใช้กลิ่นที่รุนแรงขึ้น เนื่องสภาวะแวดล้อมต่างไป


และนี่คือสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการบรรจุลงไป และพิษและผลข้างเคียงยังไม่มีใครได้ทำการพิสูจน์อย่างจริงจังในประเทศแถวเอเชีย ในสหรัฐมีกฏหมายในการจำกัดน้ำหอมและสารให้อิมุลชั่นที่ผสมกับน้ำหอม เนื่องจากความหอมของเสื้อผ้าระดับนั้นจะมีผลทำให้เกิดโรคซึมเศร้า หงุดหงิด, ปวดหัว และ อาการบวมน้ำในปอด คลื่นไส้ ฯลฯ และไม่อนุญาตให้ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้กับเด็กทารก เนื่องจากน้ำยาปรับผ้านุ่มมีส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจึงมีผลทำให้เกิดโรคหอบ ภูมิแพ้ชนิดต่างๆ น้ำยาปรับผ้านุ่มแต่ละประเทศมีแนวโน้มที่จะมีความต้องการที่แตกต่างกันน้ำหอมแบรนด์และอาจมีอัตราการละลาย / น้ำหอมที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเทศ


ในประเทศไทยน้ำยาปรับผ้านุ่มมีหลายยี่ห้อ แต่ละยี่ห้อมีกลิ่นที่แตกต่างกันไป ตามที่ชอบ แต่สิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึงนี้ มันเป็นเรื่องของผลพวงต่างๆของการใช้ผลิตภัณฑ์ เครื่องซักผ้าในปัจจุบันหลายบ้านหันมาใช้เครื่องแบบถังเดี่ยวและก็เป็นแบบไม่มีน้ำร้อน หลายบ้านใช้เครื่องของยุโรปและก็มีบ้างที่ใช้เครื่องที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา เครื่องเหล่านี้ผลิตมาเพื่อผลิตภัณฑ์ที่มีมาตราฐานและมีใบอนุญาตแบบชัดเจน น้ำยาปรับผ้านุ่มในประเทศไทยจะใส่สารบางตัวลงไปเพื่อให้เกิดความข้นมากขึ้น และความจริงแล้วมันคือการใช้ระหว่าง 1/1 ด้วยซ้ำไป หมายความว่า น้ำยาปรับผ้านุ่มต้องทำการผสมน้ำก่อนในอัตราครึ่งต่อครึ่ง ก่อนที่จะนำลงไปในช่องในเครื่อง แต่ด้วยการให้ข้อบ่งใช้ในประเทศไทยยังไม่ใช่กฏหมาย ดังนั้น มันคือสิ่งที่คุณอยากจะทำอะไรก็ทำไป คุณอยากจะใส่น้ำเท่าไหร่ อยากจะใส่ลงไปครั้งละเท่าไหร่ก็ทำไป พรุ่งนี้ผมอาจจะถูกฆ่าเนื่องจากการเปิดเผยว่า น้ำยาปรับผ้านุ่มในประเทศไทยมีเพียงแค่ยี่ห้อที่มาจากสหรัฐเท่านั้นที่ได้มาตราฐาน 




สำหรับเครื่องที่ผลิตในสหรัฐอย่างเช่นMAYTECT(R) ELECTROLUX / whirlpool พวกนี้ไม่มีความสามารถในการต้านทานกับความเหนียวข้นของน้ำยาปรับผ้านุ่ม เนื่องจากพวกนี้ใช้ระบบที่เรียกว่าแรงเหวียงตัวเท่านั้น แม้แต่น้ำยาปรับผ้านุ่มที่ผลิตในสหรัฐ เครื่องเหล่านี้ยังคงต้องให้ผสมน้ำ 1 ต่อ 10สำหรับสูตรเข้มข้น และ 1 ต่อ 2.5 สำหรับสูตรธรรมดา หรือพูดกันง่ายๆคุณต้องผสมน้ำลงไปอีกไม่ต่ำกว่า 3 เท่า เพื่อให้ลดความข้นให้มากที่สุด


ที่มา http://anthordimension.wordpress.com

นพลักษณ์ (Enneagram)

ทดสอบลักษณ์

เอ็นเนียแกรมหรือนพลักษณ์ คือ บูรณาการของภูมิปัญญาโบราณ ใช้ในการศึกษาบุคลิกลักษณะของบุคคล โดยแบ่งคนออกเป็น ๙ ประเภท ทำให้เข้าใจตนเองและผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง นำไปสู่การพัฒนาตนเอง เข้าใจในความแตกต่างของเพื่อนมนุษย์ และช่วยพัฒนาทำให้ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ปัจจุบันนิยมใช้เอ็นเนียแกรมในทางจิตวิทยา และเป็นซอฟต์สกิลในการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์

สรุปลักษณ์ทั้ง ๙

ลักษณ์ ๑ คนสมบูรณ์แบบ นักปฏิรูป นักสู้เพื่อคุณธรรม คนมีศีลธรรม
  • ข้อเด่น: มีจริยธรรม มีอุดมคติ สร้างผลงาน ไว้ใจได้ มีความยุติธรรม ซื่อสัตย์ มีวินัยในตนเอง มีมโนธรรม ช่วยเหลือคนอื่น มีความเป็นปรนัยไม่ใช้ความรู้สึก
  • ข้อด้อย: ตัดสินคนอื่น ไม่ยืดหยุ่น ควบคุมคนอื่น กังวล ชอบโต้เถียง มักเหน็บแนม ไม่ประนีประนอม ดื้อ เอาจริงเอาจังเกินไป วิพากษ์วิจารณ์คนอื่น
ลักษณ์ ๒ ผู้ให้ ผู้ช่วยเหลือ ผู้คอยดูแล นักพัฒนาคน
  • ข้อเด่น: น่ารัก อบอุ่น ปรับตัวเก่ง ใจกว้าง กระตือรือร้น กตัญญูรู้คุณ เข้าใจความรู้สึกคนอื่น แสดงความรู้สึกได้ดี เป็นมิตร เอาใจใส่ผู้อื่น
  • ข้อด้อย: ชอบอ้อมค้อม เอาใจคนอื่นจนเกินไป แสดงความรู้สึกมากเกินไป ชอบควบคุม หวงแหนหรือแสดงความเป็นเจ้าของ ไม่จริงใจ เล่นบทผู้เสียสละจนตัวเองลำบาก เล่นเล่ห์เพทุบาย ฮีสทีเรีย
ลักษณ์ ๓ นักแสดง ผู้ใฝ่สำเร็จ ผู้สร้างความสำเร็จ ผู้ริเริ่ม
  • ข้อเด่น: มีพลัง มีประสิทธิภาพ มองโลกในแง่ดี ขยันหมั่นเพียร ผลักดันตัวเอง เป็นนักปฏิบัติ มีความรับผิดชอบ ไม่หวงอำนาจ มีความสามารถ
  • ข้อด้อย: เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง อวดอ้างตนเอง หลงลำพอง ฉาบฉวย ผูกพยาบาท ชอบช่วงชิงแข่งขันเกินไป หลอกลวง ปกป้องตัวเอง เป็นนักฉวยโอกาส
ลักษณ์ ๔ คนโศกซึ้ง ศิลปิน ผู้ใฝ่ความงาม ปัจเจกชน
  • ข้อเด่น: เป็นตัวของตัวเอง รับรู้สิ่งต่างๆได้ดี แสดงออกได้ดี มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นคนอบอุ่น คอยช่วยเหลือผู้อื่น ประณีต เห็นอกเห็นใจคนอื่น อ่อนโยน มีไหวพริบ
  • ข้อด้อย: อารมณ์ไม่แน่นอน เก็บตัว หมกมุ่นกับตัวเอง ขี้อิจฉา เรียกร้องความต้องการทางอารมณ์ รู้สึกเจ็บปวดได้ง่าย วางท่ายโส ซึมเศร้า ชอบวิพากษ์วิจารณ์ ชอบตามใจตัวเอง
ลักษณ์ ๕ ผู้สังเกตการณ์ ฤาษี นักคิด นักค้นคว้าสำรวจ
  • ข้อเด่น: มีความเป็นปรนัยไม่ใช้ความรู้สึก จดจ่อแน่วแน่ ฉลาด มีเมตตา เปิดกว้าง เข้าใจได้เร็ว ไว้วางใจได้ สงบ สนใจใฝ่รู้ เข้าใจอะไรได้ลึกซึ้ง
  • ข้อด้อย: ชอบโต้เถียง หยิ่งยโส ตระหนี่ ช่างติ คิดในแง่ลบ ชอบเก็บตัว ดื้อ ตัดสินหรือตำหนิคนอื่น เก็บเรื่องต่างๆไว้ไม่ให้คนอื่นรู้ แปลกแยกจากคนอื่น
ลักษณ์ ๖ นักปุจฉา ผู้จงรักภักดี นักตั้งคำถาม คนช่างสงสัย
  • ข้อเด่น: ซื่อตรง ระมัดระวัง สนใจใฝ่รู้ เอาใจใส่ผู้อื่น เห็นอกเห็นใจคนอื่น มีไหวพริบ เป็นนักปฏิบัติ มีความรับผิดชอบ ชอบช่วยเหลือสนับสนุน ซื่อสัตย์ เชื่อถือได้
  • ข้อด้อย: วิตกจริต ชอบควบคุมคนอื่น เอาแน่ไม่ได้ หวาดระแวง ชอบต่อต้าน ไม่ยืดหยุ่น โกรธง่ายอารมณ์ร้าย ช่างสงสัย ชอบเยาะเย้ยเหน็บแนมเสียดสี ระแวดระวังจนเกินไป โหดร้าย
ลักษณ์ ๗ ผู้เสพย์สุข ผู้รู้รอบด้าน ผู้มีวิสัยทัศน์ ผู้ชื่นชมสิ่งดีๆในชีวิต
  • ข้อเด่น: กระตือรือร้น มีพลัง มีชีวิตชีวา รักสนุก แสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ มีจินตนาการ มีเสน่ห์ สนใจใฝ่รู้ ร่าเริง โอบอ้อมอารี
  • ข้อด้อย: เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หุนหันพลันแล่น ชอบต่อต้าน เพ้อเจ้อ ร้อนใจอยู่นิ่งไม่ได้ ถือความคิดเห็นตนเองเป็นใหญ่ ปกป้องตนเอง วอกแวก เชื่อถือไม่ได้ ทำสิ่งที่เป็นผลเสียต่อตัวเอง
ลักษณ์ ๘ เจ้านาย ผู้นำ ผู้ท้าทาย ผู้ปกป้อง
  • ข้อเด่น: มั่นใจในตนเอง มีพลัง พูดความจริง ตัดสินใจเฉียบขาด ตรงไปตรงมา ซื่อตรง ปกป้องคนอื่น ใจกว้าง ให้กำลังใจ กล้าหาญ
  • ข้อด้อย: ขาดความละเอียดอ่อน ชอบครอบงำคนอื่น เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ก้าวร้าวจนเกินไป เรียกร้องความต้องการ หยิ่งยโส ชอบต่อสู้ถกเถียง หวงแหนครอบครอง ไม่ประนีประนอม ชอบจับผิด
ลักษณ์ ๙ นักไกล่เกลี่ย ผู้ประสานไมตรี ตัวเชื่อม กาวใจ
  • ข้อเด่น: ยอมรับคนอื่น อดทน ฉลาด เข้าอกเข้าใจคนอื่น มีความกรุณา อ่อนโยน ชอบช่วยเหลือ ไม่ตัดสินคนอื่น เปิดกว้าง
  • ข้อด้อย: ก้าวร้าวแบบดื้อเงียบ ดื้อดึง เฉยเมย นิ่งเฉย ไม่มั่นใจในตนเอง ปกป้องตนเอง ใจลอย ขี้ลืม หมกมุ่นย้ำคิด ยอมตามคนอื่นมากไป
เอ็นเนียแกรมยังมีอะไรลึกซึ้งอีกมาก สนใจหาอ่านจากหนังสือในท้องตลาด โดยเฉพาะของสำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง ข้อความบางส่วนในเว็บนำมาจากหนังสือ "ต่างเธอ ต่างฉัน: เอ็นเนียแกรมสานสัมพันธ์" แปลโดยคุณวาจาสิทธิ์ ลอเสรีวานิช ความรู้ออนไลน์ภาษาไทยพอหาได้บ้าง (ปรึกษาคุณ Google) ภาษาอังกฤษศึกษาได้ที่ The Enneagram Institute แต่ที่สรุปได้ภาพกว้างและกระชับดีต้องที่ วิกิพีเดีย หนังสือภาษาอังกฤษที่ดีที่สุดคือ The Wisdom of the Enneagram ของ Don Richard Riso และ Russ Hudson
เอ็นเนียแกรมมีประโยชน์ช่วยให้เข้าใจตนเองและผู้อื่นได้ โดยเฉพาะเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และเป็นแนวทางในการพัฒนาตนเองด้านจิตใจ ผู้จัดทำได้ทำแบบทดสอบอย่างง่ายเพื่อตรวจหาลักษณ์ของตนเอง มีหลายแบบทั้งแบบง่ายมีคำถามน้อยใช้เวลาน้อย และแบบที่ต้องตอบคำถามมาก แบบทดสอบอาจจะไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจนนัก แต่ก็พอทำให้ทราบได้ว่าเรามีลักษณะอยู่ในลักษณ์ใดบ้าง ไม่จำเป็นที่บุคคลจะมีลักษณ์เด่นเพียงลักษณ์เดียว แบบทดสอบภาษาอังกฤษจะจำแนกได้ดีกว่า ฉบับฟรีเชิญที่ SimilarMinds.com มีแบบ Variant Test (25 ข้อ)Short Test (50 ข้อ)Word Test (70 ข้อ)Advanced Test (131 ข้อ)
แนวทางการเลือกคู่ครองของคนลักษณ์ต่าง ๆ ศึกษาแนวทางได้จากสถิติคู่รักของประชาชนอเมริกันดังรูปด้านล่าง ส่วนความสัมพันธ์และการปรับตัวระหว่างบุคคลมีเนื้อหารายละเอียดค่อนข้างมาก โปรดศึกษาจากหนังสือ "ต่างเธอ ต่างฉัน: เอ็นเนียแกรมสานสัมพันธ์"
เขียนโดย กาลจักร


ที่มา http://www.astrosimple.com/enneagram/

วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ความปลอดภัยของผักไร้ดิน(Hydroponics)


ทศวรรษนี้คนไทยเริ่มสนใจในเรื่องการดูแลสุขภาพของตนเองในเชิงป้องกัน “สร้าง นำ ซ่อม” เพิ่มขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการตายผ่อนส่งจากอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษ เช่น ไก่เร่งฮอร์โมน  หมูมีสารเร่งเนื้อแดง  ปลาชุบฟอร์มาลีน  นมปนสารปฏิชีวนะ  และผักผลไม้ปนเปื้อนสารฆ่าแมลง  แต่ด้วยวิถีชีวิตที่ถูกเร่งเร้าสู่สังคมการบริโภคตามแนวตะวันตก ทำให้การบริโภคต้องพึ่งพาผลิตภัณฑ์อาหารในเชิงพาณิชย์  จากร้านขายของชำใกล้บ้านสู่ซุปเปอร์มาเก็ต  จากร้านข้าวแกงริมฟุตปาธสู่ภัตตาคารหรู  ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคตามระดับกำลังการซื้อและการบริการ นี่หรือคือดัชนีชี้วัดความปลอดภัยของผู้บริโภค  เช่นนั้นหรือ


ผักไฮโดรโปนิกส์มาแรง
                การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์หรือเทคนิคการปลูกพืชโดยไม่ใช่ดิน ถูกนำเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลาพอสมควรทว่า การตอบรับของตลาดยังอยู่ในวงแคบ เพราะมีราคาจำหน่ายที่ค่อนข้างแพงแถมไม่มีใครตระหนักถึงความปลอดภัยในการบริโภคพืชผักหรือผลไม้มากนัก
                กระทั่ง 2-3 ปี ที่ผ่านมาเมื่อกระแสโลกเริ่มมีการตอบรับในเรื่องสุขภาพมากขึ้น ได้ส่งผลให้ธุรกิจผักไฮโดรโปนิกส์เจริญเติบโตตามไปด้วย โดยเฉพาะตลาดในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย  นิวซีแลนด์ อเมริกา อังกฤษ เยอรมันนี ยอดสั่งซื้อในแต่ละปีสูงมาก ถึงขนาดมีต่างชาติเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก
                สำหรับประเทศไทยผักไฮโดรโปนิกส์ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มคนรักสุขภาพหรือผู้สนใจปลูกผักเป็นงานอดิเรก เพราะแค่การปลูกทดลองเล่น ๆ บริโภคภายในครอบครัว จำนวน  1  โต๊ะ ก็ต้องใช้จ่ายเงินลงทุน ประมาณ 2,000-3,000 บาท  แต่ปรากฎการณ์ที่น่าสนใจคือ ขณะนี้โรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์  ได้ตัดสินใจทดลองปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ปรุงอาหารให้กับผู้ป่วย  เกิดขึ้นภายใต้แนวความคิดที่ว่า อาหารถือเป็นปัจจัยสำคัญในการบำบัดรักษา  ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีและมีผู้อุดหนุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ปุ๋ยน้ำในระบบไฮโดรโปนิกส์
                การปลูกพืชในสารละลายธาตุอาหารหรือปุ๋ยน้ำโดยให้รากแช่อยู่ในสารละลายโดยตรงหรือบนวัสดุอื่นที่ไม่ใช่ดินและรดด้วยน้ำปุ๋ย พืชผักจำเป็นต้องได้รับธาตุอาหารอย่างครบถ้วน ถ้าได้รับในปริมาณที่ไม่เหมาะสมพืชจะแสดงอาการขาดธาตุอาหาร
ตารางข้อมูลธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและสูตรธาตุอาหารพืช


สูตรปุ๋ยน้ำที่นำมาใช้ ผักจะได้รับธาตุอาหารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีผลทำให้พืชผักเติบโตเร็วกว่าการปลูกในดิน 1 เท่าตัว  ซึ่งจะช่วยตัดวงจรการเกิดของแมลงศัตรูพืชไปพร้อมกัน  ประเด็นนี้ต้องยอมรับว่าปลอดสารกำจัดศัตรูพืช  แต่ก็อดที่จะหวั่น ๆ ไม่ได้ เมื่อจินตนาการถึงการทดลองในห้องวิทยาศาสตร์ที่มีผักเป็นอุปกรณ์และเรากำลังปรุงสารเคมีลงไปตามความชอบเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเรา ขาว ๆ อวบ ๆ สดน่ารับประทาน

ปลอดภัยจริงหรือ ?
                ถึงตรงนี้  เชื่ออย่างยิ่งว่า คำถามสำคัญซึ่งเป็นบทสรุปของเรื่องทั้งหมดก็คือ มีหลักประกันความปลอดภัยของพืชผักในระบบไฮโดรโปนิกส์หรือไม่  เพราะปฏิสัมพันธ์โดยตรงระหว่างสารเคมีกับพืช จะเหมือนกับ ไก่เร่งฮอร์โมน หมูมีสารเร่งเนื้อแดง หรือไม่  แม้สารเคมีที่ให้จะเป็นสารปกติที่พืชสมควรได้รับอยู่แล้ว  ไม่ได้เป็นสารเคมีแปลกปลอมไปกว่าปกติแต่อย่างใด  ความเป็นจริงคือ การที่ผักไฮโดรโปรนิกส์ได้รับสารอาหารสมบูรณ์เกินขนาดเช่นนี้  ทำให้มีการสะสมจนอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้
ตารางข้อมูลผลกระทบต่อร่างการจากสารอาหารในปริมาณสูง


สารที่ควรจะต้องให้ความสำคัญคือ เกลือไนเตรทและเกลือไนไตรท์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของปุ๋ยอนินทรีย์ โปรตัสเซียมไนเตรท และแคลเซียมไนเตรท  ในพืชผักต่าง ๆ ยิ่งมีการใช้ปุ๋ยพวกไนเตรทเพิ่มขึ้น ก็จะมีผลทำให้มีสารไนเตรทและไนไตรท์เพิ่มมากขึ้น  พืชที่พบว่ามีสารเหล่านี้มากจะเป็นพวกกินใบและกินหัว  โดยเฉพาะระยะที่พืชผักถูกเก็บไว้เพื่อรอการบริโภค          สารไนเตรทจะเปลี่ยนเป็นสารไนไตรท์ โดยแบคทีเรีย  ซึ่งผักบางชนิดอาจมีไนไตรท์สูงถึง 3.6 กรัมต่อผักแห้ง 1 กิโลกรัม
                ความเป็นพิษของไนเตรทและไนไตรท์ในเด็ก  เนื่องจากเม็ดเลือดแดงของเด็กไม่มีเอ็นไซม์ ชื่อ เอ็นเอดีเอช เมธฮีโมโกลบินรีดักเตส (NADH-methemoglobin reductase) เปลี่ยนเมธฮีโมโกบิน  ซึ่งถูกออกซิไดซ์ด้วยไนไตรท์ได้ดีและง่ายกว่า  ฉะนั้นการสะสมของเมธฮีโมโกบินจึงทำให้เด็กมีอาการขาดออกซิเจน ปวดศีรษะ  หายใจหอบ หัวใจเต้นแรง และเร็วกว่าปกติ


ความเป็นพิษของสารไนโตรซามีน  สารนี้เกิดจากเกลือไนไตรท์รวมตัวกับสารอามีน (amines) ซึ่งจะทำปฏิกิริยาได้ดีในสภาพความเป็นกรดสูงในกระเพาะอาหาร สารพิษไนโตซามีนสามารถถูกดูดซึมไปทั่วร่างกาย  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า เกลือไนเตรทเป็นสารตั้งต้นของสารก่อมะเร็ง   สารไนโตซามีนมี  4 ชนิดที่ได้รับการพิสูจน์ว่า เป็นสารก่อมะเร็งคือ ไดเมธิลไนโตซามีน (dimethylnitrosamine)  ทำให้เกิดมะเร็งตับ  ไดเอธิลไนโตรซามีน (diethylnitrosamine)  ทำให้เกิดมะเร็งในหลอดอาหาร  เมธิลและตับ  เบนซิลไนโตรซามีน (methylbenzylnitrosamine) และเมธิลเฟนิลไนโตรซามีน (methyphenylnitrosamine) ทำให้เกิดมะเร็งหลอดอาหาร ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นสมมติฐาน ของการรับประกันถึงความปลอดภัยของผักไฮโดรโปนิกส์ เท่าที่ตรวจสอบได้

เหรียญสองด้านของการบริโภค
            นักบริโภคนิยมที่ชอบเสาะแสวงหาแหล่งกิน  ตรงไหนมีเปิบพิศดาร เป็นว่าต้องบากบั่นไปชิมให้ได้  สิ่งหนึ่งคือการตอบสนองต่อปุ่มรับรส แต่มุมมืดอีกด้านหนึ่งเป็นสิ่งที่เราก็รู้ ๆ กัน  อยู่เพียงว่าทำอย่างไรเราจึงจะเป็นนักบริโภคที่ฉลาดกิน ฉลาดเลือก  มีข้อมูลที่ค่อยสะกิดสะเกาใจ ไม่หลงไปตามกระแสเท่านั้นเอง  ตัวอย่างกระแสของพืช GMOs ขณะนี้มีการอนุญาตนำถั่วเหลือง GMOs เข้าประเทศได้ แต่ห้ามเพาะปลูก  คนรักสุขภาพและคนทำงานด้านสุขภาพทำได้เพียงรณรงค์ให้ติดฉลากผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เท่านั้น  ซึ่งอาจเป็นเส้นทางของผักไฮโดรโปนิกส์ด้วย  แล้วทำไม่เราไม่หันไปกินพืชผักพื้นบ้านที่ให้คุณค่าทางเภสัชบำบัดและโภชนาการสูงกว่าเล่า ?

เอกสารอ้างอิง
กระบวน  วัฒนปรีชานนท์. คู่มือการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์.  ภาควิชาพฤกษศาสตร์  คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  แสงเทียนการพิมพ์  กรุงเทพมหานคร.2534.
จักรพันธุ์  ปัญจสวรรณ.  พิษภัยในอาหาร.  โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์   กรุงเทพมหานคร .2542.
ไมตรี   สุทธจิตต์.  สารพิษรอบตัวเรา.  ภาควิชาชีวเคมี  คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ .2541.
วรนันท์   ศุภพิพัฒน์.  อาหาร โภชนาการ  และสารเป็นพิษ.  หน่วยโภชนศาสตร์เชิงทดลอง  คณะแพทย์ศาสตร์ รามาธิบดี  มหาวิทยาลัยมหิดล  กรุงเทพมหานคร  .2538.

วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557

6 ยากินประจำ ที่ทำให้เราอาจต้องเดิมพันชีวิต


ขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช

"กินยามาก บางทีก็ไม่ดีนะ..."
"กินยาประเภทนี้ไปนานๆ อันตรายนะ..."

หลายคนอาจเคยได้ยิน หรือแม้แต่เป็นผู้พูดประโยคนี้เตือนใครต่อใครเองมาแล้ว แต่ยาอะไรที่อันตราย?
แล้วมันจริงเท็จแค่ไหน?? วันนี้เราลองมาเช็คตนเองดูดีมั้ยว่ายาที่ใช้ในชีวิตประจำวันอะไรบ้าง
ที่เราอาจต้องเดิมพันชีวิตกันเลยทีเดียว!!

ยาลดไขมัน
ยาชนิดนี้ทำให้ ปวดตัว ปวดตามกล้ามเนื้อ ยิ่งใช้นานยิ่งทำให้สุขภาพแย่และเกิดอาการแก่ลงเร็ว
ความจำก็เปลี่ยนไปเป็นผลจากยาลดไขมัน ท่านที่ใช้นานๆ ตับก็จะเสื่อม ขอให้คอยเจาะเลือดตรวจตับไว้ด้วยนะ

ยาละลายลิ่มเลือด
ยานี้หลายท่านกินแล้วสบายใจว่าไม่เกิดลิ่มเลือดอุด แต่สิ่งที่ต้องรู้ให้สุดคือมันทำให้ ตกเลือดในท้องได้จนตายอันตรายจากยาละลายลิ่มเลือดกินตลอดชีวิตยังคงเป็นที่ถกเถียงกันมาก

ยาแก้ปวด
อาการปวดไม่ได้ตอบโจทย์ด้วย ยาแก้ปวด เสมอไป
การได้ยาแก้ปวดกินตลอดชีวิตมีสิทธิ์ทำให้ท่านได้กิจกรรม ล้างไต ในปัจฉิมวัยแถมได้

ยาแก้แพ้
ยากลุ่มนี้ไม่สามารถรักษาภูมิแพ้ เพราะภูมิแพ้ รักษาไม่ได้ ดังนั้น ท่านก็ตอบได้ว่ายาภูมิแพ้ที่กินนั้น
เพื่อบรรเทาอาการ แต่ประเด็นอยู่ที่ถ้าไม่ได้รักษาได้แล้วทำไมถึงต้องกินนาน
อันตรายสำคัญที่ยิ่งกว่าอะไรคือรักษาภูมิแพ้แบบผิดวิธีนี่ละ

ยาแก้มึนศีรษะ
ท่านที่มีอาการมึนศีรษะบ้านหมุนอยู่เป็นประจำ อย่าเพิ่งปักใจว่าเป็น น้ำในหูไม่เท่ากัน
ปัญหาของการแก้มึนศีรษะคือยังหา ต้นเหตุ ไม่เจอแต่ให้ยาแก้มึน ไปก่อน ไม่ว่าจะยาแก้วิงเวียน
ยาเพิ่มเลือดไหลเวียนในสมอง ให้ซ้ำๆ กันจ่ายซ้อนกันเข้าไป ยิ่งกินก็ยิ่งมึนหนักไม่หายเสียที

ยาฆ่าเชื้อ
การได้รับยาฆ่าเชื้ออยู่ทุกครั้งที่เจ็บป่วย ช่วยให้คุณหมอสบายใจขึ้น
แต่ผลของยาฆ่าเชื้อมีมากกว่าฆ่าเชื้อ เช่น ท้องเสีย เชื้อดื้อยา
และขั้นกว่าคืออาการแพ้รุนแรงได้ คนไข้ที่ได้ยาฆ่าเชื้อในปัจจุบันถ้าเทียบกันเมื่อ 100 ปีก่อน
ยาฆ่าเชื้อสมัยนี้เหมือนระเบิดนิวเคลียร์เทียบกับประทัดเลย


เมื่อคนพึ่งหมอ พึ่งยามากขึ้นความเบ่งบานทางเศรษฐกิจพิชิตโรคก็เกิดขึ้น
จากกลยุทธ์โฆษณาชวนเชื่อที่เหนือเมฆในด้านการแพทย์
การเสนอตรวจสุขภาพฟรีให้องค์กรต่างๆ การทายอินเข้าไปในรายการทีวี
การรักษาให้กับนักกีฬาสมาคมต่างๆ ฟรี ขอแค่มีโลโก้ใหญ่ใส่ไว้ในจอให้คนดูติดตา
โฆษณาที่จ้างครีเอทีฟใหญ่ซื้อแอร์ไทม์จากช่องแพงๆ นั้นมีตัววัดอยู่ที่ ยอดขาย ที่จะพุ่งขึ้นคุ้มหรือไม่
ความแรงของโฆษณาที่กระทบต่อตาและสมองของผู้ชมจนดึงคนเข้าไปใช้บริการได้นี่เรียกว่า
อิมแพ็ค (ไม่ใช่เมืองทองธานี) แต่ในที่นี้คือผลกระทบในวงกว้างของการใช้สื่อ
คนที่ไม่เข้าใจและหวั่นไหวง่ายก็จะถูกดึงเข้าไปง่าย
ตามโฆษณาว่า เจ็บหน้าอกใจสั่นหน่อยต้องไปศูนย์หัวใจที่โรงพยาบาลนี้
มีแผลเบาหวานที่เท้าก็ต้องเข้าไปศูนย์แผลเบาหวานเอกชนก่อน
ทั้งที่ปัญหาการถูกตัดขากับไม่ตัดขาก็ไม่ต่างกับโรงพยาบาลทั่วไปในปัจจุบัน
นั่นก็คือ อิทธิฤทธิ์ของโฆษณาที่เปลี่ยนชีวิตของเราได้

ฉะนั้นบำบัดร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ด้วยการออกกำลังกาย
และซ่อมแซมร่างกายด้วยการเลือกอาหารที่มีคุณค่า ย่อมดีกว่า เอะอะกินยาๆ นะฮ้าฟฟฟ

ที่มา http://health.spokedark.tv/2013/12/04/hard-drug/#.UsjHpvTAA6w

วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557

ไขข้อข้องใจ เมื่อไหร่ถึงควรเปลี่ยนยาง

เปลี่ยนยางรถยนต์
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอมคอม
          
          อย่างที่รู้ ๆ กันว่ายางรถยนต์เป็นส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ และอาจจะเคยได้ยิน ๆ บ่อย ๆ ว่าควรเปลี่ยนยางรถยนต์จากที่คำแนะนำเบื้องต้นที่มักได้ยินกันว่าทุก ๆ 2 ปี ไม่ก็ที่ระยะทาง 20,000 - 50,000 กิโลเมตร ถูกต้องแล้วครับมันเป็นคำแนะนำเบื้องต้นแต่ขอบอกเลยว่ามันสิ้นเปลืองเกินความจำเป็นครับ

          เพราะการที่เราใช้ อายุยาง หรือ ระยะทาง มาบอกว่ายางนั้นเสื่อมสภาพนั้นไม่สามารถชี้วัดได้หรอกครับว่ายางรถยนต์เราเสื่อมสภาพจริงไหม ด้วยเหตุจากหลายปัจจัย ทั้งน้ำหนักรถ พื้นถนนที่ใช้วิ่ง สภาพอากาศ ความดันลมยาง ความเร็วในการขับขี่ ฯลฯ ด้วยเหตุนี้กระปุกคาร์ขอนำความรู้วิธีตรวจยางจากหมดสภาพตามความเป็นจริงมาบอกต่อครับ

เปลี่ยนยางรถยนต์

          สภาพดอกยาง

          เราสามารถใช้งานได้จนกระทั่งดอกยางสึกหรอเหลือต่ำสุด 1.6 มิลลิเมตร สามารถสังเกตง่าย ๆ ได้จาก จุดสามเหลี่ยมเล็ก ๆ 6 จุดบนไหล่ยางแต่ละด้านเมื่อเจอสัญลักษณ์นี้แล้ว ให้มองตรงขึ้นไป ที่หน้ายาง และมองลึกลงไปที่ร่องดอกยาง ก็จะพบสันนูนที่ร่องยาง ซึ่งเรียกว่า สะพานยางและเมื่อไหร่ที่ดอกยางสึก ไปถึงสะพานยาง นั่นแสดงว่ายางหมดอายุการใช้งาน

          ลักษณะยาง

          ถึงแม้ยางไม่หมดอายุแต่เกิดการบวมล่อนขึ้น บริเวณส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น ที่หน้ายาง หรือ ไหล่ยาง ก็ควรเปลี่ยนใหม่ทันทีเช่นกัน เพราะหากยังใช้ต่อไป ยางอาจแตกระเบิดได้

          บาดแผลบนยาง

          ถ้าเกิดบาดแผลขึ้น โดยแผลนั้นมีความลึกไปถึงโครงสร้างยางภายใน และมีความกว้างของบาดแผลมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผลบริเวณแก้มยาง ห้ามทำการปะซ่อมและนำมาใช้งานเด็ดขาด ควรเปลี่ยนยางใหม่โดยด่วนทันที 

          สภาพเนื้อยาง

          เนื้อแข็ง และกระด้างไม่มีความยืดหยุ่น ทดสอบง่าย ๆ โดยใช้เล็บจิกลงบนเนื้อของหน้ายางเก่า ถ้าใกล้หมดสภาพแล้วมักแทบจิกไม่ลงเลยครับ

เปลี่ยนยางรถยนต์

          เมื่อรู้แบบนี้แล้วก็รับรองได้เลยครับว่าคุณอาจจะประหยัดค่าเปลี่ยนยางเพิ่มได้อีกเยอะ อ๊ะแต่ก็ไม่แน่นะครับลองไปสำรวจยางรถยนต์ของคุณดูนะว่าอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานหรือปล่าว เพราะบางทีอาจพึ่งเปลี่ยนมาไม่ถึงปีก็อาจจะมีอาการเหล่านี้ได้ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณ คนรอบข้าง และผู้ที่ใช้ถนนร่วมกับคุณ อย่าให้เป็นดังคำที่กว่าไว้ว่า "เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย" เลยนะครับ



ที่มา http://car.kapook.com/view59048.html