วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ระบบคลาวด์สาธารณะ ส่วนตัว และผสมผสาน
บริการเหล่านี้อาจอยู่ในรูปแบบของระบบคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud), ระบบคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) หรือระบบคลาวด์แบบผสมผสาน (Hybrid Cloud) ทั้งนี้ ในระบบคลาวด์สาธารณะ ลูกค้าหลายรายใช้ทรัพยากรด้านการประมวลผลร่วมกันโดยผ่านทางผู้ให้บริการ ลูกค้าจะสามารถเข้าถึงทรัพยากรดังกล่าวได้อย่างรวดเร็วและเสียค่าใช้จ่าย สำหรับทรัพยากรที่ใช้งานจริงเท่านั้น โดยลงรายการบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน รูปแบบนี้รองรับการปรับขนาดได้อย่างยืดหยุ่น ดังนั้นจึงสามารถเพิ่มเติมทรัพยากรได้ทันทีเมื่อต้องการใช้ และจากนั้นก็ปรับลดลงเมื่อไม่จำเป็นต้องใช้อีกต่อไป แม้ว่าระบบคลาวด์สาธารณะจะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็มีประเด็นปัญหาเรื่องความปลอดภัย ความสอดคล้องตามกฎระเบียบ และคุณภาพของบริการ เนื่องจากข้อมูลถูกโฮสต์โดยองค์กรอื่น ดังนั้นจึงเท่ากับว่าลูกค้าไว้วางใจให้ผู้ให้บริการทำหน้าที่เก็บรักษา ข้อมูลให้ปลอดภัย ปราศจากการสูญหายหรือการเข้าถึงอย่างไม่เหมาะสม ทั้งยังต้องเป็นไปตามกฎระเบียบเรื่องการจัดเก็บและการค้นหาข้อมูล และรองรับบริการที่ต่อเนื่องและรวดเร็วผ่านทางเครือข่าย
ในระบบคลาวด์ส่วนตัว ทรัพยากรการประมวลผลถูกใช้งานโดยองค์กรเดียวเท่านั้น และอยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรนั้นโดยตรง โดยทั่วไปแล้ว ระบบคลาวด์ส่วนตัวถูกติดตั้งไว้ภายในดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กร และได้รับการบริหารจัดการโดยบุคลากรภายในองค์กร แต่ในบางกรณีอาจได้รับการจัดการโดยผู้ให้บริการ ซึ่งกรณีดังกล่าวจะเรียกว่าระบบคลาวส่วนตัวแบบเวอร์ช่วล (Virtual Private Cloud) ประโยชน์ที่สำคัญของรูปแบบนี้ก็คือ องค์กรยังคงสามารถควบคุมความปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และคุณภาพของบริการ
ระบบคลาวด์แบบผสมผสานประกอบด้วยระบบคลาวด์สาธารณะและระบบคลาวด์ส่วน ตัวสำหรับแอพพลิเคชั่นเดียว โดยจำเป็นที่จะต้องมีการทำงานร่วมกันระหว่างระบบคลาวด์ต่างๆ รวมถึงความสามารถในการจัดการระบบคลาวด์ทั้งสองแบบอย่างกลมกลืน ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถรองรับเวิร์กโหลดได้อย่างมีเสถียรภาพในระบบคลาวด์ ส่วนตัว และในกรณีที่เวิร์กโหลดเพิ่มขึ้นสูงสุด ก็สามารถขยายไปสู่ระบบคลาวด์สาธารณะ แล้วจากนั้นก็ส่งคืนทรัพยากรสาธารณะเมื่อไม่ต้องการใช้งานอีกต่อไป
การพัฒนาไปสู่คลาวด์
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่คุณควรจะระลึกไว้เมื่อเปลี่ยนย้ายไปใช้รูปแบบ คลาวด์ รวมถึงคุณลักษณะของระบบคลาวด์นั้นๆ และประเด็นเรื่องโครงสร้างองค์กรและวัฒนธรรม ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการปรับใช้สถาปัตยกรรมใหม่ๆ ในอนาคต
กรอบ โครงสร้างสถาปัตยกรรมขององค์กร (Enterprise Architecture Framework) มีประโยชน์อย่างมากสำหรับการประเมินและออกแบบโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่จะ รองรับเป้าหมายทางธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต กรอบโครงสร้างดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ออกแบบระบบสามารถกำหนดวิสัยทัศน์ในเรื่อง สถาปัตยกรรม วิเคราะห์ระบบและการออกแบบสถาปัตยกรรมด้านเทคนิค และกำหนดแผนงานโดยรวมซึ่งครอบคลุมเรื่องการวางแผน การบริหารองค์กร และการจัดการความเปลี่ยนแปลง
ที่มา http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000024304
สร้างความแปลกใหม่ด้วย Color QR Code กับบทบาทในการดำเนินธุรกิจ
หลายๆครั้งที่มนุษย์คิดรูปแบบของระบบการจัดการเข้ามาเพื่อช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพในการจัดการสินค้า จัดการสต็อกด้วยแถบบาร์โค้ด ที่เป็นรหัสติดบนตัวสินค้า นั่นก็เพื่อเป็นการระบุข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ตั้งแต่การผลิต ข้อมูลของสินค้า และราคา
บาร์โค้ดถูกพัฒนารูปแบบมาเป็นบาร์โค้ดแบบสองมิติภายใต้ชื่อ Quick-Response Code (QR Code) พัฒนาโดยบริษัท Denso Wave ลักษณะเป็นแถบรหัสสองมิติที่มีหน้าตาคล้ายภาพสามมิติที่เราเคยเล่นกันตอน เด็กๆ สามารถเก็บข้อมูลได้หลากหลายและมากกว่าบาร์โค้ดแบบปกติที่เป็นแท่งยาวๆ
ใน การดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการขายสินค้านั้น การที่ข้อมูลสินค้ามีจำนวนมาก ไม่สามารถที่จะใส่ระบุไว้บนกล่องบรรจุภัณฑ์ได้ หรือในใบปลิวโฆษณา หน้าโฆษณา ไม่มีเนื้อที่พอที่จะบรรจุข้อมูลทั้งหมดลงไปได้ ก็จะเป็นหน้าที่ของ QR Code ที่เป็นบาร์โค้ดที่บรรจุข้อมูลดิจิตอลพวกนี้ไว้ โดยมีการเก็บข้อมูลที่อยู่ของเว็บไซต์ ข้อความโฆษณา หรือหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ ซึ่งผู้ใช้จะสามารถจัดเก็บตัวอักษรและข้อมูลต่างๆ
การใช้งาน QR Code ที่เห็นกันในวงการไอทีบ่อยครั้งก็คือนามบัตร ข้อมูลที่จำเป็นจะถูกพิมพ์บนกระดาษ เช่น ชื่อ ชื่อบริษัท เบอร์โทรศัพท์ ส่วนข้อมูลอื่นๆ ผู้รับนามบัตรจะสามารถใช้กล้องบนโทรศัพท์มือถือ ถ่ายภาพ QR Code ด้วยโปรแกรมอ่าน QR Code เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม เช่น เว็บไซต์ หรือชื่อที่ใช้ในเครือข่ายสังคม
ที่ผ่านมา คนไทยคุ้นตากับ QR Code ที่เป็นแบบขาวดำ คล้ายๆบาร์คโค้ดแบบแท่งซึ่งมีความเข้ม ความหนาของเส้นต่างกัน ที่ใกล้ตัวที่สุดก็เห็นจะเป็นการแสดงบาร์โค้ด QR Code บน BlackBerry ผ่านโปรแกรม BlackBerry Messenger แค่เอากล้องของ BlackBerry ด้วยกัน ส่องสักระยะให้เซ็นเซอร์อ่านค่า QR Code ก็จะสามารถเพิ่มรายชื่อที่มาพร้อมข้อมูลส่วนตัว
ตอนนี้หลายๆคนคงจะเริ่มเห็นสินค้าหลายๆชิ้นมีรหัสบาร์โค้ด QR Code ให้สแกนกันแล้ว หลายๆคนใกล้ตัวก็ถามว่า มีลิงค์ URL ให้ดาวน์โหลดข้อมูลเพิ่มเติมใช่หรือไม่ นั่นคือความเข้าใจที่หลายๆคนมองในมุมของการเก็บข้อมูลและแจ้งข่าวสาร จากนั้นให้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์อีกครั้ง
หาก มองการใช้งานในเชิงธุรกิจแล้ว QR Code นำมาใช้ในการจองตั๋วชมภาพยตร์ ตั๋วรถไฟ เครื่องบินได้ดี เพราะหากเราสแกนบาร์โค้ด QR Code บนบัตรสมาชิกแล้วหักเงินจากบัตร ก็สามารถเก็บข้อมูลได้เลยว่าแต่ละคนมีลักษณะและพฤติกรรมในการชมภาพยนตร์แนว ไหน มากี่คน ความถี่ในการชม สาขาที่ชม สถานที่ท่องเที่ยว ความถี่ วันหยุดหรือวันธรรมดา ทำให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านการตลาดมากมายและทำ CSR ได้อีกด้วย
Color QR Code
แปลกใจไหมว่าทำไมบาร์โค้ดจึงเป็นขาวดำ ตั้งแต่บาร์โค้ดแบบธรรมดาที่ติดอยู่บนสินค้าทั่วไป จนมาถึง QR Code เครื่องพิมพ์บาร์โค้ดยังคงเป็นสีขาวดำ ก็เพราะการสแกนอ่านค่าโค้ดบนความแตกต่างของสีขาวและสีดำนั้นมีมากนั่นเอง
จริงๆ แล้ว QR Code แบบสีก็มี แต่ค่าความแตกต่างของสีนั้นจะต้องแตกต่างกันจนเครื่องอ่านหรือซอฟต์แวร์ สามารถจำแนก แยกความแตกต่างของสีออกจากกันได้ เพราะอย่าลืมว่าเครื่องพิมพ์บาร์โค้ดเอง หากใช้คนละยี่ห้อ การผสมสีก็ต่างกัน เช่นเดียวกับเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ททั่วไป
แม้ว่าบางคนจะเบื่อกับบาร์โค้ดสีขาวและดำ แต่การสร้างบาร์โค้ดสีนั้น จำเป็นต้องมีค่าความแตกต่างของสีที่ต่างกันเยอะหน่อย ทั้ง foreground และ background เช่น พื้นหลังสีม่วงกับแถบบาร์โค้ดสีดำ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ทำให้กฏข้อแรกของการใส่สีให้ QR Code จึงเป็นการเน้นพิจารณาเรื่องสีให้มาก
เรื่อง น่าสนใจมากจากการออกแบบ QR Code คือ Louis Vuitton แบรนด์ดังระดับโลก ได้ลงมือผลิตรูปแบบของ QR Code เก๋ไก๋ขึ้นมา ผลิตโดย SET และออกแบบโดย Takashi Murakami ปรับโฉมจากแถบบาร์ขาวดำมาตรฐานปกติ ในขณะที่มีรูปแบบการออกแบบที่แตกต่างกันออกไป
การออกแบบ QR Code แบบสีนั้นจะมีข้อแตกต่างตรงที่สีเข้ม สีอ่อน ความคมชัดในการสแกนเพื่อแปลงค่า โดยความแปลกใหม่ของ QR Code แบบสีก็คือการจุข้อมูลได้มากกว่า การผลิตและออกแบบนั้น สามารถที่จะใส่สีหรือเพิ่มรูปภาพลงไปใน QR-Code โดยจะมีตัวที่ควบคุมค่าการอ่านเพื่อลดการผิดเพี้ยน แต่บางคนก็บอกว่าผิดพลาดง่ายขึ้นและไม่เป็นมาตรฐาน
หากสนใจ ตอนนี้มีหลายมาตรฐานอย่าง Kaywa API ในการสร้างโค้ดสี และสร้างความแตกต่างในการทำโค้ดได้จากหน้าเว็บ และยังมีแอปพลิเคชันของญี่ปุ่นในการสร้าง on-line QR-Code ที่ประกอบไปด้วยข้อความ สี และข้อมูลอื่นๆ ภายใต้ชื่อ Moji-Q ใครไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นก็ลองใช้ Google Japanese-English translator แปลดูก็ได้
ทางฝั่งไมโครซอฟท์นั้นได้มีการพัฒนา 2D-Code ที่มีขนาดเล็ก มีรูปทรงและสีที่แตกต่างออกไปเช่นกัน เรียกว่าจะเอามาตรฐานของแต่ละคนวัดกันเลยทีเดียว
ปัญหา ตอนนี้ก็คือความละเอียดของกล้องมือถือยังไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างของสี และความเข้มของสีได้มากขนาดนั้น การอ่านด้วยกล้องมือถือจึงมีข้อกำกัดมากกว่าเครื่องยิงบาร์โค้ดทั่วไป
นอกจากนี้ยังมีบริการจาก Color Code ภายใต้ชื่อ Color Construct Code (Color C Code) สำหรับการใช้งานร่วมกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ในการทำการตลาดและโฆษณาผ่านมือถือ
Color C Code นั้นประกอบด้วยข้อมูลจำนวนมากที่สามารถรันได้โดยไม่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต เพื่อถอดรหัสและแสดงผลแบบดิจิตอลเช่น ข้อความ ภาพ เสียง เพลง และวีดีโอ ภาพด้านล่างเป็น Color C Code บนปกซีดีที่ถอดรหัสแบบออฟไลน์เพื่อเล่นคลิปเพลง 40 วินาที
สำหรับตลาด Color QR Code แบบสีนั้นมีข้อกำหนดและข้อจำกัดในเรื่องของการพิมพ์ฉลากบาร์โค้ด โดยการออกแบบให้ QR Code มีหลายสี โดยจะมีส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกันก็คือเครื่องพิมพ์ เครื่องอ่าน ก็คือพิมพ์บนสื่อต่างๆ แล้วทำการสแกนอ่านโดยใช้ซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งบนโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นความแม่นยำและการอ่านความแตกต่างของสีพื้นหลังและจุดบนพื้นหลังเป็น สิ่งสำคัญที่สุด
โดย การสร้างรหัสโค้ด Color QR Code นั้นไม่ใช่ว่านึกอยากจะสร้างสีอะไรก็สร้าง แต่จะต้องสื่อความหมาย เช่น สีประจำโลโก้ สัญลักษณ์ของบริษัท หรือบนการ์ดอวยพรช่วงคริตมาสก็จะเป็นสีแดงกับเขียว
ดังนั้นความเข้มของสีในการพิมพ์ Color QR Code จึงมีความแตกต่างจากขาวดำตรงที่พรินเตอร์ที่ใช้ กระดาษที่ใช้ ก็มีผลกับสีด้วยเช่นกัน ดังนั้นการพิมพ์แบบสีอาจจำเป็นต้องเข้มงวดในเรื่องของการพิมพ์เพราะมีผลกับ ความผิดพลาดในการสแกนและอ่านโค้ด
เรียก ได้ว่า CQ Code และ Color C Code ต่างก็เป็นรหัสโค้ดแบบใหม่ที่ตอบสนองการทำการตลาดและใช้ประโยชน์ในเชิง ธุรกิจ การตลาด การบริการ และโฆษณา ผู้บริโภคปรับตัว ผู้ผลิต นักการตลาด นักโฆษณาควรรู้ไว้เพื่อปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของตลาดครับ
ภาพประกอบและเรียบเรียงเนื้อหาจาก
http://2d-code.co.uk/color-code-technologies/
http://www.japantrends.com/tada-gets-qr-code-only-print-magazine/
http://marco.kaywa.com/work/color-matters.html
http://eurotechnology.japan.blog
http://www.qrcode.es/?p=93&language=en
http://www.denso-wave.com/qrcode/aboutqr-e.html
http://www.madox.net/blog/2009/06/18/a-little-bit-of-qr-code-colour-loving/
http://interlinkone.com/tag/design/
ที่มา http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9530000024807
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ฟางมีค่ากว่าทองคำ
เคล็ดที่(ไม่)ลับบนความสำเร็จของการทำกสิกรรม ธรรมชาติ ในยุคที่ประเทศไทย กำลังอยู่ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ฟางคือชิ้นส่วน ของต้นข้าว ที่ชาวนาเก็บเกี่ยว เอาเมล็ดข้าวเปลือกไปแล้ว ส่วนมากชาวนาเผาทิ้ง การเผาฟางทิ้ง เป็นการสูญเสีย ทรัพยากรในประเทศ โดยเปล่าประโยชน์ เคยมีผู้รู้ และผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่ง กล่าวเปรียบเปรยเอาไว้ว่า
ผู้ใดเผาฟาง ผู้นั้นกำลังเผาธนบัตร ฉบับละ ๑๐๐ บาท ฉบับละ ๕๐๐ บาท จำนวนมาก ของตนเองทิ้ง
ฟัง ท่านพูดดูเหมือนจะสมเหตุสมผลมากที่สุด เพราะฟางมีประโยชน์มากมาย นับอนันต์จริงๆ โดยเฉพาะ เป็นปัจจัยพื้นฐาน ในการบำรุงดิน และสิ่งแวดล้อม ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์
ประโยชน์ของฟาง
๑. เป็นหัวปุ๋ยชั้นดี ฟางอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน ฯลฯ ถ้าหากเรานำฟาง ไปคลุมดิน จะทำให้พืชผัก เจริญเติบโต แข็งแรง ทนต่อศัตรูพืชได้เป็นอย่างดี ท่านที่ไม่ชอบฟาง อาจทำให้ระคายผิวบ้าง จึงหันไปใช้มูลวัว มูลควายแทน ท่านเคยสังเกตไหมครับว่า วัวควายกินอะไรพวกมันกินหญ้า กินฟาง ก็นำไปบำรุงร่างกาย ของมันทั้งหมด ส่วนที่เหลือ ก็ขับถ่ายออกมา ซึ่งเป็นกากเดนของฟาง ประโยชน์ก็มีน้อย จึงมีผู้เปรียบเทียบเอาไว้ว่า มูลวัวมูลควาย ๑๐ ส่วน จึงจะเท่าฟาง ๑ ส่วน หรือเปรียบเทียบ ให้ชัดเจนเข้าไปอีกว่า ฟางเปรียบเหมือนรถมือหนึ่ง หรือรถใหม่ มูลวัวมูลควาย เปรียบเสมือน รถมือสอง ท่านจะเลือกเอาอะไร ฟางเป็นส่วนหนึ่ง ของแม่โพสพ (ข้าว) นอกจากฟางแล้ว ยังมีแกลบ รำ ละอองข้าว (คายข้าว) ทั้งหมดคือผลผลิต ที่ออกมาจากข้าว เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อดิน และมนุษย์เป็นอย่างมาก ถ้าหากชาวไร่ชาวนา หันมาใช้วัตถุดิบเหล่านี้ แทนปุ๋ยเคมีแล้ว จะทำให้ ประเทศไทย ไม่ต้องสั่งซื้อปุ๋ยเคมี จากต่างประเทศ ซึ่งทำให้เราขาดดุลการค้า อย่างมากมายมหาศาล
๒. ฟางช่วยปรับโครงสร้างของดิน ที่เป็นกรดหรือเป็นด่าง ให้เกิดความสมดุล ในตัวของมันเอง ดินที่เป็นกรด (Acid Soils) หมายถึง ดินที่มีค่า PH ต่ำกว่า ๗.๐ ดินที่เป็นด่าง (Alkaline Soils) หมายถึง ดินที่มีค่า PH สูงกว่า ๗.๐ ไม่ว่าดินจะเป็นกรดหรือเป็นด่าง ถ้าหากท่านเอาฟาง ไปคลุมดินไว้ สิ่งเหล่านี้ จะค่อยๆ หายไปเองทันที ช่วยรักษา หน้าดิน ตามธรรมชาติของดิน ถ้าหากไม่มีอะไรปกคลุม หรือกั้นเอาไว้ หน้าของดิน จะเสื่อมสลาย และสูญเสีย ไปกับสายลม น้ำและแสงแดด ซึ่งจะทำให้ดิน เป็นดินด้าน อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าหากเรานำฟาง ไปคลุมดินเอาไว้ จะทำให้เกิด ชั้นหน้าดินอีกทีหนึ่ง ช่วยคลุมหญ้า และวัชพืชต่างๆ เมื่อเรานำฟาง ไปคลุมหญ้า และวัชพืชหนา พอสมควร โดยไม่ให้อากาศ หรือแสงแดด ส่องถึงพื้นดิน จะทำให้หญ้า และวัชพืชเน่า เป็นปุ๋ยหมัก ตามธรรมชาติ อย่างดี หลังจากนั้น เราก็จะสามารถแหวกฟาง ออกปลูกพืชผักต่างๆ ได้โดยไม่ต้องออกแรงมากนัก ฟางรักษาความชื้น ให้แก่ดิน เป็นการสร้างดินให้มีชีวิต
๓. สร้างระบบนิเวศ ถ้าหากเราทำกสิกรรมที่ใช้ฟางเป็นหลัก จะทำให้ประหยัดน้ำมากขึ้น ช่วยให้เกิด วัฏจักรชีวิตของสัตว์ ที่มีประโยชน์ต่อดิน ตามธรรมดาดินที่ว่างเปล่า หรือดินโล้น จะเป็นดินป่วยดินดาน ดังนั้น ถ้าหากเราปลูกพืชลงไป พืชผักก็จะอ่อนแอ ไม่เจริญเติบโต ศัตรูของพืช ก็จะมาทำลาย แต่ดินที่คลุมด้วยฟาง จะเป็นดินที่ร่วนซุยเพราะไส้เดือน จุลินทรีย์และสัตว์ต่างๆ ช่วยกันพรวนดิน ดินที่คลุมด้วยฟาง ก็จะเป็นอาณาจักร ของสัตว์ต่างๆ เพราะระบบนิเวศวิทยาอุดมสมบูรณ์ เช่น คางคก แย้ จิ้งเหลน แมงมุม ฯลฯ การระบาด ของแมลงศัตรูพืช ก็จะค่อยๆ หายไป โดยที่เราไม่ต้องไปใช้ สารขับไล่แมลง ดังนั้น การทำลายชีวิต ของสัตว์ต่างๆ ในไร่นา นอกจากจะผิดศีลธรรม ตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม ที่เราอาศัยอยู่ให้เสื่อมลงไป อย่างน่าเสียดายเป็นที่สุด
ถ้าหากเรานำไปคลุมสวนผัก ของเราทุกๆ ปี จะเกิดความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ พืชผักนานาชนิด จะเกิดขึ้น โดยที่เราไม่ต้องไปดูแล ประคบประหงม มากนัก ยิ่งไปกว่านั้น จะเกิดเห็ดต่างๆ โดยเฉพาะเห็ดฟาง ให้เราได้มีอยู่ มีกินทั้งปี ดังนั้น จึงขอเชิญชวน ให้พวกเรา เห็นความสำคัญของฟาง เมื่อเห็นกองฟาง หรือเส้นฟาง จงระลึกอยู่เสมอว่า นี่คือทองคำ หรือทรัพยากรอันมีค่า และนำไปใช้ ให้เกิดประโยชน์สูง ประหยัดสุด เพื่อประโยชน์ตน และผู้อื่น ในโอกาสต่อไป อีกอย่างหนึ่ง การทำกสิกรรมธรรมชาติด้วยฟาง ควรเริ่มทำในพื้นที่ ขนาดเล็ก ไปหาพื้นที่ขนาดใหญ่ หรือทำในสิ่งที่ใกล้ๆ ตัวไปสิ่งที่อยู่ไกลตัว พยายามปลูกพืชผัก ที่ปลูกง่าย ไปหาผักที่ปลูกยาก หรือ ถ้าคิดอะไรไม่ออก ขอบอกให้ปลูก พืชตระกูลถั่ว เราจะประสบ ผลสำเร็จในที่สุด
พืชตระกูลถั่ว
ถ้า พูดถึงพืชตระกูลถั่วแล้ว ประเทศไทยเรามีถั่วหลายร้อยชนิด เริ่มตั้งแต่พืชตระกูลถั่ว ที่ใหญ่ที่สุด เช่น มะแต้ มะค่า มะขามเทศ จามจุรี จนถึงพืช ตระกูลถั่ว ที่เล็กที่สุด เช่น ถั่วมะแฮะ ถั่วเขียว ถั่วพร้า ถั่วขอ พืชตระกูลถั่วเหล่านี้ มีประโยชน์ต่อดิน เป็นอย่างมาก ถ้าหากเรารู้ และสามารถนำมาใช้ เป็นปุ๋ยบำรุงดินแล้ว ปุ๋ยเคมี ก็จะไม่มีประโยชน์ ต่อเราเลย
ประโยชน์และคุณสมบัติของพืชตระกูลถั่ว
๑. ให้แร่ธาตุไนโตรเจนจำนวนมาก ๗๐-๗๘%
๒. เมื่อเราปลูกถั่ว คลุมด้วยฟาง จะได้แร่ธาตุ NPK ครบสมบูรณ์
๓. ป้องกันศัตรูของพืชและโรคระบาดได้เป็นอย่างดี
๔. เป็นอาหารที่ให้โปรตีนแก่มนุษย์เป็นอย่างมาก โดยที่เราไม่ต้องไปกินเนื้อสัตว์ต่างๆ
๕. ใช้เป็นพืชปลูกคลุมดินและหญ้าชั้นเยี่ยม ควรปลูกปลายฤดูร้อน ต้นฤดูฝน ซึ่งในฤดูกาลนี้ วัชพืชและหญ้าจะมีไม่มากนัก ถั่วที่คลุมดินได้ดี มีประสิทธิภาพ ปราบหญ้าได้อย่างดีเยี่ยม คือ ถั่วขอ ถั่วพร้า
ปุ๋ยเคมีคืออะไร
ปุ๋ย เคมี คือ ปุ๋ยที่มีต้นกำเนิดจากสิ่งที่ไม่มีชีวิตหรืออนินทรียสาร เมื่อเกษตรกรปลูกพืช และใส่ปุ๋ยเคมีลงไป พืชจะดูดสารเหล่านี้ เข้าไปใช้ เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือ ก็จะเป็นสารพิษ ตกค้างในดินและน้ำ กลายเป็นมลภาวะ ต่อมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม ในที่สุด การใช้ปุ๋ยเคมี ติดต่อกัน เป็นเวลานาน จะทำให้โครงสร้าง ของดินเสียไป ดินจะกลายเป็นดินด้าน ดินดาน ดินตาย
ดินไม่มีชีวิตชีวา (ดินป่วย) เมื่อปลูกพืชผักในดินเหล่านี้ พืชผักจะไม่ค่อยแข็งแรง แมลงและศัตรูของพืช ก็จะเข้ามา ทำลาย พืชผักทันที ดินป่วย ปลูกพืชผักก็จะป่วย คนกินผักที่ป่วย ก็จะกลายเป็นคนป่วย สุขภาพไม่แข็งแรง สุดท้ายก็ไปหาหมอ เพื่อเยียวยารักษา ซึ่งเป็นการแก้ปัญหา ที่ปลายเหตุ ดังนั้น เราต้องมาเป็นหมอให้ตัวเอง โดยการเลิก ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี หันกลับมาใช้ฟาง และถั่วเป็นพืชบำรุงดิน สุขภาพกาย และจิตของเรา จะดีถ้วนหน้า
เงินทองเป็นของมายา พืชผักนานาเป็นของจริง
ทำอย่างไรจึงจะเขียวตลอดปี
ใน หนึ่งปีถ้าหากคิดเป็นเดือน มีอยู่ ๑๒ เดือน ถ้าคิดเป็นวันมี ๓๖๕ หรือ ๓๖๖ วัน แบ่งออกเป็น ๓ ฤดู คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว พืชผักแต่ละชนิด จะเติบโตแตกต่างกันไป องค์ประกอบสำคัญ ที่จะทำให้พืชผัก เจริญเติบโต แข็งแรงนั้นคือ คน ดิน น้ำ อากาศ ในบรรดาสิ่งเหล่านี้ ถ้าหากจะจัดลำดับ ความสำคัญแล้ว คนสำคัญที่สุด ดินจะดี น้ำจะใสสะอาด อากาศจะปลอดโปร่ง ขนาดไหนก็ตาม ถ้าหากคนไม่รัก ไม่ศรัทธาในอาชีพนี้แล้ว ก็ยากจะประสบ ผลสำเร็จได้
ถามว่า อะไรเป็นตัวแปรที่จะทำให้พืชผักเจริญเติบโตแข็งแรง หรือไม่เจริญเติบโต
คำ ตอบ อากาศเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด พืชผักบางชนิดชอบอากาศหนาว บางชนิดชอบอากาศร้อน บางชนิด ชอบอากาศอบอุ่น ดังนั้น ถ้าหากเราศึกษา พฤติกรรมการเจริญเติบโต ของพืชแต่ละชนิด ให้ละเอียดแล้ว การปลูกผัก ไร้สารพิษ ที่พวกเรากำลังท้อแท้ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ยาก เกินไปนัก
อีก ประการหนึ่ง สิ่งที่เราน่าจะศึกษาเรียนรู้ และปรับตัวเอง ให้เข้ากับสิ่งเหล่านี้คือ ศัตรูของพืช และแมลงต่างๆ ที่จริงสัตว์เหล่านี้ ไม่ใช่เป็นสัตว์เลวร้าย ที่จะต้องปราบ หรือกำจัดมัน ด้วยสารเคมี และยาฆ่าแมลง ที่รุนแรงเสมอไป แมลงเป็นสัตว์ที่ ไม่มีกระดูกสันหลัง สมองนิดเดียว มีมากในฤดูฝน ฤดูร้อนจะวางไข่เป็นตัวหนอน ดังนั้น แมลง ในฤดูร้อน จึงมีน้อย ถ้าเราหมั่นศึกษา สิ่งเหล่านี้ และ ปรับวิถีชีวิตของเรา ให้เข้ากับธรรมชาติแล้ว คำว่า ไร้สารพิษ และ เขียวตลอดทั้งปี ก็จะเป็นสิ่งที่ไม่ไกลเกินคิด เกินหวังจนเกินไป
หมาย เหตุ ฤดูร้อนจะมีเพลี้ยต่างๆมาก ฤดูฝนจะมีแมลงมาก โดยเฉพาะ ปลายฤดูฝน แมลงจะเตรียมตัววางไข่ ฤดูหนาว จะมีเพลี้ย และแมลงน้อย ดังนั้น ชาวไร่ชาวนา จะนิยมปลูกพืช หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว
อุดม ศรีเชียงสา
ที่มา http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=10271.16
พอเพียง........
มีไปทำไม ?
มีบ้านใหญ่โตเหมือนกับวัง แต่อยู่กันแค่ ๔ คนพ่อแม่ลูก
มีไปทำไม ?
มีรถนับสิบคัน แต่ใช้งานจริงแค่คันเดียว
มีไปทำไม ?
มีเตียงใหญ่โตมโหฬาร แต่นอนเพียงแค่เต็มแผ่นหลัง
มีไปทำไม ?
มีนาฬิกาแสนแพง แต่ไม่เคยทำอะไรตรงเวลา
มีไปทำไม ?
มีเวลาอยู่ในโลกไม่ถึงร้อยปี แต่กลับแบ่งเวลาไปริษยาคนอื่น
ทำไปทำไม ?
มีกฎหมายนับพันมาตรา แต่มีอาชญากรอยู่เต็มเมือง
มีไปทำไม ?
มี ส.ส. อยู่เต็มสภา แต่มาประชุมไม่เคยครบเลย
มีไปทำไม ?
มีพ่อแม่อยู่ที่บ้าน แต่ไม่เคยปรนนิบัติท่านเลย
มีไปทำไม ?
มีอำนาจอยู่เต็มมือ แต่ไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรเลย
มีไปทำไม ?
มีภรรยาแสนดี แต่ไม่เคยแบ่งเวลาให้เธอเลย
มีไปทำไม ?
มีลูกแสนน่ารัก แต่ไม่เคยโอบกอดลูกเลย
มีไปทำไม ?
มีพระไตรปิฎกอยู่เต็มตู้ แต่ไม่เคยเปิดออกมาศึกษาเลย
มีไปทำไม ?
มีวัดอยู่แทบทุกหมู่บ้าน แต่ศีลธรรมของสังคมอยู่ลงทุกวัน
มีไปทำไม ?
มีรองเท้าเป็นพันคู่ แต่ใส่จริงแค่วันละคู่
มีไปทำไม ?
มีพี่น้องนับสิบคน แต่แตกสามัคคีกันทุกคน
มีไปทำไม ?
มีมือมีเท้าสมบูรณ์ แต่ไม่เคยลงแรงทำอะไรเลย
มีไปทำไม ?
มีหูอยู่สองข้าง แต่ไม่เคยฟังธรรมเลย
มีไปทำไม ?
มีตาอยู่สองข้าง แต่ไม่เคยมองหาสิ่งที่ดีเลย
มีไปทำไม ?
มีเท้าอยู่อยู่สองข้าง แต่ไม่เคยเดินเข้าหาโอกาสเลย
มีไปทำไม ?
มีปัญญาอยู่กับตัว แต่กลับใช้อารมณ์เป็นใหญ่
มีไปทำไม ?
.....ว.วชิรเมธี
วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553
โอกาสและข้อจำกัดของการผลิตไฟฟ้าพลังงานลม

พลังงาน ลมมีต้นกำเนิดจากพลังงานแสงอาทิตย์โดยอ้อม กล่าวคือ เมื่อแสงอาทิตย์ที่ส่องกระทบผิวโลกในลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างกัน ทำให้อุณหภูมิบนผิวโลกแตกต่างกัน ส่วนที่ร้อนมีความหนาแน่นน้อยจะลอยสูงขึ้น ทำให้อากาศส่วนที่เย็นมีความหนาแน่นมากกว่าไหลเข้ามาแทนที่ ก่อให้เกิดลม ซึ่งเป็นการเคลื่อนที่ของอากาศขึ้น
ความ จริงแล้วการนำพลังงานลมมาใช้ประโยชน์นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด โดยนำมาใช้ประโยชน์เป็นเวลานานแล้ว โดยใช้ประกอบกับเครื่องจักรอื่นๆ เช่น เครื่องสีข้าว ระหัดวิดน้ำ ฯลฯ โดยการนำพลังงานจากลมออกมาใช้ประโยชน์นั้น เครื่องมือสำคัญ คือ กังหันลม (Wind Mill) ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานจลน์จากลมมาเป็นพลังงานกลโดยตรง
ปัจจุบันผู้ผลิตอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมรายใหญ่ของโลก คือ บริษัท Vestas Wind Systems ของเดนมาร์ก รองลงมา คือ บริษัท General Electric ของสหรัฐฯ, บริษัท Enercon ของเยอรมนี บริษัท Gamesa Tecnologica ของสเปน บริษัท Suzlon ของอินเดีย และบริษัทซีเมนส์ของเยอรมนี ตามลำดับ
ผู้ ผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ได้พยายามพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ไฟฟ้า เป็นต้นว่า พัฒนากังหันลมให้มีขนาดใบพัดใหญ่ขึ้น ติดตั้งบนเสาสูงขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญได้คำนวณว่าหากตั้งกังหันลมสูงขึ้นกว่าเดิมเท่าตัว จะทำให้ได้พลังงานลมซึ่งมีความเร็วเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ส่งผลทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นมากถึง 34%
จากแนวโน้มข้างต้น ทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานลมมีขนาดใหญ่และมีความสูงกว่าเดิมมาก จากเดิมเมื่อปี 2528 โรงไฟฟ้าพลังงานลมจะมีกำลังผลิตเพียงแค่ 0.05 เมกะวัตต์ แต่ขนาดกำลังผลิตได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 1.5 เมกะวัตต์ ในปี 2541
ล่าสุดบริษัทมิตชูบิชิเฮฟวี่อินดัสตรีส์ของญี่ปุ่นได้ประกาศเมื่อกลางปี 2547 ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลม ประกอบด้วยกังหันลมขนาดใหญ่โดยมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 92 เมตร และมีกำลังผลิตไฟฟ้า 2.4 เมกะวัตต์ โดยจะนำไปติดตั้งบนหอคอยขนาดความสูง 70 เมตร ทำให้จุดสูงสุดของกังหันลมอยู่สูงกว่าระดับพื้นดินมากถึง 116 เมตร หรือเท่ากับตึกซึ่งมีความสูง 30 ชั้น
ปัจจุบันมีการตื่นตัวในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมทั่วโลก ทำให้กำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานลมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากเดิม 5,000 เมกะวัตต์ ในปี 2538 เพิ่มขึ้นเป็น 74,223 เมกะวัตต์ ในปี 2549 และผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเป็น 160,000 เมกะวัตต์ ในปี 2553
ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมได้ลดลงอย่าวรวดเร็วจากเดิม 0.40 เหรียญสหรัฐ/หน่วย ในปี 2522 ลดลงเหลือ 4 - 6 เหรียญสหรัฐ/หน่วย ในปี 2543 และลดลงอีกเหลือ 3 - 4.5 เหรียญสหรัฐ/หน่วย ในปี 2547
เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงที่ผ่านมากำลังผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลมมีอัตราเติบโดยเฉลี่ยสูงถึง 29% ต่อปี นับว่าสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการเติบโตของกำลังผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน 2.5% ต่อปี กำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ 1.8% ต่อปี กำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ 2.5% ต่อปี และกำลังผลิตไฟฟ้าจากน้ำมัน 1.7% ต่อปี
แม้กำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานลมในปี 2549 อยู่ที่ระดับสูงถึง 74,223 เมกะวัตต์ แต่คิดเป็นเพียง 1% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั่วโลก อย่างไรก็ตาม สำหรับบางประเทศแล้ว กำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานลมอยู่ในระดับสูงมาก เช่น เดนมาร์กอยู่ในระดับ 20% ของกำลังผลิตไฟฟ้ารวมของประเทศ ในขณะที่สเปนอยู่ในระดับ 9% และเยอรมนี 7.6%
เยอรมนีนับเป็นประเทศที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานลมสูงที่สุดในโลก คือ 20,622 เมกะวัตต์ ในปี 2549 คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 28% ของกำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานลมทั่วโลก รองลงมา คือ สเปน 11,615 เมกะวัตต์ สหรัฐฯ 11,603 เมกะวัตต์ อินเดีย 6,270 เมกะวัตต์ เดนมาร์ก 3,140 เมกะวัตต์ จีน 2,604 เมกะวัตต์ อิตาลี 2,123 เมกะวัตต์ สหราชอาณาจักร 1,963 เมกะวัตต์
สำหรับจุดเด่นสำคัญของโรงไฟฟ้าพลังงานลมมีหลายประการ โดยต้นทุนส่วนใหญ่ คือ 75 - 90% ของทั้งหมด เป็นค่าอุปกรณ์และการติดตั้ง ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินการและค่าใช้จ่ายในด้านบำรุงรักษานับว่าต่ำมาก ส่วนพลังงานก็ได้มาฟรี โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ขณะเดียวกันก็ไม่มีปัญหาอากาศเป็นพิษจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง
อย่างไรก็ตาม โรงไฟฟ้าพลังงานลมมีปัญหาข้อจำกัดสำคัญหลายประการ
ประการแรก แม้ลมจะพัดแรงมากที่บรรยากาศระดับสูง เนื่องจากสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระโดยไม่มีสิ่งกีดขวาง แต่กระแสลมที่ระดับพื้นดินมีอัตราความเร็วต่ำลงมาก เนื่องจากมีสิ่งกีดขวางชะลอความเร็วลม เป็นต้นว่า บ้านเรือน อาคาร ต้นไม้ ภูเขา ฯลฯ
ผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำว่าหากจะนำกระแสลมมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าเชิงพาณิชย์แล้ว ควรจะเป็นสถานที่ซึ่งมีความเร็วลมไม่ต่ำกว่า 4.5 เมตร/วินาที และกระแสลมพัดสม่ำเสมออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่ำกว่าหรือใกล้เคียงกับการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งฟอสซิล
ประการที่สอง แม้ในธรรมชาติจะมีพลังงานลมจำนวนมหาศาล แต่พลังงานลมมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอตามไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น พลังงานลมมีปริมาณผันแปรในทางลบกับอุปสงค์ โดยวันที่มีอากาศร้อนซึ่งมีความต้องการไฟฟ้าจำนวนมากเพื่อใช้เป็นพลังงานใน เครื่องปรับอากาศ กลับเป็นวันซึ่งมีแนวโน้มว่าลมพัดอ่อน ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้จำนวนน้อย ขณะเดียวกันวันที่มีอากาศเย็น โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่มีความต้องการไฟฟ้าน้อย กลับเป็นช่วงที่ลมพัดแรง
ประการที่สาม โรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาดใหญ่มีต้นทุนค่าก่อสร้างสูงมาก แต่ละตัวมีค่าก่อสร้างและติดตั้งมากกว่าร้อยล้านบาท แต่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยเพียงแค่ 30 - 40% ของกำลังผลิตเท่านั้น นับว่าต่ำกว่ากรณีโรงไฟฟ้าประเภทอื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์หรือโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าโดยเฉลี่ยได้มากถึง 90% ของกำลังผลิต
ตัวอย่างหนึ่ง คือ กรณีประเทศเยอรมนีซึ่งมีกำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานลม 7% ของกำลังผลิตทั้งหมด แต่เนื่องจากพลังงานลมมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เพียง 1.5% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดเท่านั้น
ประการที่สี่ หากมีการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานลมจำนวนมาก จะทำให้ระบบผลิตไฟฟ้ามีประสิทธิภาพต่ำลง เนื่องจากจะต้องลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าสำรองจำนวนมากเพื่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้า ในช่วงลมพัดอ่อน โดยโรงไฟฟ้าสำรองเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบกังหันก๊าซซึ่งใช้ก๊าซ ธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากสามารถเปิดและปิดเครื่องกำเนิดไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว
อย่าง ไรก็ตาม โรงไฟฟ้าแบบกังหันก๊าซมีข้อเสียสำคัญ คือ มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงกว่ากรณีเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินหรือใช้ นิวเคลียร์เป็นเชื้อเพลิง ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญได้วิเคราะห์ว่าหากคำนวณครอบคลุมถึงต้นทุนโรงไฟฟ้าสำรองแล้ว จะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเพิ่มขึ้นอีกหน่วยละประมาณ 0.3 บาท
ประการที่ห้า มีเสียงดังและมีผลกระทบต่อทัศนียภาพ โดยเฉพาะในปัจจุบันกังหันลมมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้เสียงดังยิ่งขึ้นและสามารถมองเห็นได้แม้อยู่ระยะไกล ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น บางครั้งต้องก่อสร้างโรงไฟฟ้ากังหันลมบริเวณนอกชายฝั่งแม้จะมีต้นทุนสูงกว่า บนแผ่นดินใหญ่มากถึง 50% ซึ่งนอกจากแก้ไขปัญหาทัศนียภาพแล้ว ยังมีข้อดีเพิ่มเติมอีก คือ กระแสลมบนพื้นน้ำจะมีความเร็วสูงกว่าบนพื้นดิน เนื่องจากผิวน้ำมีความราบเรียบมากกว่าพื้นดิน
ขณะ เดียวกันมีความพยายามวิจัยและพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาเสียงดังจากกังหันลม เป็นต้นว่า นักวิจัยของมหาวิทยาลัยโตไกของญี่ปุ่นได้ประกาศเมื่อปี 2545 เกี่ยว กับความสำเร็จในการประดิษฐ์ใบพัดของกังหันลมแบบใหม่ที่มีเสียงเบามากเป็นผล สำเร็จ เพื่อให้สามารถติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบนี้ภายในตัวเมืองได้
ประการที่หก ปัญหาการลักขโมย เนื่องจากโรงงานผลิตไฟฟ้ากังหันลมมักตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเพื่อลดค่า เช่าที่ดิน ก่อให้เกิดปัญหาถูกลักขโมยชิ้นส่วนโลหะ เช่น บันไดสำหรับปีนขึ้นไปบำรุงรักษากังหันลม ฯลฯ ซึ่งนับเป็นปัญหาอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีจัดตั้งโครงการในพื้นที่ประชากรมีความเป็นอยู่อย่างยากจน
สำหรับ กรณีของประเทศไทย ได้เคยมีการศึกษาพบว่ามีหลายพื้นที่มีศักยภาพสูงในการก่อตั้งโรงไฟฟ้า พลังงานลม โดยเฉพาะพื้นที่ตามแนวชายฝั่งตะวันออกของภาคใต้และอุทยานแห่งชาติดอยอิน ทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากที่ระดับความสูง 50 เมตร มีความเร็วลมเฉลี่ยรายปีตั้งแต่ 6.4 เมตร/วินาที ขึ้นไป สำหรับรองลงมาเป็นพื้นที่ตามแนวชายฝั่งตะวันตกของภาคใต้ มีความเร็วลมเฉลี่ยรายปีตั้งแต่ 4.4 เมตร/วินาที ขึ้นไป
ใน ระยะที่ผ่านมาได้มีการติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศไทยอยู่บ้าง แต่ค่อนข้างน้อย เป็นต้นว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ทำการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าที่แหลมพรม เทพ จังหวัดภูเก็ต
แต่ใน อนาคตมีแนวโน้มว่าจะมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศไทยเพิ่มขึ้น อย่างก้าวกระโดด เนื่องจากเทคโนโลยีในด้านนี้ก้าวหน้ารวดเร็วมาก ประกอบกับรัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยครอบคลุมถึงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมด้วย ทั้งนี้ ได้เสนอรับซื้อไฟฟ้าในอัตราสูงกว่าปกติมากถึง 2.5 บาท/หน่วย เป็นเวลา 7 ปี นับจากเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์
ติดต่อขอข้อมูล ติชม และเสนอแนะความคิดเห็นได้ที่กองการตลาดเพื่อการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน 0-2537-8163 หรือที่ marketing@boi.go.th
ที่มา http://www.measwatch.org/autopage/show_page.php?t=20&s_id=222&d_id=225
VPN Client บน Windows XP
รูปที่ 1
3.เมื่อได้ดังรูปที่ 2 ให้คลิ๊ก Next
รูปที่ 2
4.เมื่อได้ดังรูปที่ 3 ให้เลือกรายการ Connect to the network at my workplace เพื่อสร้าง Connection ที่เป็น VPN แล้วคลิ๊กปุ่ม Next
รูปที่ 3
5. เมื่อได้ดังรูปที่ 4 ให้เลือก รายการ Virtual Private Network connection แล้วคลิ๊กปุ่ม Next
รูปที่ 4
6.เมื่อได้ดังรูปที่ 5 ให้ป้อนชื่อ Connection ที่สามารถสื่อความหมายได้ดี (ชื่อนี้จะถูกสร้างเป็นชื่อของ Icon) แล้วคลิ๊กปุ่ม Next
รูปที่ 5
7.เมื่อได้ดังรูปที่ 6 ให้เลือกรายการ Do not dial the initial connection เพราะเราจะสร้าง Connection ผ่านการ์ดแลน ไม่ใช่ Modem แล้วคลิ๊กปุ่ม Next
รูปที่ 6
8.เมื่อได้ดังรูปที่ 7 ให้ป้อนชื่อหรือ IP Address ของ VPN Server แล้วคลิ๊กปุ่ม Next
|
รูปที่ 7
9.เมื่อได้ดังรูปที่ 8 ให้คลิ๊กปุ่ม Finish
รูปที่ 8
10.แล้วจะได้ดังรูปที่ 9 ถ้าต้องการจะเชื่อมต่อไปยัง VPN Server เลยก็ให้ป้อน User name และ Password แต่ถ้าต้องการไปเซ็ตค่า Property ต่าง ๆ เพิ่มเติมให้ให้คลิ๊กปุ่ม Cancel
รูปที่ 9
11.เมื่อเรากลับไปดูที่ตำแหน่งของ Network Connections จะเห็นว่ามี Connection Icon ของ VPN เพิ่มขึ้นมาใหม่ 1 Icon ดังรูปที่ 10 โดยที่ชื่อของ Connection Icon นี้ จะมีวงเล็บเป็น (PPTP) ต่อท้าย นั่นก็หมายถึงเป็น VPN Client แบบ PPTP นั่นเอง
รูปที่ 10
12.เราสามารถคลิ๊กเมาส์ขวาที่ Icon ดังกล่าวแล้วเลือกเมนู Properties เพื่อปรับแต่งคุณสมบัติให้เหมาะสมได้ สิ่งที่สามารถปรับได้เช่น ระบบความปลอดภัยใช้โปรโตคอลอะไรในการเข้ารหัสข้อมูล เป็นต้น
13.การเชื่อมต่อไปยัง VPN Server ก็ทำได้ด้วยการดับเบิ้ลคลิ๊กที่ Icon ดังกล่าว โดยให้ป้อน User name และ Password ให้ตรงกับที่ได้เซ็ตไว้ที่ VPN Server ซึ่งถ้าสามารถ Connect ได้ก็จะมี รูปของ Connection Icon (รูปคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กซ้อนกัน 2 ตัว) ปรากฎที่แถบสถานะทางมุมขวาล่าง ดังรูปที่ 11
รูปที่ 11
14.เมื่อเราใช้คำสั่ง ipconfig ที่ command line ก็จะได้ค่าของ IP Address ของเครื่องเป็น 2 ค่า ซึ่งค่าหนึ่งจะเป็น IP Address ของการ์ดแลนเดิมที่มีอยู่ อีกค่าเป็น IP Address ค่าใหม่ที่ VPN Server จ่ายมาให้ ซึ่งเป็นค่าที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ Network ปลายที่ที่เครื่องของเราต้องการจะติดต่อด้วย
ที่มา http://www.itmanage.info/technology/windows/vpn_client_set.html
ตัวอย่างการใช้งาน VPN โดยใช้ Windows Server
Virtual Private Network หมายถึงการนำเอาทราฟฟิกข้อมูลของเครือข่ายที่เป็น Private ไปขนส่งบนเครือข่ายสาธารณะ (Public Network) ในลักษณะที่มีระบบป้องกันความปลอดภัยมากขึ้นด้วยการเข้ารหัสข้อมูลก่อนที่จะส่งไปเน็ตเวิร์กทุกครั้ง และที่ปลายทางก็จะถอดรหัสก่อนนำข้อมูลไปใช้งาน เนื่อง จากข้อมูลที่ส่งผ่านไปในเครือข่ายสาธารณะเป็นข้อมูลที่ถูกห่อหุ้มด้วยการ เข้ารหัสอีกชั้นหนึ่งเพราะฉะนั้นเรามักเรียกการเชื่อมต่อผ่าน VPN ว่าการสร้าง Tunneling
ตัวอย่างรูปแบบการใช้งาน
รูปแบบที่ 1 การใช้งานแบบ Private-Public-Private
มีหลายองค์กรที่ได้ใช้งานเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมากกว่าหนึ่ง Site (สาขา) นั่นก็หมายถึงว่าแต่ละสาขาสามารถใช้งานหรือออกไปสู่เครือข่ายอินเตอร์เน็ต และแต่ละสาขาก็สามารถติดต่อสื่อสารระหว่างสาขาถึงกันได้ แต่ข้อมูลที่รับส่งกันได้ระหว่างสาขานั้นไม่มีความปลอดภัยเพราะเครือข่าย อินเตอร์เน็ตไม่ได้เป็นเส้นทางขนส่งข้อมูลเฉพาะส่วนตัวหรือเฉพาะส่วนหน่วย งานของเราเอง (Private Network) ฉะนั้นจึงได้มีการทำระบบ VPN ขึ้นเพื่อปกป้องข้อมูลให้มีความปลอดภัยมากขึ้นดังตัวอย่างรูปที่ 1
รูปที่ 1
จากรูปที่ 1 เป็นตัวอย่างของการใช้งานเครือข่ายอินเตอร์เน็ตจำนวน 2 สาขา โดยสองสาขานี้ต้องการที่จะรับส่งข้อมูลถึงกันให้มีความปลอดภัย ด้วยการสร้างท่อข้อมูลพิเศษ (Tunnel) ไปบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อไม่ให้ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมาล่วงรู้ข้อมูลที่รับส่งกันได้
ต้องทำ VPN ที่อุปกรณ์ตัวไหน
จากรูปที่ 1 สามารถจะพิจารณาได้ว่าการทำ VPN จะต้องทำที่ตัว Router นั่นคือเราเตอร์ทั้งสองจะต้องสร้าง tunnel ถึงกัน แต่ถ้าเราเตอร์ที่ใช้งานไม่สามารถทำ VPN ได้ก็อาจจะต้องซื้ออุปกรณ์ VPN มาเพิ่มดังรูปที่ 2
รูปที่ 2
ที่เครื่อง Client ต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมหรือไม่
การใช้งาน VPN ของเครื่อง Client มี 2 รูปแบบคือ
1. การใช้งานผ่านโปรแกรม VPN Client ซึ่งต้องมีการติดตั้งโปรแกรม VPN Client เพิ่มเติมที่เครื่อง Client ด้วย ซึ่งปกติโปรแกรม VPN Client จะมีมาแล้วกับ Windows OS แต่ต้องมีการเซ็ตเพิ่มเติม ซึ่งโปรแกรม VPN Client ที่นิยมกันจะมี 2 แบบ คือแบบ PPTP กับ IPSec
ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดรู้สึกว่า VPN Client ที่มากับ Windows OS จะเป็นแบบ PPTP นะครับ ซึ่งเขาว่ากันว่าแบบ PPTP จะปลอดภัยกน้อยกว่าแบบ IPSec ครับ จะเลือกใช้แบบไหนก็ต้องให้สัมพันธ์กับเครื่อง VPN Server ด้วยนะครับ การใช้งานแบบนี้มีข้อดีคือ Tunnel จะถูกสร้างตั้งแต่เครื่อง Client เลย (มีความปลอดภัยกว่า) แต่ก็มีข้อเสียคือต้องมีขั้นตอนในการสร้างการเชื่อมต่อก่อนจะใช้งานทุกครั้ง
2. การใช้งานโดยไม่ต้องมีการติดตั้งโปรแกรม VPN Client อาจจะเรียกว่าแบบ Transparent แบบนี้จะมีข้อดีคือไม่ต้องมีความยุ่งยากในการสร้างการเชื่อมต่อตั้งแต่เครื่อง Client นั่นคือ Tunnel จะถูกสร้างตั้งตำแหน่งของ VPN Device เป็นต้นไป
หมายเหตุ สำหรับในตัวอย่างของบทความนี้ เครื่อง Client จะใช้เป็นแบบที่มีการติดตั้งโปรแกรม VPN Client เพราะการใช้งานกับ Windows VPN Server ต้องใช้ผ่าน VPN Client (ผมไม่ทราบนะครับว่าจะใช้เป็นแบบไม่มี VPN Client ได้หรือเปล่า)
การทำ VPN โดยใช้ Windows Server
เราสามารถใช้ Windows Server มาประยุกต์ใช้งานทำเป็น VPN Sever ได้ นั่นคือจากรูปที่ 2 เราสามารถจะแทน VPN Device ด้วย Windows Server ซึ่งจากที่ผมประสบมาพบว่า Windows 2000 Server และ Windows 2003 Server สามารถทำเป็น VPN Server ได้ ฉะนั้นก็จะได้เป็นอีกรูปแบบดังรูปที่ 3
รูปที่ 3
วิธีการทำ VPN จากรูปที่ 3
จากรูปที่ 3 กำหนดให้ IP ของ LAN A และ LAN B เป็น Private IP ฉะนั้นการที่จะให้เครือข่ายทั้งสองสาขานี้ใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ก็ต้องมีการทำ NAT ซึ่งสามารถทำได้ที่ VPN Server (Windows 2000 Server และ Windows 2003 Server สามารถทำ NAT ได้)
ส่วนการใช้งานในรูปแบบของ VPN นั่นคือถ้า LAN A ต้องการติดต่อไปยัง LAN B เครื่อง Client ที่ LAN A จะต้องสร้างการเชื่อมต่อ (Connection) ไปยัง VPN Server B ซึ่งขั้นตอนการสร้างการเชื่อมต่อจะมีการถามยูสเซอร์เนมและพาสเวอร์ด ซึ่งถ้าถูกต้อง ตัว VPN Server B ก็จะจ่าย IP (IP ที่อยู่ในกลุ่มของ LAN B) มาให้ พร้อมกับการสร้าง Tunnel ระหว่าง LAN A กับ VPN Server B ทำให้เครื่องในกลุ่มของ LAN A มี IP Address อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ LAN B จึงสามารถติดต่อรับส่งข้อมูลกับ LAN B ได้
ส่วนการใช้งานจาก LAN B มายัง LAN A ก็เป็นแบบเดียวกันกับที่กล่าวมา
มีข้อแม้อยู่ว่า LAN A จะสามารถสร้างการเชื่อมต่อ (VPN Connection) ไปยัง VPN Server B ได้ก็ต่อเมื่อเครื่องใน LAN A สามารถ ping (ในกรณีที่ไม่มีการบล็อคการ ping) ไปหา Public port ของ VPN Server B ได้ ซึ่งจากรูปที่ 3 จะเห็นว่า ทั้ง LAN A และ LAN B สามารถจะ ping ไปยัง Public ของ VPN Server ฝั่งตรงข้ามได้เพราะได้มีการทำ NAT เอาไว้
สำหรับการทำ VPN บน VPN Server นั้น ตัว VPN Server จะต้องมีการ์ดแลน 2 การ์ด คือเป็น Public และ Private ซึ่งตัวอย่างการทำ VPN บน Windows 2003 Server สามารถดูได้จาก http://www.itwizard.info/technology/windows/vpn_on_win_2003_server.html (อาจจะไม่ตรงประเด็นเสียทีเดียวแต่ก็ใคร่เคียงครับ)
การจ่ายค่า IP Address ให้กับ VPN Client ของ VPN Server
ในขั้นตอนของการทำ VPN บน Windows Server จะมีอยู่ขั้นตอนหนึ่งที่มีการถามถึงช่วง IP ที่จะจ่ายให้เครื่อง Client สำหรับ VPN Server B จะต้องจ่าย IP Address ที่อยู่ในกลุ่มของ LAN B ให้กับ VPN Clinet ที่มาจาก LAN A และ VPN Server A ก็ต้องจ่าย IP Adress ที่อยู่ในกลุ่มของ LAN A ให้กับ VPN Client ที่มาจาก LAN B
รูปแบบที่ 2 การใช้งานแบบ Public-to-Private
จากรูปแบบที่ 1 จะเห็นว่า ในกรณีที่เครื่อง VPN Client อยู่ในตำแหน่งของเครือข่าย Internet และต้องการจะเข้าไปติดต่อกับเครือข่าย Private ดังรูปที่ 4 ก็แน่นอนอยู่แล้วว่าสามารถทำได้ด้วยวิธีการของ VPN ซึ่งลักษณะการใช้งานแบบนี้จะเหมาะสำหรับ Cient ที่มีการเดินทางไปไหนบ่อย ๆ ซึ่งเมื่อสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่าย Internet ได้แล้ว ก็สามารถที่จะเชื่อมเข้าสู่เครือข่ายที่เป็นหน่วยงานของตัวเองได้ (Private) โดยผ่าน VPN ซึ่งอาจจะเรียกการใช้งานแบบนี้ว่าเป็นแบบ Remote User
ที่มา http://www.itmanage.info/technology/windows/vpn_apply.html