วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

อัศจรรย์เมือง“กระบี่” กับ 50 ที่กระชากใจ

ช่องหน้าต่างธรรมชาติที่เพิงผาค้อม
เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่(อีกครั้ง)ในภาคใต้ที่เพิ่งผ่านพ้นไป นอกจากจะสร้างความเสียหายในชีวิตทรัพย์สิน อาคารบ้านเรือน แหล่งเพาะปลูก ทำการเกษตร และส่งผลกระเทือนต่อจิตใจแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ไม่น้อยเลย ทำให้จำนวนของนักท่องเที่ยวที่เข้าเดินทางไปยังทางภาคใต้ลดน้อยลงไปมาก เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวของทะเลไทย

ดังนั้นหลังเหตุการณ์น้ำท่วมผ่านพ้น นอกจากน้ำใจคนไทยที่หลั่งไหลลงไปช่วยซับน้ำตาชาวใต้ผ่านการบริจาคมากหลาย แล้ว การล่องใต้ลงไปท่องเที่ยวเมืองใต้ถือเป็นการช่วยชาวใต้ได้อีกวิธีหนึ่ง

สำหรับ จ.กระบี่ เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก นับเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับความเสียหายไม่น้อยจากเหตุภัยพิบัติครั้งนี้ ทั้งถูกน้ำท่วมหนักในสหลายพื้นที่ และถูกดินถล่มใน อ.เขาพนม

อย่างไรก็ตามในส่วนของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆแล้ว ทางการท่องเที่ยว(ททท.)สำนักงานกระบี่ ได้ออกมายืนยันว่า ไม่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวตามท้องทะเลและหมู่เกาะต่างๆ ที่ยังสามารถเข้าไปเที่ยวได้ตามปกติ

นอกจากท้องทะเลและหมู่เกาะดังๆแล้ว กระบี่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอีกมากหลาย ซึ่งทางสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ได้รวบรวม 50 สถานที่ท่องเที่ยวเด่นๆน่าสนใจเอาไว้ ในหนังสือ “Miracle Krabi : กระบี่...เมืองท่องเที่ยวมหัศจรรย์” ซึ่งจะมีที่ไหนบ้าง ขอเชิญทัศนากันได้

อันซีนทะเลแหวก ยังน่าเที่ยวเสมอ
อลังการทิวทัศน์
หนึ่งในความงามเลื่องชื่อที่ผ่านไปสู่สายตาของนักท่องเที่ยวทั่วโลกก็คือ ทะเลแหวก หนึ่งในอันซีนไทยแลนด์ ที่สามารถไปชมกันได้เดือนละ 2 ครั้ง คือช่วงจากวันขึ้นหรือแรม 12 ค่ำ ไปจนถึง 5 ค่ำ ซึ่งจะเป็นช่วงที่น้ำทะเลขึ้นและลงมากกว่าเวลาอื่น จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ทะเลแหวก น้ำทะเลจะค่อยๆ ลดลงจนเห็นเป็นสันทรายที่เดินถึงกันได้ผุดขึ้นมาระหว่างเกาะทับ เกาะหม้อ และเกาะด้ามหอกด้ามขวาน (หรือ เกาะไก่)

ส่วนที่ ยอดเขาหงอนนาค ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ริมทะเล และมีความสูงเพียง 500 เมตร แต่กลับเป็นจุดชมทิวทัศน์กว้างไกล ทั้งยามอาทิตย์ฉายแสงและอัสดง หรือจะเดินผ่านบันได 1,237 ขั้นขึ้นไปชมความงามแบบ 360 องศาที่ยอดเขาแก้ว ชมธรรมชาติผ่านเพิงหินช่องหน้าต่างที่เขาผาค้อม และที่หุบผาปีศาจกาโรส

เกาะไก่ ประติมากรรมหัวไก่กลางทะเล
มหัศจรรย์ความงามจากฟากฟ้า
ความงดงามของกระบี่ นอกจากจะชมได้จากพื้นดินแล้ว มุมมองจากฟากฟ้าก็น่ามหัศจรรย์ไม่แพ้กัน อย่างที่เกาะพีพีเล ซึ่งเมื่อมองลงมาจากเบื้องบนก็จะเห็นอ่าวมาหยาและปิเละทะเลใน เป็นเวิ้งน้ำสีเขียวมรกต ส่วนที่ เกาะไผ่ ก็เปรียบประหนึ่งเกาะไข่ดาวกลางทะเลอันดามัน เนื่องจากมีหาดทรายขาวล้อมรอบท่ามกลางน้ำทะเลเขียวคราม

ในขณะที่ หมู่เกาะปอดะ ที่จะได้เห็นความงดงามของผืนน้ำสีฟ้าสดตัดกับสีขาวของแนวหาดทราย ยิ่งถ้ามาถูกเวลา ก็จะมองเห็นทะเลแหวกด้วย

อนุสาวรีย์ปูดำ หนึ่งในอนุสาวรีย์ที่ไม่เหมือนใครในตัวเมืองกระบี่
อันซีนไม่ซ้ำใคร
แหล่งท่องเที่ยวใน จ.กระบี่ หลายๆ แห่งนั้นมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ไม่เหมือนกับที่อื่นๆ ซึ่งก็ให้ความรู้สึกเมื่อแรกเข้าไปสัมผัสแตกต่างกันไป ลองนั่งเรือ พายแคนูไปชม เหลาโละติโละ หรือเกาะศิวลึงค์ ที่ ตั้งตระหง่านท้าแดดท้าลมอยู่กลางทะเล หรือไปเที่ยวที่ สระมรกต อีกหนึ่งความอันซีนของสระน้ำสีเขียวสดใสที่ยังน่าอัศจรรย์ใจ จากการที่ต้นน้ำของสระแห่งนี้ไม่ได้มีสีเขียวแต่กลับเป็นสีฟ้าสดใส ด้าน เกาะไก่ ประติมากรรมหินรูปหัวไก่ที่มีอยู่แห่งเดียวในเมืองไทย ตั้งอยู่บนเกาะด้ามหอกด้ามขวาน ซึ่งถ้าได้มองจากมุมที่เหมาะสมจะเห็นเป็นตัวไก่นอนหมอบอยู่กับผืนน้ำ

นอกจากนี้ กระบี่ยังมีความอันซีนที่น่าชมอีก ทั้งที่ หน้าผาหัวกะโหลกผีสองอารมณ์ ที่หุบผาปีศาจกาโรส น้ำตกร้อน ที่ไหลผ่านป่าเขาเป็นแอ่งน้ำน้อยใหญ่ ก่อนจะตกลงสู่สายธารน้ำเย็นเบื้องล่าง เขาขนาบน้ำ สัญลักษณ์คู่เมืองกระบี่ ท่าปอมคลองสองน้ำ สีสันสวยงามของน้ำจะเปลี่ยนไปเมื่อยามน้ำทะเลหนุน และอนุสาวรีย์ประจำเมืองกระบี่ ที่แปลกด้วยอนุสาวรีย์ปูดำ อนุสาวรีย์นกอินทรีย์ อนุสาวรีย์ช้าง และอนุสาวรีย์มนุษย์วานรถือไฟจราจร

เกาะห้อง ห้องธรรมชาติอันทรงเสน่ห์
ที่สุดแห่งหาดทรายขาว
ฟ้าสวย น้ำใส และหาดทรายขาว ย่อมเป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน เช่นที่ เกาะห้อง หนึ่งในเกาะที่น่าเที่ยวและสะอาดที่สุดในโลก ก็สวยงามด้วยหาดทรายขาวสะอาดโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม มีโขดเขาโอบล้อมคล้ายกับเป็นชายหาดส่วนตัว ที่นักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกนิยมมาพักผ่อน ส่วนที่ เกาะปอดะ ก็เป็นสวรรค์ของคนรักทะเลเช่นกัน จากเสน่ห์ของน้ำทะเลสวยใสราวกับกระจก และหาดทรายขาวเนียนเหมาะกับการนอนอาบแดด

และยังมีที่ เกาะพีพีดอน ที่แม้จะผ่านเหตุการณ์สึนามิมาแล้วแต่ก็ยังคงความงดงามไว้เช่นเดิม อีกหาดหนึ่งที่น่าเที่ยวมาก คือ หาดบากันเตียง ชายหาดทอดที่ตัวยาวกว่า 1 กิโลเมตรบนเกาะลันตาใหญ่ หมู่เกาะรอก เกาะฝาแฝดกลางทะเลที่มีหาดทรายขาวสะอาดไม่ต่างกัน เกาะไหง เกาะในฝันกลางทะเลอันดามัน

โลกใต้ทะเลกระบี่อย่างหินม่วง หินแดง และกองหินมุสัง ยังคงงดงามไม่สร่างซา
โลกมหัศจรรย์ใต้ทะเลสีคราม
แหล่งดำน้ำทางฝั่งอันดามันของเมืองไทย ก็นับเป็นอีกแห่งที่สวยงามติดอันดับโลก ไม่ว่าจะเป็นที่ หินม่วง หินแดง ที่ถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสิบจุดดำน้ำที่ดีที่สุดในโลก มีทั้งปะการังอ่อนสีแดงและปะการังพัดสีแดงมากมายตามไหล่หน้าผาใต้น้ำ ส่วนหินม่วงที่อยู่ไม่ไกลกันก็จะพบปะการังอ่อนสีม่วงอยู่มากมาย นอกจากนี้ก็ยังเป็นแหล่งชุมนุมของปลาใหญ่ โดยเฉพาะกระเบนราหู

หรือที่ กองหินมุสัง หรือที่รู้จักกันในชื่อของ Shark Point หินจม หรือ Anemone Reef และซากเรือจม King Cruiser ที่มีทั้งปะการังอ่อน ดอกไม้ทะเลหลากสีสัน รวมไปถึงสัตว์น้ำนานาชนิด

สัญลักษ์จังหวัดกล้วยไม้เหลืองกระบี่
ความลับในป่าฝน
ผืนป่าในเมืองกระบี่ที่ยังอุดมสมบูรณ์ ทำให้เป็นอีกจุดสนใจของนักท่องเที่ยว แม้แต่พื้นที่กลางใจเมืองอ่าวลึก นั่นก็คือ ธารโบกขรณี อ่างน้ำธรรมชาติท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่น คล้ายกับสระอโนดาตแห่งป่าหิมพานต์ในจินตนาการ ผืนป่าชายเลนหน้าเมืองกระบี่ พื้นที่ชุ่มน้ำระดับโลกที่ครอบคลุมตั้งแต่หน้าเมืองกระบี่ไปจนถึงเกาะศรีบอ ยา บนเนื้อที่กว่า 100,000 ไร่ อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ที่เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานา ชนิด

ส่วน กล้วยไม้เหลืองกระบี่ กล้วยไม้สายพันธุ์รองเท้านารีที่เป็นพืชอนุรักษ์ของอนุสัญญาไซเตส และเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของ จ.กระบี่ ก็มีอยู่ในป่าดงดิบหรือซอกหินบนหน้าผาริมฝั่งทะเลแถบภูเก็ต พังงา และกระบี่ แต่อาจจะพบได้ยากแล้วในธรรมชาติ วันนี้ก็ถูกนำมาเพาะขยายพันธุ์อยู่ในศูนย์วิจัยข้าวจังหวัดกระบี่

ลูกปัดโบราณ
ปริศนาแห่งธรรมชาติ
พบเรื่องน่าฉงนของหอยเมืองกระบี่ที่ สุสานหอย ความแปลกอยู่ที่สุสานหอยที่แหลมโพธิ์ เป็นหอยน้ำจืดอายุ 35 ล้านปี ที่พบเป็นแผ่นขนาดใหญ่แต่กลับกลายไปอยู่ในทะเลและตามบริเวณริมฝั่งทะเล ส่วนสุสานหอยที่บ้านหน้าเขา อ.เขาพนม กลับพบหอยน้ำเค็มอายุถึง 300-350 ล้านปี อยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ที่กลายสภาพเป็นหินคล้ายหินลิกไนต์

อีกแห่งหนึ่งที่ดูน่าฉงนก็คือที่ น้ำผุดมือปรบ ที่ เป็นแอ่งน้ำขนาดเล็ก แวดล้อมไปด้วยป่าพรุและธารน้ำ ซึ่งเมื่อไปสัมผัสใกล้ๆ ก็จะพบว่ามีแรงดันผุดขึ้นมาจากใต้พื้นโลกอยู่ตลอดเวลา และเมื่อลองปรบมือดังๆ อัตราการผุดของน้ำก็จะมาขึ้นด้วย ที่สำคัญ เป็นน้ำเย็นไม่ใช่พลังงานน้ำร้อนเหมือนในหลายๆ แห่ง

และอีกหนึ่งปริศนาของธรรมชาติก็อยู่ที่ ถ้ำเพชร ที่ มีความลึกไม่เกิน 200 เมตร เป็นบ้านของหนอนถ้ำตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในความมืด แล้วจะสร้างใยของมันเป็นเส้นระโยงระยางเพื่อใช้จับแมลงกินเป็นอาหาร เมื่อมองย้อนแสงก็จะคล้ายกับสร้อยเพชร และส่วนที่ลึกสุดของถ้ำจะมีหินงอกหินย้อยรูปร่างคล้ายต้นโพธิ์ ขึ้นอยู่ในโพรงถ้ำรูปหัวใจที่สร้างสรรค์โดยธรรมชาติ

สปาท่ามกลางธรรมชาติที่หาดทรายร้อน
สีสันของชีวิต
วิถีชีวิตของผู้คนก็เป็นสีสันของการท่องเที่ยวเช่นกัน ที่ เกาะกลาง ชุมชนเกษตรกรรมและประมงพื้นบ้านที่ยังคงวิถีชีวิตตามธรรมชาติ แม้ว่าจะอยู่ห่างจากตัวเมืองกระบี่เพียงแค่ข้ามฝั่งเมือง ส่วนใน ตัวเมืองกระบี่ แม้ว่าจะมีความเจริญเข้ามามากมาย แต่ก็ยังเป็นเมืองเล็กๆ ริมฝั่งอันดามันที่ผสมผสานผู้คนต่างวัฒนธรรม ต่างศาสนา ให้มาอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และที่เกาะลันตา ก็ยังมี ชุมชนเมืองเก่าลันตา เป็นชุมชนดั้งเดิมและชุมชนชาวเลที่ยังรักษาวัฒนธรรมและวิถีชีวิตธรรมชาติไว้อย่างน่าดู

ความเป็นเมืองเก่าของกระบี่ทำให้เป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ตามหลักฐานทางโบราณคดีนั้นเป็นชุมชนที่มีอายุย้อนหลังไปไม่น้อยกว่า 30,000 ปีก่อนประวัติศาสตร์ แหล่งโบราณคดีควนลูกปัดก็เป็นหลักฐานความเจริญรุ่งเรืองของพื้นที่นี้ว่า ครั้งหนึ่งเคยเป็นดินแดนการค้าและแหล่งผลิตลูกปัด เนื่องจากได้ขุดค้นพบ ลูกปัดสุริยเทพ หนึ่งในลูกปัดหายากของโลกในบริเวณนี้

สปาบนหาดทราย
หากจะพักผ่อนให้สบายกาย หนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดก็คือการทำสปา แต่ทีกระบี่นั้นมีความแตกต่างจากที่อื่นคือ หาดทรายร้อน สปาธรรมชาติบริเวณริมคลองชายป่าโกงกาง ซึ่งเมื่อถึงเวลาน้ำลงหาดทรายจะโผล่ขึ้นมาตามธรรมชาติ และยังได้รับพลังจากใต้ผืนโลกบริเวณรอยเลื่อนมะรุ่ยที่ส่งความร้อนขึ้นมา ทำให้หาดทรายกว้างใหญ่มีไอร้อนเป็นม่านควันลอยกรุ่น ทรายที่นี่มีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายสามารถนำมาพอกตัว หรือนำเท้าฝังแช่ลงไปช่วยเปิดรูขุมขนให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น

ภาพเขียนสีโบราณในถ้ำผีหัวโต
ที่สุดของความท้าทาย
สำหรับคนที่ชอบความท้าทาย ที่กระบี่ก็มีหลากหลายกิจกรรมให้มาลองทำกัน เช่น ปีนผาที่อ่าวไร่เล บริเวณ หาดไร่เลตะวันออก หรือ หาดน้ำเมา เป็นแหล่งของร้านปีนเขาและสถานที่ฝึกปีนหน้าผาที่โด่งดัง เริ่มตั้งแต่ขั้นนักเรียนไปจนถึงมืออาชีพ หรือกิจกรรม พายแคนูถ้ำลอด ก็น่าสนุกไม่แพ้กัน หากว่าพายแคนูที่ถ้ำลอดใต้เข้าไปในโพรงแคบๆ จะทะลุไปด้านในที่เป็นลากูนขนาดใหญ่ ส่วนที่ถ้ำลอดเหนือ ก็จะพายแคนูผ่านป่าโกงกางไปทะลุถ้ำน้ำลอดขนาดใหญ่ที่งดงามด้วยหินงอกหินย้อย

แต่หากย้ายไป พายแคนูที่แหลมสัก ก็จะพบความสวยงามที่แตกต่างออกไป เริ่มตั้งแต่จุดเสาหินบอนไซกลางทะเล ถ้ำชาวเล ช่องหลาดเหนือที่ล้อมรอบด้วยแนวเขาและหน้าผาสูง หินเหล็กโคนหน้าตากล้ายกับเกาะตะปูที่อ่าวพังงา และเพิงถ้ำหินย้อย ใกล้กับแหลมไฟไหม้ ซึ่งเป็นจุดพายแคนูชมพระทิตย์ตกที่สวยงาม

ลากูนบนสรวงสวรรค์
ปิเละเกาะห้อง ลากูนในช่องเขาเร้นลับที่สงบเงียบ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเกาะห้อง ท่ามกลางผืนน้ำสีเขียวมรกต เหมาะกับการพายเรือแคนูเข้าไปชมเวิ้งน้ำกว้างใหญ่ด้านใน ส่วนลากูนสีมรกตที่ ทะเลในเกาะพีพีเล ที่ส่งประกายสีเขียวมรกตสะท้อนกับแสง แดดที่สาดส่องลงมาในตอนกลางวัน อยู่ท่ามกลางหน้าผาสูงชันโอบล้อมเกือบทุกด้าน โดยที่สามารถแล่นเรือหางยาวเข้าไปชมความงามที่เร้นลับนี้ได้

ปริศนาภาพเขียนจากอดีต
ใน จ.กระบี่ จะพบภาพเขียนยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้กระจายทั่วไปตามเพิงผาและถ้ำต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในแถบนี้มานานนับหมื่นปี เช่นกลุ่มภาพเขียนภายใน ถ้ำผีหัวโต เป็นกลุ่มภาพเขียนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด สันนิษฐานว่ามีอายุราว 2,000-3,000 ปี และภาพเขียนที่โด่งดังที่สุดคือ ภาพเขียนรูปคนใส่หมวกทรงสูง หรือ คนที่มีหัวเป็นสัตว์มีเขา เขียนด้วยสีแดงทั้งตัวคล้ายมนุษย์ต่างดาว

หินงอกหินย้อยรูปหลอดกาแฟที่ถ้ำคลัง
อัศจรรย์ถ้ำงาม
ความงดงามภายในถ้ำที่มีความสวยงามแปลกตา และไม่เหมือนกับที่ไหนๆ ต้องยกให้ ถ้ำคลัง ที่เป็นทั้งถ้ำบกและถ้ำน้ำ นอกจากจะมีหินงอกหินย้อยที่สวยงามแล้ว ก็ยังมีหินควอทซ์ที่เป็นหลอดกาแฟนับพันแท่ง รวมถึงหินควอทซ์รูปปะการังและม่านหินย้อยสีทองด้วย อีกหนึ่งความสวยงามก็อยู่ที่ ถ้ำหนองทุ่งนา ในช่วงแรกของ ถ้ำจะมีหินย้อยลงมาจากเพดานถ้ำ และสามารถพบค้างคาวหน้ายักษ์กุมภกรรณที่ใกล้สูญพันธุ์อาศัยอยู่ในถ้ำแห่งนี้ ความน่าอัศจรรย์อยู่ที่ส่วนลึกสุดของถ้ำที่สามารถสำรวจได้ในตอนนี้ จะมีสระน้ำคริสตัลสีฟ้าสดใสอยู่ใต้ภูเขา

และถ้าพูดถึงถ้ำประหลาดก็ต้องไปที่ ถ้ำผ้าม่าน ที่เป็นโพรงขนาดเล็กแต่ภายในโอ่โถง นอกจากหินงอกหินย้อยที่พบบริเวณปากถ้ำแล้ว ยังมีหลืบถ้ำด้านบนที่มีหินรูปร่างเหมือนผลน้อยหน่าอยู่ตามพื้นปะปนไปกับซาก ฟอสซิลหอยโบราณคล้ายกับหอยโข่ง

ตรึงตราอาทิตย์อัสดง
ในยามอาทิตย์อัสดง นับเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่สวยงามของวัน และผู้คนมักจะไปรอชมความงามของสีสันบนท้องฟ้าตามจุดต่างๆ สำหรับที่กระบี่นั้นก็มีหลากหลายแหล่งให้เลือกชม ซึ่งก็มีเสน่ห์แตกต่างกันไป เริ่มที่การดูพระอาทิตย์ตกจากในถ้ำผ่านม่านหินย้อยห้อยระย้าที่ถ้ำพระนาง ต้นไม้เดียวดายปลายเกาะมดแดงท่ามกลางตะวันลับฟ้าที่หาดคลองม่วง พระอาทิตย์ตกกับป่าเกาะบนหาดทับแขก ความคลาสสิกกับประภาคารยามตะวันลับขอบฟ้าที่แหลมโตนด

หรือจะไปชมพระอาทิตย์ตกเหนือริ้วคลื่นบนลอนทรายที่หาดนพรัตน์ธารา และสีสันยามอาทิตย์อัสดงเหนืออ่าวนาง

หาดนพรัตน์ธารา อีกหนึ่งจุดชมอาทิตย์อัสดงชั้นดี
และนี่คือความหลากหลายด้านสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดกระบี่ ที่รอให้ผู้คนเข้าไปสัมผัสกับเสน่ห์อันเหลือล้น ซึ่งนอกจากคนไปเที่ยวจะได้รับความสุขใจกลับมาแล้ว ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้ของเราอีกด้วย

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร ได้ที่ ททท.สำนักงานกระบี่ 0-7562-2163, 0-7561-2911-2 สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ และ สมาคมโรงแรมจังหวัดกระบี่ โทร. 0-7562-3944, 0-7563-1777

ที่มา http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9540000045459

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

"แผ่นดินไหว" หลบยังไงให้ปลอดภัย

safety.JPEG

เมื่อเกิดภัยแผ่นดินไหว รู้หรือไม่การหนีขึ้นไปชั้นบนๆ ของตึกสูงถือว่าปลอดภัยสุดแม้ยิ่งสูงอาคารจะยิ่งแกว่ง ลิฟต์เป็นสิ่งที่ต้องงดใช้ในทุกๆ กรณี แต่พื้นที่ใกล้ลิฟต์แข็งแรงสุด หาซอกมุมเหมาะเป็นที่กำบัง ระวังไฟดับ สปริงเกอร์ทำงานเป็นเหตุตามสถานการณ์ไม่ต้องตกใจ

ช่วงเวลา 20.55 น. ของวันที่ 24 มี.ค.54 เกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศพม่า 6.7 ริกเตอร์ หลายจังหวัดในภาคเหนือไทยได้รับแรงสั่นสะเทือน โดยแรงสั่นสะเทือนมาไกลรู้สึกได้ถึงกรุงเทพฯ และอาจทำให้อาคารร้าวเล็กน้อย และไม่แน่ว่าอาจมีอาฟเตอร์ช็อคตามมา ซึ่งภัยแผ่นดินไหวเข้าใกล้ตัวแล้ว เราจะเตรียมรับมือกันอย่างไร หลังจากติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ขอหยิบการเตรียมความพร้อมและรับมือหากเกิดภัยแผ่นดินไหวจาก หนังสือ “อยู่กับภัยใกล้ตัว” ของสำนักป้องกันภัยและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร ว่า นอกจากจะมีสติตั้งมั่นแล้ว จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

ชั้นบนของอาคารปลอดภัยสุด - งดใช้ลิฟต์

กรณีความสั่นสะเทือนมากให้ปิดสวิตช์ไฟหลักและปิดถังแก๊ส ให้มุดใต้โต๊ะ เก้าอี้ พิงผนังด้านใน แล้วอยู่นิ่งๆ หากไม่มีโต๊ะ ใช้แขนปิดหน้า ปิดศีรษะ หมอบตรงมุมห้อง อยู่ให้ห่างกระจก หน้าต่าง และเลี่ยงบริเวณที่สิ่งของหล่นใส่หรือล้มทับ เช่น โคมไฟ ตู้ หากยังนอนอยู่ ให้อยู่บนเตียง ใช้หมอนปิดบังศีรษะ หลีกเลี่ยงบริเวณที่อาจมีสิ่งของหล่นใส่ อยู่บริเวณที่ปลอดภัย

ใช้ช่องประตูเป็นที่หลบภัยถ้าอยู่ใกล้ ให้อยู่ในอาคารจนกว่าการสั่นสะเทือนจะหยุด จึงออกไปภายนอกบริเวณที่ปลอดภัย เพราะอันตรายส่วนใหญ่เกิดจากสิ่งของหล่นใส่ และต้องคาดว่าหรือตระหนักเสมอว่า ไฟฟ้าอาจดับ หรือสปริงเกอร์อาจทำงาน หรือมีเสียงเตือนไฟไหม้

อย่างไรก็ดี อย่า ใช้ลิฟต์ขณะมีการสั่นไหว ถ้าอยู่ในลิฟต์แล้วไม่ทราบว่าอยู่ชั้นไหน ให้กดปุ่มแล้วออกจากลิฟต์ทันที บริเวณใกล้ลิฟต์จะเป็นส่วนที่แข็งแรงของอาคารเหมาะแก่การหลบและหมอบ

ทั้งนี้ อย่ากรูกันวิ่งออกมาหน้าอาคาร เมื่อการสั่นไหวหยุดแล้ว จึงทยอยออกนอกบริเวณที่คิดว่าปลอดภัย ชั้นบนสุดของอาคารเป็นที่ปลอดภัยที่หนึ่งแต่ความสั่นสะเทือนและการโยกจะมากกว่าชั้นที่ต่ำลงมา

ถ้าเกิดไฟใหม้ในช่วงแรกร่วมด้วยให้รีบดับไฟและให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความ เสียหายของอาคารหากปลอดภัยสามารถกลับเข้าในอาคารได้ และหากเป็นแผ่นดินไหวใหญ่ให้ระลึกเสมอว่าอาจเกิดแผ่นดินไหวตามมา (After Shock) แต่มีขนาดเล็กกว่า


นอกอาคารที่โล่งแจ้งปลอดภัย

ให้อยู่ด้านนอกในที่โล่งแจ้งปลอดภัยที่สุด อยู่ให้ห่างจากอาคาร เสาไฟ สายไฟฟ้า ต้นไม้ ป้ายโฆษณา หรือสิ่งของที่อาจหล่นใส่

จอดรถที่โล่ง

ให้จอดรถเมื่อสามารถจอดได้โดยปลอดภัยและในที่ซึ่งไม่มีของหล่นใส่ อยู่ให้ห่างอาคาร ต้นไม้ ทางด่วน สะพานลอย เชิงเขา เป็นต้น

รีบนำเรือออกสู่ทะเลลึก

ความสั่นสะเทือนเนื่องจากแผ่นดินไหวไม่ทำอันตรายผู้อาศัยอยู่บนเรือ ยกเว้นในกรณีเกิดสึนามิ เรือที่อยู่ใกล้ชายฝั่งจะได้รับความเสียหายให้รีบนำเรือออกสู่ทะเลลึก

อยู่ในโรงงานห้ามใกล้สารเคมี-วัตถุระเบิด

เมื่อรู้สึกสั่นสะเทือน ให้ตั้งสติ อย่าตกใจวิ่งหนีออกนอกอาคาร ให้หมอบอยู่ใกล้เสา หรือเครื่องจักรที่แข็งแรง อยู่ให้ห่างเสาไฟฟ้า โคมไฟ สิ่งห้อยแขวน สิ่งของที่อาจล้มคว่ำ หรือหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ภาชนะที่เป็นสารเคมีอันตราย วัตถุระเบิด หรืออยู่ใกล้เครื่องจักรที่กำลังหมุนทำงาน เมื่อความสั่นสะเทือนหยุด จึงเดินออกไปที่โล่งแจ้งและติดตามข่าวสารจากทางราชการและตรวจสอบความเสียหาย ที่เกิดขึ้น

ติดในซากอาคารงดใช้เสียง อยู่นิ่งๆ
อย่าติดไฟ อยู่อย่างสงบ ใช้ผ้าปิดหน้า เคาะท่อ ฝาผนัง ใช้นกหวีด เพื่อเป็นสัญญาณต่อหน่วยช่วยชีวิต การตะโกนอาจสูดสิ่งอันตรายเข้าร่างกาย ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และให้กำลังใจต่อกัน

ที่มา http://manager.co.th

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2554

ความแตกต่างระหว่างธรรมยุตกับมหานิกาย

' ธรรมยุติกับมหานิกาย เหมือนต่างกันอย่างไร ? '
คำถามนี้ยาก เพราะมันมีหลายระดับครับ ถ้าตอบแบบธรรมดาก็

1. สีจีวรต่างกัน มหานิกายจะห่มสีส้มทอง แต่ธรรมยุติจะห่มสีเข้ม ที่เรียกว่า สีแก่นขนุน แต่เดี๋ยวนี้ แยกออกมาอีกหลากหลาย มีทั้งแก่นทอง แก่นกรัก แก่นแดงพระป่า ฯลฯ แต่ความต่างอันนี้ก็ไม่จำเป็น อีกแล้วครับ เพราะอย่างสายหลวงพ่อชา พระอาจารย์สุรศักดิ์ เองก็เป็นมหานิกาย ที่ห่มจีวรสีธรรมยุติ อีกประการหนึ่งที่ทำให้สังเกตุยากในพิธีหลวง คือ สงฆ์สองนิกาย จะใช้จีวรสีพระราชนิยม (ที่เรียกบิดเบือนไปว่า สีพระราชทาน) เป็นสีกลางระหว่างสองนิกายครับ เพื่อความเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันเมื่อประชุมพร้อมกัน และไม่ทำให้เกิดความแตกแยกด้วยครับ
เกร็ด : เล่า ว่าสายพระป่าใช้สีจีวรออกแดง เพราะหลวงปู่มั่นท่านสงสัยว่าในสมัยพุทธกาล พระครองจีวรสีอะไรกัน และสีนี้ก็ปรากฏในสมาธิของท่าน จึงใช้ต่อๆกันมาเป็นอาจาริยวาสครับ
ประสบการณ์ : ขณะ ที่บวชอยู่ทราบว่าพระป่าท่านจะไม่ค่อยซักจีวรกัน เพราะใช้ด้วยความระมัดระวัง และด้วยข้อจำกัดของการอยู่ป่า ท่านจึงมักครองซักระยะ แล้วใช้ต้มจีวร พร้อมแก่นขนุน หรือสีสังเคราะห์ครับ สีย้อมจีวรนี่คนนึกไม่ถึงกัน จึงไม่ค่อยได้ถวาย ขอแนะนำสีตรากิเลนครับ เพราะจะติดดี ใช้อัตราส่วน สีเหลืองทอง 2 กระป๋อง ต่อสีกรัก(สีอัลโกโซน) 1 กระป๋อง และบวกด้วยสีแดงนิดหน่อย ต่อจีวรหนึ่งผืนครับ ใครอยากถวายของหาได้ยาก งานนี้ได้เลย โมทนาด้วยครับ

2. ครองจีวรต่างกัน มหานิกายมักจะห่มดอง โดยสังเกตุได้ว่าจะพันผ้ารัดอกทับสังฆาฏิ และมือสองข้างเป็นอิสระ โดยเฉพาะในงานพิธีการ นอกจากนั้น ก็ จะมีการห่มมังกร โดยหมุนผ้าลูกบวบทางขวาเวลาออกนอกวัด ส่วนเมือถึงเวลาทำสังฆกรรมจะคาดผ้าที่หน้าอก และมีผ้าสังฆาฏิพาดที่ไหล่ซ้าย แต่เหลือน้อยวัดแล้ว เช่นที่วัดสะเกศ เป็นต้น ส่วนธรรมยุติ จะห่มลูกบวบ โดยม้วนๆๆ ใส่ไว้ใต้รักแร้ข้างซ้าย เวลางานพิธีก็เพียงพันผ้ารัดอกทับไปเลย บางทีเรียกกันลำลองว่าห่มดองธรรมยุติ แต่เดี๋ยวนี้ความต่างน้อยลงเพราะ มีพระบัญชาของสมเด็จพระมหาสมณะเจ้ากรมพระวชิรญาณวโรรส ให้พระภิกษุทั่วสังฆมณฑลห่มผ้าตามแบบของธรรมยุติกนิกายทั้งหมด อีก ประการที่เหมือนกันคือ พระไทยจะห่มคลุมไหล่ทั้งสองข้างเมื่ออยู่นอกวัด และลดไหล่ซ้ายยามอยู่ในวัด ซึ่งแตกต่างจากของพม่าที่ทำตรงข้ามกัน

3. ปัจจัย อย่างที่ทราบกันว่า พระธรรมยุตินั้นจะไม่จับปัจจัย แต่สามารถรับใบโมทนาบัตรได้ ส่วนพระมหานิกายนั้น ไม่ถือในข้อนี้ ในหนังสือบูรพาจารย์เล่าว่า หลวงปู่มั่น เคยออกปากไล่พระอาคันตุกะ เพราะนำอสรพิษติดตัวมาด้วย ตอนแรกพระท่านก็งง แต่นึกออกภายหลังว่านำเงินติดใส่ย่ามมาด้วย ดร. สนอง วรอุไร ท่านสรุปว่าสองนิกายรับเงินได้ เพียงแต่มีวิธีคนและแบบเท่านั้นครับ แต่ก็ยังมีข้อยกเว้นนะครับ พระบางรูปท่านถือเรื่องเงินว่า เป็นเรื่องที่ท่านจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเลย อย่าง ที่วัดมเหยงคณ์มีพระอาจารย์ที่ผมและทิดทั้งหลายนับถือมากท่านหนึ่ง ท่านไม่รับถวายปัจจัย ไม่ว่าในรูปแบบใดและข้าวของใดๆทั้งสิ้น นอกจากจำเป็นจริงๆ ท่านเป็นมหาเปรียญ ๗ ประโยค ผู้แตกฉานในพระไตรปิฏก แต่เร่งความเพียรในการภาวนา และอยู่อย่างเรียบง่ายยิ่งนัก เป็นพระสุปฏิปัณโณที่แท้จริง และสอนจริงทั้งทฤษฏี และ ปฏิบัติ แต่จะหาตัวยาก เพราะท่านมักออกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆโดยเดินไป และไม่อาจติดต่อได้ ขอออกนามท่าน 'พระอาจารย์มหาสุชาติ สุชาโต' ด้วยความเคารพเหนือเกล้า (จิตตอนนี้นึกถึงพระมหากัสปะผู้เป็นเลิศในธุดงควัตร) แต่ การจับปัจจัย รับปัจจัยหรือไม่ ไม่อาจบ่งชี้ว่าท่านใดบริสุทธิ์หรือไม่นะครับ เพราะเป็นเพียงการแสดงออกของกายบัญญัติ มิใช่เจตนาปรมัตถ์ เช่นที่หลวงปู่แหวนเอาแบ๊งค์ห้าร้อยมามวนบุหรี่สูบ พระธรรมยุติสายป่าเองก็ปรับท่านอาบัติมิได้ โดยหลวงตามหาบัวท่านรับรองไว้
4. ฉันในบาตร กริยานี้บางท่านก็ว่าเป็นข้อต่างของสองนิกาย เพราะธรรมยุติมักจะฉันในบาตร แต่พระมหานิกายรับบาตรแล้วแยกฉันในจาน ข้อนี้ก็ตอบยากเพราะมีวัดธรรมยุติที่ไม่ใช่สายป่าบางวัดก็ฉันในจาน และพระมหานิกายบางรูปที่ถือธุดงควัตรข้อนี้ก็ฉันแต่ในบาตร
เกร็ด : ถ้าจะนำบาตรไปถวายพระป่า ควรเลือกปากกว้างซัก 9 นิ้ว และไม่มีขอบเพื่อกันเศษอาหารเข้าไปติดบูดเน่าได้นะครับ

5. การรับบาตร และเก็บอาหาร พระสายป่าท่านจะเคร่งเรื่องนี้ครับ ว่ารับเฉพาะของที่ฉันได้ทันที ดังนั้นจะไม่รับของแห้งพวกข้าวสาร หรือของที่ฉันไม่ได้เช่น แปรงสีฟัน ใส่ในบาตร แม้เป็นเพียงการรับเชิงสัญลักษณ์ เช่นตักบาตรปีใหม่ ท่านจะเสี่ยงให้ถวายกับมือแทน หรือ ถวายเป็นสังฆทานกองรวมไป และ ก็จะไม่เก็บอาหารพ้นกาล เช่น อาหารทั่วไป ถึงเที่ยง น้ำปานะ หนึ่งวัน เภสัชห้า (น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาล เนยใส เนยข้น)เจ็ดวัน พ้นนี้ไปท่านไม่เก็บในกุฏิ แม้ไว้ให้ญาติโยม และไม่มีการนำมาประเคนใหม่ แต่ก็ไม่ใช่พระทั้งหมดที่ทำตามข้อวัตรนี้ และผู้ที่ถือตามนี้ก็มีทั้งสองนิกายด้วยเช่นกัน
เกร็ด : พระอาจารย์เปลี่ยนท่านห่วงโยมว่าจะไม่เข้าใจเรื่องนี้ เลยเมตตาเขียนไว้เป็นคู่มือการถวายของพระครับพุทธศาสนิกชนควรอ่านทำความเข้า ใจนะครับ หนังสือมีคุณค่ามากๆเล่มนึง

6. พระธรรมยุติไม่ทำสังฆกรรมร่วมกับพระมหานิกายครับ เช่น การลงอุโบสถ อย่างที่หลวงปู่มั่นให้หลวงปู่ชาทำ คือ มาบอกบริสุทธิ์ กับท่านหลังจากพระธรรมยุติรูปอื่นๆ ชำระศีลผ่านขั้นตอนปาฏิโมกข์เรียบร้อยแล้วจึงเห็นได้ว่า ลูกศิษย์ที่เคยเป็นสายมหานิกาย ต้องทำการญัตติ หรือบวชเป็นพระ เริ่มนับพรรษาใหม่

สรุป
การ มองอย่างผิวเผินโดยการนำข้อวัตรของสองนิกายนี้มาเปรียบหาแต่ความแตกต่างกัน ทำได้ยากขึ้นทุกทีๆ เพราะมีการโน้มเข้ามาหากันมากขึ้น หรืออาจจะเกิดจาก perception ที่ตั้งไว้ผิดตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว และ อีกอย่างการคิดในการหาข้อต่างอย่างเดียวอาจเสี่ยงให้เกิดการยึดมั่นในศรัทธา ต่อนิกายหนึ่งนิกายใด จนลืมไปว่าธรรมะของพระองค์ไม่มีแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เพราะการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายก็คือการมีตัวตนอยู่ในนั้น และสุดยอดของคำสอนคือการละตัวตนเพือมิให้มีกิเลสมาอาศัยเกาะได้ถึงตรงนี้ ต้องกราบหลวงปู่มั่นงามๆที่เล็งเห็นในอันตรายนี้จึงห้ามมิให้ลูกศิษย์บาง ส่วนเช่น หลวงปู่ชาญัตติเข้าธรรมยุติครับ

ที่มา http://www.watyaichaimongkol.net/index.php?mo=3&art=135587

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2554

10 สุดยอดนักฟิสิกส์โลกตลอดกาล

http://chaiwatsansuk.files.wordpress.com/2010/03/physics-image-i.jpg

ตามผลสำรวจของ Physics World เริ่มต้นจากอันดับสูงสุด คือ

1 : อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
ทฤษฎีสัมพัทธภาพ ทั้งภาคพิเศษและภาคทั่วไป
ทฤษฎีปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตริก
ทฤษฎีควอนตัม

2 : ไอแซก นิวตัน
กฎว่าด้วยการเคลื่อนที่ข้อที่สองของนิวตัน
แรงดึงดูดโน้มถ่วง
ทฤษฎีสัมพัทธภาพภาคทั่วไป

3 : เจมส์ คลาร์กแมกซ์เวลล์
ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้า
สมการ (อมตะ) ของแมกซ์เวลล์ 4 ข้อ

4 : นีลส์ บอร์
แบบจำลองอะตอมของบอร์
การกระโดดอย่างควอนตัม

5 : เวิร์นเนอร์ ไฮเซน-เบิร์ก
ผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาทฤษฎีควอนตัม
เป็นหัวหน้าโครงการสร้างระเบิดอะตอมของเยอรมนี

6 : กาลิเลโอ
เรื่องเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุอย่างอิสระ
การเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตล์

7 : ริชาร์ด ไฟน์แมน
ผู้ให้กำเนิดเทคนิคและวิธีการศึกษาฟิสิกส์เกี่ยวกับอนุภาคมูลฐานและกลศาสตร์ควอนตัม
ไฟน์แมนไดอะแกรม (Feynman Diagram) และไฟน์แมนพาทอินทิกรัลส์ (Feynman Path Integrals)


8 มี 2 คน คือ พอล ดิแรก และ เออร์วิน ชโรดิงเจอร์
การรวมแรงพื้นฐาน 4 แรงเข้าด้วยกัน ซึ่งก็คือการรวมทฤษฎีสัมพัทธภาพ เข้ากับทฤษฎีควอนตัมนั่นเอง
สมการดิแรก หรือ Dirac Equation

สมการว่าด้วยการเคลื่อนที่ของนิวตัน (ข้อสอง) และสมการคลื่นของชโรดิงเจอร์ (Schroding Wave Equation)

10 : เออร์เนสต์ รัทเทอร์ฟอร์ด
Half Life (ค่าครึ่งชีวิต) ธาตุทุกชนิด มีอัตราการสลายตัวครึ่งหนึ่ง ตามช่วงเวลาเฉพาะตัวที่แน่นอน
การเปลี่ยนอะตอมของธาตุไนโตรเจน เป็นธาตุอะตอมได้สำเร็จ
งานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี

รังสีแอลฟา รังสีบีตา ล้วนมีผลเมื่ออยู่ในสนามแม่เหล็ก แต่ในยุคสมัยนั้น ได้มีการค้นพบกัมมันตภาพรังสี ซึ่งสนามแม่เหล็กไม่สามารถไปมีอิทธิพลส่งผลต่อกัมมันตภาพรังสีชนิดนั้นได้ เออร์เนสต์ รัทเทอร์ฟอร์ด เป็นผู้ตั้งชื่อเรียกกัมมันตภาพรังสีนี้ว่า แกมมา


ที่มา http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/4/10-physicist/index1.htm

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2554

Asbestos หรือแร่ใยหิน คืออะไร


แร่ ใยหิน (Asbestos) เป็นชื่อทั่วไปที่ใช้สำหรับเส้นใยแร่ซิลิเกต (Fibrous mineral silicates) ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีลักษณะเป็นเส้นใยอยู่รวมกันเป็นมัด (Bundle) แร่ใยหินแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ แอมฟิโบลและเซอร์เพนไทน์ ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น 6 ชนิด

แร่ใยหินมีคุณสมบัติพิเศษคือ มีความเหนียว ทนทานต่อแรงดึงได้สูง ทนความร้อนได้ดี และมีความทนทานต่อกรด ด่าง และสารเคมีหลายชนิดได้ดี แร่ใยหินถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความแข็งแกร่ง ทนกรด ด่าง ความร้อน เช่น กระเบื้องกันความร้อน กระเบื้องมุงหลังคา ภาชนะพลาสติกบรรจุแบตเตอรี่รถยนต์ เป็นต้น

แร่ใยหินแม้จะมีคุณสมบัติที่เอื้อให้เกิดประโยชน์หลายประการ แต่หากแร่นี้เข้าไปอยู่ในปอดมันสามารถก่อให้เกิดโรคที่ร้ายแรงในมนุษย์ได้ อันตรายต่อสุขภาพมนุษย์นี้เป็นที่ทราบกันมานาน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 แล้ว โรคที่มีสาเหตุมาจากแร่ใยหิน ได้แก่ แอสเบสโตสิส (Asbestosis) มะเร็งปอด และเมโสเธลิโอมา (Mesothelioma) แม้จะเป็นที่ทราบดีเกี่ยวกับอันตรายของแร่ใยหิน และมีความพยายามที่จะควบคุมหรือหลีกเลี่ยงไม่ใช้แร่นี้ เช่น ประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศได้พยายามลดการใช้และห้ามนำเข้าแร่ใยหิน ตลอดจนค้นคว้าหาสารอื่นเพื่อใช้ทดแทน อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังคงมีการผลิตและการใช้แร่ใยหินอยู่โดยเฉพาะประเทศ ไทยเป็นประเทศหนึ่งทีมีการนำเข้าแร่ใยหินเป็นจำนวนมาก

แหล่งที่มีการสัมผัส
แร่ใยหินเป็นแร่ธรรมชาติมีอยู่ทั่วไปในพื้นดิน ในบางพื้นที่อาจมีแร่ใยหินอยู่ปริมาณมากมายจนสามารถทำเหมืองได้ ฉะนั้น ในกิจกรรมบางชนิดที่เกี่ยวข้องกับการขุดเจาะดิน เช่น การทำเหมืองทองแดง ตะกั่ว เหล็ก หรือนิกเกิล จึงอาจมีแร่ใยหินฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศได้ ด้วยเหตุนี้การสัมผัสแร่ใยหินจึงเกิดขึ้นได้ ทั้งในสิ่งแวดล้อมทั่วไปและสิ่งแวดล้อมในการทำงานที่มีการใช้แร่ชนิดนี้ใน กระบวนการผลิต

อุตสาหกรรมที่นำแร่ใยหินมาใช้เป็นวัตถุดิบมากที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตกระเบื้องซีเมนต์ อุตสาหกรรมผลิตเบรคและคลัทช์ อุตสาหกรรมผลิตท่อน้ำ
ผลกระทบต่อสุขภาพ การเข้าสู่ร่างกาย การสะสม และการกำจัด ปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้แร่ใยหินก่อให้เกิดโรคมี 3 ประการ คือ
1 ปริมาณแร่ใยหินที่เข้าสู่ปอด
2 ขนาดของเส้นใย (เส้นใยต้องมีความยาวมากกว่า 5 ไมครอน และมีเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 3 ไมครอน โดยมีอัตราส่วน ความยาว: ความกว้าง>=3:1)
3 ความคงทนของเส้นใยเมื่ออยู่ในปอด

เพราะฉะนั้นเส้นใยที่ยาว บาง และทนทานจึงเป็นเส้นใยที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพที่สุด อย่างไรก็ตาม เส้นใยที่มีขนาดใหญ่ คือ ยาวกว่า 200 ไมครอน และเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 3 ไมครอน ส่วนมากจะไม่สามารถเข้าสู่ถุงลมปอดได้ มักจะสะสมอยู่ในทางเดินหายใจส่วนบน และถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยขับออกมากับเมือกเป็นเสมหะ ในขณะที่เส้นใยที่มีขนาดเล็กกว่าคือ ยาวน้อยกว่า 5 ไมครอน และเส้นผ่านศูนย์กลางต่ำกว่า 2 ไมครอน ส่วนใหญ่ถูกกำจัดโดย Alveolar macrophages

จากการศึกษาวิจัย ทั้งในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ International Agency for Research on Cancer ได้ระบุว่า แร่ใยหินทุกชนิดเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ (Class 1)


โรคเนื่องจากแร่ใยหิน

แร่ใยหินเข้าสู่ร่างกายทางจมูกโดยการหายใจเข้าไป อวัยวะเป้าหมายสำคัญคือ ปอด ผลจากการศึกษาทางระบาดวิทยา โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับแร่ใยหิน ทำให้เชื่อได้ว่า แร่ใยหินทุกชนิดมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค แอสเบสโตสิส มะเร็งปอด และมะเร็งเยื่อหุ้มปอดและเยื่อบุช่องท้อง (Mesothelioma) แอสเบสโตสิส (Asbestosis) เป็นโรคปอดเรื้อรังที่เกิดเฉพาะกับผู้ที่สัมผัสกับแร่ใยหินเท่านั้น เนื่องจากปฏิกิริยาทางชีวภาพระหว่างเส้นใย แร่ใยหินและเนื้อเยื่อปอด ทำให้ปอดเกิดเป็นแผลเป็น ปอดที่ถูกทำลายไปแล้วไม่สามารถรักษาให้กลับคืนมาดีได้ดังเดิม



ภาพจาก http://www.insurance-death.co.cc/2010/06/what-is-mesothelioma.html


ระยะเวลาในการฟักตัวของโรคนี้ยาวนานถึง 15-35 ปี การวินิจฉัยโรคทำได้โดยการดูประวัติการทำงาน ว่าเคยสัมผัสกับแร่ใยหินหรือไม่ อาการทางคลินิก ภาพถ่ายรังสีปอดและการตรวจสมรรถภาพปอด การวินิจฉัยโรคสำหรับผู้ป่วยระยะแรก ตรวจพบโรคค่อนข้างยาก โดยเฉพาะผู้ทีสัมผัสแร่ใยหินแล้วน้อยกว่า 20 ปี จึงมักพบผู้ป่วยด้วยโรคดังกล่าวต่อเมื่อมีอาการรุนแรงแล้ว อาการแสดงเริ่มแรกของโรคนี้ มีลักษณะคือ ไอ และหายใจหอบมีช่วงการหายใจออกสั้น และจากการตรวจร่างกายอาจสังเกตเห็นริมฝีปากและลิ้นหรือเล็บเป็นสีน้ำเงิน คล้ำและมีเสียงกรอบแกรบที่ฐานของปอด จากภาพถ่ายรังสีปอดจะเห็นจุดทึบเล็กๆ และมีสมรรถภาพการทำงานของปอดต่ำ ผู้ป่วยมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะพัฒนากลายเป็นมะเร็งปอด


มะเร็งปอดเนื่องจากแร่ใยหิน

ความสัมพันธ์ระหว่างมะเร็งปอดและการสัมผัสแร่ใยหิน เป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนเนื่องจากมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง จากการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า การสัมผัสแร่ใยหินที่ความเข้มข้นต่ำ (Accumulative Dose=10-50 ล้านเส้นใยต่อ ลบ.ฟุตต่อปี) ไม่พบความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอด

นอกจากนี้การเกิดมะเร็งปอดยังสัมพันธ์กับขนาดเส้นใย เส้นใยที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.5-2.5 ไมครอนและมีความยาว 10-80 ไมครอน จะมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็ง ในขณะที่เส้นใยที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า 0.2 ไมครอน และมีความยาว 5-10 ไมครอน ไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็ง ผลการศึกษาทางระบาดวิทยา ยืนยันว่าการสูบบุหรี่เพิ่มอัตราการตายเนื่องจากโรคแอสเบสโตสิส และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด ในคนที่สัมผัสแร่ใยหิน โดยการสูบบุหรี่และการสัมผัสแร่ใยหินมีความสัมพันธ์กันในลักษณะเสริมกัน (Synergistic Effect)


เมโสเธลิโอมา (Mesothelioma) คือ มะเร็งเยื่อหุ้มปอดและเยื่อบุช่องท้อง เป็นมะเร็งที่พบน้อยมากในประชาชนทั่วไป ส่วนมากจะพบในคนที่สัมผัสแร่ใยหิน ผู้ป่วยมีอาการหายใจสั้น เจ็บช่องอก และอาการเจ็บช่องอกนี้จะรุนแรงมากหากหายใจลึกๆ โรคลุกลามเร็ว และสามารถทำให้เสียชีวิตภายในเวลา 2-3 ปี หลังจากที่มีอาการปรากฏ


********************************


ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, Faculty of Medicine Siriraj Hospital
www.si.mahidol.ac.th

ประโยชน์บางประการของธาตุและสารประกอบของธาตุ

ธาตุและสารประกอบของธาตุบางธาตุ มีประโยชน์ดังนี้

ธาตุและสรประกอบ

ประโยชน์

ลิเทียม (Li)

- เกลือของลิเทียมนำไปใช้รักษาโรคบางชนิด

โซเดียม (Na)

- นำไปใช้เป็นเซลล์เชื้อเพลิง

- โซเดียมเหลวเป็นตัวนำความร้อนที่ดี ใช้เป็นตัวทำความเย็น ในปฏิกรณ์ปรมาณู

สารประกอบโซเดียม

- โซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ใช้ปรุงอาหาร ถนอมอาหาร

- โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ใช้ทำสบู่

- โซเดียมไบคาร์บอเนต (NaHCO3) ใช้ทำโซดาซักผ้า เติมลงไป ในสารซักฟอก และใช้โรงงานอุตสาหกรรมแก้วและกระดาษ

สารประกอบโพแทสเซียม

- เกลือของโพแทสเซียมร้อยละ 90 ใช้ทำปุ๋ย

- โพแทสเซียมไอโอไดด์ (KI) ใช้เป็นเกลือไอโอไดด์ ป้องกัน โรคคอพอก

- โพแทสเซียมคาร์บอเนต (K2CO3) ใช้ทำแก้ว

- โพแทสเซียมไนเตรต (KNO3) ใช้ทำดอกไม้เพลิง ดินปืน

- โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) ใช้ทำสบู่

แมกนีเซียม (Mg)

- ใช้เป็นโลหะเจือกับอะลูมิเนียม มีสมบัติความหนาแน่นต่ำ ใช้ทำส่วนประกอบของเครื่องบิน

- ใช้ทำหลอดไฟถ่ายรูป

- ใช้ทำแสงวอบแวบ

สารประกอบแมกนีเซียม

- แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ [Mg(OH2) ]หรือ นมของแมกนีเซียม

ใช้ลดกรดในกระเพาะอาหาร ใช้เป็นยาระบาย และ ใช้เป็นส่วนผสมของยาสีฟัน

- ออกไซด์ของแมกนีเซียม (MgO) ใช้ทำเตาอิฐและทำปุ๋ย

สารประกอบเรเดียม

- เป็นสารกัมมันตรังสี ใช้ในการวินิจฉัยโรคและใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์

ฟลูออรีน (F)

- ฟลูออโรคาร์บอน ใช้เป็นสารทำความเย็นในเครื่องทำความเย็น (ตู้เย็น, เครื่องปรับอากาศ)

- โซเดียมฟลูออไรด์ ใช้ผสมในน้ำดื่ม ป้องกันฟันผุ

ธาตุและสารประกอบ

ประโยชน์

คลอรีน (Cl)

- ธาตุ ใช้ผสมในน้ำดื่ม เพื่อฆ่าจุลินทรีย์ ,ใช้ฟอกสีเยื่อไม้และผ้าฝ้าย

ไอโอดีน (I)

- ธาตุ ใช้ทำสารละลายไอโอดีนในแอลกอฮอล์ เช่น

ทิงเจอร์ไอโอดีน ซึ่งใช้ป้องกันแผลเน่า

- โพแทสเซียมไอโอไดด์ ใช้เติมลงไปในเกลือแกงเพื่อป้องกันโรคคอพอก

ที่มา http://tc.mengrai.ac.th/sinuan/link/sann1/c2.htm

10 อันดับแผ่นดินไหวสะเทือนโลก

สำนักข่าวเอเอฟพีได้นำข้อมูลของสำนักสำรวจทางภูมิศาสตร์ สหรัฐอเมริกา (US Geological Survey) ที่บันทึกสถิติการเกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดของโลกไว้ ไปดูกันว่าในบันทึกประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่ต้องเผชิญกับแผ่นดินสะเทือน ครั้งใหญ่ๆ 10 อันดับแรก ที่ไหน เมื่อใดกันบ้าง

อันดับที่ 1
แผ่นดินไหวขนาด 9.5 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 5 พ.ค.1960 ที่ชายฝั่งทางตอนใต้ของชิลี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1,600 คน และอีก 2 ล้านคนไร้ที่อยู่อาศัย

อันดับที่ 2
แผ่นดินไหวขนาด 9.2 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 27 มี.ค.1964 ที่มลรัฐอะแลสกา สหรัฐฯ เกิดสึนามิคร่าไป 128 ชีวิต และทำลาย "แองคอเรจ" (Anchorage) เมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐ

อันดับที่ 3
แผ่นดินไหวขนาด 9.1 ริกเตอร์ ที่เราทุกคนจำได้ดี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2004 ใต้ทะเลบริเวณประเทศอินโดนีเซีย ส่งผลให้เกิดสึนามิเป็นวงกว้างตามชายฝั่งทะเลของหลายประเทศในแถบทะเลอินเดีย สูญเสียชีวิตไปมากกว่า 220,000 คน

อันดับที่ 4
แผ่นดินไหวขนาด 9.0 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 4 พ.ย.1952 ที่รัสเซีย เหตุเกิดที่บริเวณชายฝั่งของคาบสมุทรคัมซัตคา (Kamchatka) ทางตะวันออกไกลของรัสเซีย ส่งผลให้เกิดสึนามิกว้างขวางในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ไม่มีรายงานบันทึกความเสียหาย

อันดับที่ 5
แผ่นดินไหวขนาด 9.0 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 13 ส.ค.1868 บริเวณท่าเรือเมืองอเริกา ขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของเปรู แต่ปัจจุบันเป็นของชิลิ เมื่อเกิดแผ่นดินไหว รู้สึกสะเทือนไปไกลถึง 1,400 กิโลเมตร

อันดับที่ 6
แผ่นดินไหวขนาด 9.0 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 26 ม.ค.1700 ที่ทวีปอเมริกาเหนือ ตามแนวชายฝั่งตะวันตก เกิดสึนามิข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก ทำลายหมู่บ้านตามชายฝั่งของญี่ปุ่น

อันดับที่ 7
แผ่นดินไหวขนาด 8.9 ริกเตอร์ ที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2011 แผ่นดินไหวใต้ทะเลที่ชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิสูง 10 เมตร กวาดทะลักเข้าแผ่นดิน ส่วนความเสียหายกำลังมีรายงานเข้ามาให้เห็นเป็นระยะ

อันดับที่ 8
แผ่นดินไหวขนาด 8.8 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2010 ที่บริเวณชายฝั่งประเทศชิลี แผ่นดินไหวตามแนวชายทะเลเมืองมาอูเล (Maule) ห่างจากเมืองหลวงซานติเอโกไปเพียง 500 ก.ม. เกิดสึนามิทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 500 ราย

อันดับที่ 9
แผ่นดินไหวขนาด 8.8 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 31 ม.ค.1906 ที่เอกวาดอร์ แผ่นดินสะเทือนที่ชายฝั่งอเมริกาใต้ศูนย์กลางที่เอกวาดอร์และโคลัมเบีย แต่รู้สึกไปไกลถึงเกือบสุดทวีปอเมริกาเหนือที่ซานฟรานซิสโก

อันดับที่ 10
แผ่นดินไหวขนาด 8.7 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 4 ก.พ.1965 ที่เกาะแรต (Rat Islands) ห่างออกไปไกลจากมลรัฐอะแลสกา ทำให้เกิดสึนามิคลื่นสูงประมาณ 10 เมตร

ที่มา http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9540000031880