วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Near Field Communication (NFC)



  Near Field Communication (NFC) เป็นการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีการส่งข้อมูลแบบไร้สาย และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อกันระหว่างอุปกรณ์  เทคโนโลยีไร้สายที่นำมาใช้ใน NFC คือเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดี  ใช้คลื่นความถี่ 13.56 Mhz.  ซึ่งเทคโนโลยี NFC จะรองรับกับเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีตามรายละเอียดด้านล่าง
NFC Forum Platform
RFID Compatible
NFC Forum Type 1 tag
Innovision Topaz
NFC Forum Type 2 tag
Mifare Ultralight
Mifare Ultralight C
NFC Forum Type 3 tag
Sony Felica
NFC Forum Type 4 tag
DESfire
SmartMX
Source: NFC Forum Type Tags
 เทคโนโลยี NFC นี้ช่วยให้การสื่อสารระหว่างอุปกรณ์สามารถทำได้ง่ายขึ้น  ต่างจากเทคโนโลยีไร้สายประเภทอื่น ได้แก่ Wifi หรือ Bluetooth ที่ต้องมีตั้งค่าต่าง ๆ ก่อนการใช้งาน  แต่เทคโนโลยี NFC เพียงแค่นำอุปกรณ์มือถือ เช่น โทรศัพท์ ไปใกล้กับเครื่องอ่านหรืออาร์เอฟไอดีการ์ด (RFID tag) ก็สามารถที่จะทำการส่งข้อมูลระหว่างกันได้เลย  โดยไม่จำเป็นต้องมีการตั้งค่าใดใดก่อนการใช้งาน  การใช้งานเทคโนโลยี NFC  มีได้สามลักษณะ  ได้แก่   
1. ทำงานเป็นอาร์เอฟไอดีการ์ด (RFID Tag)  อุปกรณ์มือถือ เช่นโทรศัพท์มือถือที่มีเครื่องอ่าน NFC ฝังอยู่สามารถทำงานเป็น RFID tag ได้  ซึ่งต่างจากเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดีในปัจจุบันที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องอ่านเพียงอย่างเดียว การทำงานในลักษณะนี้ส่วนใหญ่จะใช้ใน Application ในเรื่องการเงิน เช่น การจ่ายเงินชำระค่าผ่านทาง  การจ่ายเงินตาม POSต่าง ๆ เพียงแค่นำโทรศัพท์มือถือไปใกล้กับเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี  ที่ติดตั้งไว้ที่จุดชำระเงิน  ก็สามารถทำการชำระเงินได้ แทนการชำระเงินด้วยบัตรอาร์เอฟไอดี  หรือเงินสด
                                                                   
2. ทำงานเป็นเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี อุปกรณ์มือถือ เช่นโทรศัพท์มือถือที่มีเครื่องอ่าน NFC ฝังอยู่  สามารถทำงานเป็นเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี  เมื่อต้องการอ่านข้อมูลจากอาร์เอฟไอดีการ์ด (RFID Tag)  เช่น การใช้งานในลักษณะ Smart Posterเป็นต้น  โดยที่โปสเตอร์จะมีอาร์เอฟไอดีสติกเกอร์ (RFID Sticker)  เมื่อต้องการอ่านข้อมูลจาก RFID Sticker  เพียงแค่นำโทรศัพท์มือถือที่มีเครื่องอ่านไปอ่านอาร์เอฟไอดีสติกเกอร์บนโปรเตอร์  ข้อมูลในโปสเตอร์ก็จะปรากฏขึ้นมาบนโทรศัพท์มือถือ
                                                                  
3. การสื่อสารในลักษณะ Pier to Pier (P2P)   เครื่องอ่าน NFC สองเครื่องสามารถที่จะติดต่อสื่อสารกันโดยตรงได้ เมื่อต้องการส่งข้อมูล  ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์มือถือสองเครื่องที่มีฟังก์ชัน NFC สามารถที่จะส่งข้อมูลให้แก่กันได้โดยตรง   เพียงนำโทรศัพท์ทั้งสองเครื่อง  เข้ามาใกล้กันในระยะที่เครื่องอ่านที่อยู่ในโทรศัพท์ทั้งสองสามารถอ่านกันได้  ก็สามารถที่จะส่งข้อมูลถึงกันได้  โดยไม่ต้องผ่านเครือข่ายของโทรศัพท์มือถือ  ไม่ว่าจะเป็น GPRS หรือ EDGE เป็นต้น
                   ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีNFC จะได้รับการกล่าวถึงเป็นอย่างมากในปัจจุบัน  แต่อุปกรณ์มือถือที่รองรับเทคโนโลยี NFC ยังมีอยู่อย่างจำกัด  ดังนั้นในช่วงการเปลี่ยนผ่านจึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อรองรับกับเทคโนโลยี NFC  ที่กำลังจะเกิดขึ้น   ตัวอย่างเช่น  เทคโนโลยี SIM Card + เสาอากาศ  เป็นการต่อเสาอากาศเพิ่มจาก SIM Card ของโทรศัพท์มือถือ  ได้แก่ SIMpass, N-Flex เป็นต้น  ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้  ใช้อาร์เอฟไอดีคลื่นความถี่ 13.56 Mhz เหมือนกับเทคโนโลยี NFC   เทคโนลียีนี้มีการใช้อย่างแพร่หลายในประเทศจีน                                                  
                                                                                                        
                    เทคโนโลยีอีกประเภทคือ การติดอาร์เอฟไอดีการ์ด (RFID Tag) หรือสติกเกอร์บนโทรศัพท์มือถือ  (ดูเพิ่มเติมใน ช่วยlink ไปที่ web เราในส่วน Tag ที่มี  product  mobile phone tag)  จากเดิมที่อาร์เอฟไอดีสติกเกอร์(RFID Tag)ไม่สามารถที่จะทำงานบนผิวโลหะได้  ปัจจุบันเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีสติกเกอร์ (RFID Tag) มีการพัฒนาให้สามารถทำงานบนผิดโลหะได้  และมีขนาดเล็กและบาง  เพื่อรองกับSmart Phone ที่มีพื้นผิวเป็นโลหะ  เช่น Blackberry เป็นต้น  





ที่มา http://www.id.co.th/component/content/article/58-knowledge-nfc/85-what-is-nfc

วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

Real Time Location System ด้วย Wi-Fi

Real Time Location Tracking จำเป็นไฉน?

ผมขอยกตัวอย่างสถานที่เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆคือโรงพยาบาล... ในโรงพยาบาลมีเครื่องมือทางการแพทย์สำคัญๆมากมายเช่น เครื่องช่วยหายใจ เครื่องปั้มหัวใจ เครื่องให้น้ำเกลือ หรือแม้แต่รถเข็นคนไข้เป็นต้น ซึ่งมีหลายๆครั้งที่เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้ เจ้าหน้าที่ต้องเสียเวลาเป็นอย่างมากในการค้นหาซึ่งทุกวินาทีในการช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยการระบุตำแหน่งเครื่องมือเหล่านั้นให้ได้อย่างทันท่วงทีถือว่ามีค่ามากทีเดียวในการช่วยเหลืออีกหนึ่งชีวิตให้รอดมาได้ และรวมไปถึงบุคคลากรที่มีความสำคัญที่สุดในโรงพยาบาลนั่นก็คือคุณหมอนั่นเอง ระบบ RTLS จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามตำแหน่งของคุณหมอเพื่อมาดูแลคนไข้ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็วที่สุด หลังจากที่ทราบตำแหน่งปัจจุบันของคุณหมอเป็นต้น สรุปการระบุตำแหน่งบุคลลหรือสิ่งของได้นั้นเราสามารถค้นหา
สิ่งของหรือบุคคลให้ได้เร็วที่สุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรให้สูงที่สุด ลดปัญหาทรัพย์สินมีค่าสูญหาย และยังข้อมูลเหล่านี้มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย ซึ่งมีสถานที่ที่เหมาะสำหรับการนำเอา RTLS มาใช้อีกหลายอย่างนอกจากโรงพยาบาลเช่น โรงงานอุตสาหกรรม ท่าเรือ สถานที่ขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ สถานนีรถไฟ สนามบิน ท่ารถ หรือแม้แต่ warehouse เป็นต้น
ทำไมไม่ใช่ RFID
แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงการทำ Tracking สิ่งของต่างๆเรามักนึกถึงเทคโนโลยี RFID ซึ่งมีการนำมาประยุกต์ใช้งานอย่างแพร่หลายตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ RFID ก็มีข้อจำกัดในการนำแทบ RFID แบบธรรมดาหรือที่เรียกว่า Passive RFID มาใช้นั้น จำเป็นต้องมีเครื่องอ่านตามตำแหน่งที่กำหนดไว้ และระยะห่างระหว่าง RFID Scanner กับ RFID Tag นั้นจะต้องอยู่ห่างกันไม่เกิน 10 เซ็นติเมตรเท่านั้น RFID จึงเหมาะสมสำหรับการตรวจสอบสิ่งของในระยะใกล้ๆเท่านั้นเช่นการตรวจสอบสินค้าที่เคลื่อนผ่านสายการผลิตหรือใช้เป็นบัตร ID Card สำหรับเข้าออกประตูสำคัญๆป็นต้น ซึ่งไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนำมาใช้สำหรับระบุตำแหน่งการเคลื่อนแบบ Real-Time เพราะหากเราต้องการทราบตำแหน่งอของบุคคลหรือสิ่งของเป้าหมาแล้ว เราจำเป็นต้องติดตั้ง RFID Reader ไว้ทุกๆประตูทางซึ่งลองคิดภาพดูว่าหากเราต้องการสร้าง RTLS ในโรงพยาบาล ที่มีห้องมากกว่า 2,000 ห้อง เราอาจจะต้องติด RFID Scanner ถึง 2,000 ตัวซึ่งคงจะเสียงบประมาณเป็นจำนวนมากเลยทีเดียว
 แต่อย่างไรก็ตามในตลาดก็มีหลายๆบริษัทฯที่นำเสนอเทคโนโลยี Active RFID หรือ RFID Tag ที่มีแบตเตอรี่ที่สามารถส่งสัญญาณกลับไปหา RFID Scanner ได้ไกลขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีนี้ก็ถือว่าทำงานได้ดี มีความแม่นยำสูงแต่หากเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีที่จะกล่าวถึงในลำดับต่อไปแล้ว ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจที่สุดในปัจจุบันเลยทีเดียว..
Wi-Fi RTSL คือคำตอบสุดท้าย!
ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Wi-Fi คือเทคโนโลยีในการเข้าถึงเครือข่ายแบบไร้สายเพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในสถานที่ต่างๆ และในเมื่อเราจำเป็นต้องลงทุนการสร้างเครือข่ายไร้สายเป็นโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้ว หากเราสามารถนำ Wi-Fi Access Point มาใช้ประโยชน์
เพื่อให้มีความสามารถในการระบุตำแหน่งของสิ่งของหรือบุคคลได้ ก็ถือว่ามีประโยชน์และคุ้มค่าไม่น้อย
การระบุตำแหน่งแบบ Real-Time ด้วย Wi-Fi นั้นในเทคนิคที่เรียกว่า Server-Side Pattern Matching โดย Location-Based Service Server จะทำการเก็บค่า Pattern ของ RSSI (ระดับความเข้มของสัญญาณ) ที่ Access Point (AP) แต่ละตัวได้รับจาก Wi-Fi Device และนำมาสร้าง Pattern หรือที่เรียกว่า Finger Print ซึ่งในแต่ละตำแหน่งของอาคารจะมี Finger Print ที่เป็นลักษณะเฉพาะ เมื่อมีการส่งสัญญาณจาก Wi-Fi Device มายัง AP Server ก็จะทำการประมวลผลเปรียบเทียบกับ Finger Print ที่มีการทำตัวอย่างไว้ก่อนหน้า ก็จะสามารถระบุตำแหน่งที่ถูกต้องได้



Figure 1 ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีในการระบุตำแหน่ง ซึ่งมีความละเอียดต่างๆกัน



ซึ่ง Wi-Fi Device ที่ว่านี้จะเป็นได้ตั้งแต่ โทรศัพท์มือถือหรือ PDA ที่รองรับWi-Fi, Laptop Computer หรือ Wi-Fi Asset Tag ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะที่เหมาะสำหรับใช้ติดกับสิ่งของสำคัญ หรือแม้แต่ใช้ห้อยคอหรือรัดข้อมือของบุคคลก็ได้ ซึ่งจะสังเกตุได้ว่า Wi-Fi RTLS นั้นมีความยืดหยุ่นและมีต้นทุนต่ำกว่าการทำ RTLS ด้วยเทคโยโลยีอื่นๆมาก และยังมีงานวิจัยที่ยืนยันความถูกต้องของตำแหน่งที่ให้ความแม่นยำสูงถึง 99% เลยทีเดียวในระยะคลาดเคลื่อนเพียง 3-5 เมตรเท่านั้น


ตัวอย่าง RTLS Application

ในโรงพยาบาลจำนวนมากในสหรัฐอเมริกาและยุโรปได้มีการติดตั้ง RTLSและนำมาประยุกต์เข้ากับ HIS หรือ Hospital Information System ซึ่งเมื่อมีRTLS มาเชื่อมต่อด้วยแล้ว การติดตามเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีความสำคัญ สามารถช่วยลดเวลาการเข้าถึงเครื่องมือและลดการสูญหายได้เป็นอย่างมาก และการติด TAG ไว้ที่ตัวคุณหมอก็สามารถเรียกตัวคุณหมอที่อยู่ใกล้กับผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังนำมาประยุกต์ใช้ระบบVoWLAN ที่รองรับ RTLS อย่าง Wi-Fi Phone จาก Polycom เป็น
ต้นซึ่งเป็น Wi-Fi Phone ที่มีเมนูในการค้นหาเครื่องมือที่ต้องการ หรือคุณหมอเจ้าของไข้ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการลงทุน RTLS ถือเป็นการลงุทนที่ให้ผลตอบแทนอย่างรวดเร็ว เพราะเพียงช่วยชีวิตคนไข้ได้ รายก็ถือว่าคุ้มแล้ว
สำหรับบริษัทฯผู้ให้บริการระบบ Wi-Fi RTLS ก็มีอยู่ไม่กี่รายโดยมีผู้นำตลาดอย่าง Trapeze ซึ่งมีส่วนแบ่งในสหรัฐอเมริการและยุโรปกว่า 50% โดยTrapeze ถือเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายอันดับต้นๆของโลก และพัฒนาระบบ RTLS ให้ทำงานกับอุปกรณ์ Access Point และCentralized Controller ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนเป็นที่ยอมรับ โดยมีคู่แข่งที่น่าสนใจอย่าง Cisco และ Aruba เป็นต้น
สำหรับบริษัทฯผู้ให้บริการระบบ Wi-Fi RTLS ก็มีอยู่ไม่กี่รายโดยมีผู้นำตลาดอย่าง Trapeze ซึ่งมีส่วนแบ่งในสหรัฐอเมริการและยุโรปกว่า 50% โดยTrapeze ถือเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายอันดับต้นๆของโลก และพัฒนาระบบ RTLS ให้ทำงานกับอุปกรณ์ Access Point และCentralized Controller ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนเป็นที่ยอมรับ โดยมีคู่แข่งที่น่าสนใจอย่าง Cisco และ Aruba เป็นต้น

ที่มา
http://www.nvk.co.th/content2/index.php/nvk-solution/114-trapeze
http://lib.tsu.ac.th/file/RTLS.pdf

วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2556

รูรับแสง



ที่มา http://www.bloggang.com

ทางยาวโฟกัสของเลนส์ และ องศารับภาพ


ที่มา http://www.rayongphotoclub.com

ลดหย่อนภาษี วิธีไหนดีสุด?

ใกล้สิ้นปีแล้ว เป็นช่วงเวลาที่หลายคน(เพิ่ง)เริ่มวางแผนภาษี สำหรับใครที่มีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 246,300 บาท หรือเฉลี่ยเดือนละ 20,525 บาท ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี แต่ถ้าเกินกว่านี้ก็ต้องเริ่มคิดแล้วว่าจะมีทางไหนที่ประหยัดภาษีได้บ้าง ซึ่งแต่ละทางก็มักจะต้องใช้เงิน (เอาเงินของเราไปไว้ที่อื่นแทนที่จะจ่ายให้รัฐ) ลองมาดูกันครับว่าเราจะลดหย่อนภาษีด้วยวิธีไหนได้บ้าง และแต่ละวิธีมีข้อดีข้อด้อยอย่างไร

ก่อนอื่นมาลองดูกันก่อนว่ารายได้ของคุณจะต้องเสียภาษีเท่าไหร่ รูปนี้นำมาจากกระทู้ Pantip ที่ช่วยให้เห็นตัวเลขภาษีที่คุณต้องเสียได้ชัดเจนมากครับ
ตารางสรุปอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (คลิกเพื่อดูภาพใหญ่)
ตารางสรุปอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (คลิกเพื่อดูภาพใหญ่)
จากตารางนี้ มีการหักลดหย่อนทั่วไป ลดหย่อนส่วนตัว และประกันสังคม ซึ่งเป็นการลดหหย่อนมาตรฐานที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนได้เหมือนๆ กันครับ (คนทำงานฟรีแลนซ์อาจจ่ายประกันสังคมต่างไปจากนี้) แต่ยังมีการลดหย่อนอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น ลดหย่อนคู่สมรส ลดหย่อนบุตร ลดหย่อนบิดา-มารดา ประกันชีวิต ดอกเบี้ยกู้บ้าน เงินบริจาค LTF RMF บ้านหลังแรก รถคันแรก ฯลฯ โดยในที่นี้ผมจะขออธิบายเฉพาะการลดหย่อนที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายคือ เงินบริจาค ประกันชีวิต LTF และ RMF เท่านั้นครับ

เงินบริจาค

ถ้าวัดด้วยผลตอบแทนเป็นตัวเงินที่จะกลับมาหาคุณในอนาคตแล้ว วิธีนี้ถือว่าแย่สุดครับ เพราะเงินบริจาคคือเงินที่คุณเสียไปเลย ไม่ได้ผลตอบแทนอะไรกลับมานอกจาก “บุญ” และค่าลดหย่อนภาษีอีกเล็กน้อย เช่น ถ้าฐานภาษีของคุณอยู่ที่ 10% การบริจาคเงิน 10,000 บาท จะช่วยให้คุณประหยัดภาษีได้ 1,000 บาท เสมือนว่าคุณทำบุญด้วยเงิน 9,000 บาท และรัฐช่วยโปะให้อีก 1,000 บาท
ในกรณีที่คุณบริจาคเงินให้สถานศึกษา คุณจะมีสิทธิ์คิดลดหย่อนได้สองเท่า เช่น ฐานภาษี 10% บริจาคให้โรงเรียน 10,000 บาท จะช่วยให้ประหยัดภาษีได้ 2,000 บาท
การนำยอดเงินบริจาคมาคิดลดหย่อนสามารถทำได้ไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิ เช่น เงินได้สุทธิ 500,000 บาท จะนำยอดเงินบริจาคมาคิดได้ไม่เกิน 50,000 บาท (ถ้าเป็นสถานศึกษาก็คือ 25,000 บาท เพราะเมื่อคิดสองเท่าก็คือ 50,000 บาท)
การบริจาคเงินเพื่อให้ได้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี จะต้องบริจาคตามรายชื่อที่สรรพากรกำหนด และต้องมีใบเสร็จหรือใบอนุโมทนาเป็นหลักฐานด้วย ดูรายชื่อสถานศึกษา มูลนิธิ สมาคม สถานสาธารณกุศล สถานสงเคราะห์ สถานพักฟื้นบำบัดและฟื้นฟูเด็ก คนชรา คนพิการ
ถึงแม้การบริจาคจะไม่มีผลตอบแทนเป็นตัวเงินกลับมาในอนาคต แต่ผมอยากให้คุณคิดว่าบริจาคเพราะอยากช่วยให้สังคมดีขึ้นโดยมีการลดหย่อนภาษีเป็นของแถมเล็กๆ น้อยๆ ดีกว่าคิดว่าคุณจะบริจาคเพื่อให้ได้ลดหย่อนภาษี นอกจากนี้ การบริจาคคือการที่คุณ “เลือกเอง” ว่าจะให้เงินภาษีของคุณไปช่วยสังคมในด้านไหน นอกนั้นแล้วรัฐและนักการเมืองจะเป็นผู้เลือกครับ

ประกันชีวิต

ทั้งประกันแบบออมทรัพย์และประกันแบบบำนาญ เราสามารถนำเบี้ยที่จ่ายในแต่ละปีมาลดหย่อนภาษีได้ครับ โดยมีเพดานสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท แปลว่าถ้าคุณมีฐานภาษี 10% จ่ายเบี้ยประกันปีละ 100,000 บาท คุณสามารถลดหย่อนภาษีได้ถึง 10,000 บาทเลย นอกจากนี้ ประกันชีวิตยังมีเงินจ่ายคืนทุก 2 ปี หรือ 3 ปี หรือ 5 ปี และจ่ายคืนให้ก้อนใหญ่เมื่อครบสัญญาด้วย ซึ่งเมื่อคำนวณดูแล้ว ผลตอบแทนมักจะเป็นบวกครับ (ได้คืนมามากกว่าที่จ่ายออกไป) ดูวิธีคำนวณได้จากบทความเรื่อง “ประกันออมทรัพย์ผลตอบแทนมากกว่า 100% มีจริงหรือ?”
การซื้อประกันชีวิตที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ จะต้องเป็นกรมธรรม์ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 10 ปี ควรเป็นกรมธรรม์ที่ไม่พ่วงประกันสุขภาพหรือประกันอุบัติเหตุด้วย เพราะค่าเบี้ยของประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้
ชื่อเรียกประเภทกรมธรรม์มักเป็นตัวเลขสองชุด เช่น 15/7 ตัวเลขน้อยกว่าหมายถึงจำนวนปีที่ต้องจ่ายเบี้ย ตัวเลขมากกว่าหมายถึงจำนวนปีของอายุกรมธรรม์ 15/7 จึงหมายถึงจ่ายเบี้ยติดต่อกัน 7 ปี กรมธรรม์มีอายุคุ้มครอง 15 ปี (ถ้าตายใน 15 ปี ทายาทจะได้รับเงินชดเชย) ควรเลือกกรมธรรม์ที่ตัวเลขสองชุดใกล้เคียงกัน เช่น 15/15 คือจ่ายเบี้ยเท่าระยะเวลาประกัน เพราะถ้าเลือกแบบตัวเลขห่างกัน เช่น 20/5 คือจ่ายเบี้ยแค่ 5 ปี แต่ประกันนานถึง 20 ปี แบบนี้ค่าเบี้ยที่จ่ายไปจะเป็นค่าความคุ้มครองเยอะ ทำให้ผลตอบแทนที่เป็นเงินจ่ายคืนกลับมาน้อยลง และไม่ควรเลือกที่ตัวเลขเยอะมาก เช่น 99/20 เพราะเป็นประกันตลอดชีพ เรามักไม่ได้เงินคืนกลับมาใช้เอง แต่ทายาทเราได้แทน
การจ่ายค่าเบี้ยควรเลือกจ่ายแบบรายปี เพราะการจ่ายรายปีจะได้รับส่วนลดประมาณ 5% เมื่อเทียบกับการจ่ายแบบรายเดือน แต่ก็ต้องมีวินัยในการเก็บเงินด้วย อาจจะใช้วิธีหักจากเงินเดือนทุกเดือนแล้วฝากเข้าบัญชีธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยสูง เช่น ค่าเบี้ยรายปี 90,000 บาท (ถ้าไม่ออมเงินให้ดี อาจทำให้กระอักได้เมื่อถึงเวลาจ่ายค่าเบี้ย) หรือเฉลี่ย 7,500 บาทต่อเดือน พอได้เงินเดือนมาปุ๊บ ก็หัก 7,500 บาทเข้าบัญชีธนาคารเลย แบบนี้ทำให้ได้ดอกเบี้ยเป็นของแถมด้วย

LTF

กองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือ LTF เป็นเครื่องมือที่รัฐใช้สร้างเสถียรภาพให้กับตลาดทุน โดยการระดมเงินจากประชาชนเพื่อนำไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ การออกมาตรการจูงใจโดยให้ผู้ซื้อ LTF สามารถลดหย่อนภาษีได้ โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องถือหน่วยลงทุนไม่ต่ำกว่า 5 ปี จึงช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในตลาดทุน ไม่ย้ายไปที่อื่นได้ง่ายๆ
การซื้อ LTF เพื่อใช้ลดหย่อนภาษี เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ โดยสามารถซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปีก่อนหักค่าลดหย่อน เช่น ถ้าเงินเดือนทั้งปีและโบนัสของคุณคือ 500,000 บาท คุณจะซื้อ LTF ได้ไม่เกิน 75,000 บาท ถ้าฐานภาษีของคุณคือ 10% คุณจะลดหย่อนภาษีได้ถึง 7,500 บาท
การซื้อ LTF มีความเสี่ยงสูงกว่าการซื้อประกันออมทรัพย์ เพราะประกันออมทรัพย์จ่ายเงินคืนให้คุณครบทุกบาททุกสตางค์ และมีกำไรให้นิดหน่อย แต่ LTF นั้นไม่แน่เสมอไป ถ้าคุณซื้อ LTF ในจังหวะที่หุ้นขึ้นมากๆ พอถือไว้ 5 ปีตามเงื่อนไขของการลดหย่อนภาษี ระหว่างนั้นหุ้นเกิดตกอย่างหนักและตลาดอยู่ในสภาวะซึมยาว มูลค่าหน่วยลงทุนของคุณก็จะลดลง ถ้าขายก็ขาดทุน บางคนถ้าไม่ร้อนเงินก็อาจจำใจถือต่อเพื่อรอให้สภาพตลาดฟื้นตัวขึ้นมาแล้วค่อยขาย
LTF มีให้เลือกซื้อค่อนข้างเยอะ คุณอาจพิจารณาจากผลงานในอดีตของแต่ละตัว แต่ต้องย้ำว่าผลงานในอดีตไม่ได้บ่งบอกถึงผลงานในอนาคต และที่สำคัญคือต้องดูรายละเอียดของแต่ละตัวว่ามีการลงทุนในหุ้นประเภทไหน และมีการจ่ายเงินปันผลหรือไม่ LTF บางตัวมีผลงานในอดีตสวยงามมาก แต่นั่นอาจเป็นเพราะ LTF ตัวนั้นไม่มีการจ่ายเงินปันผล แต่นำเงินปันผลกลับเข้าไปลงทุนเพิ่ม ซึ่งพอดีว่าตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในขาขึ้น ผลงานที่ออกมาเลยดูดี แต่ถ้าตลาดอยู่ในขาลง ผู้ลงทุน LTF ที่ไม่มีการจ่ายปันผลก็อาจจะเสียหายหนัก
ดังนั้น ถ้าคุณคิดจะซื้อ LTF ให้ลองถามตัวเองดูว่า คุณคิดว่าอีก 5 ปีข้างหน้า หุ้นจะขึ้นไปมากกว่านี้หรือเปล่า? ถ้าคิดว่าขึ้น ก็อาจลองเสี่ยงด้วยการซื้อ LTF ที่ไม่จ่ายปันผลเลยก็ได้ แต่ถ้าไม่กล้าเสี่ยง ก็ซื้อตัวที่จ่ายปันผลไว้ก่อนดีกว่า เพราะเราไม่รู้ว่าดัชนีหุ้นในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร อย่างน้อยขอเก็บปันผลไว้บ้างก็ยังดี
นอกจากนี้ การซื้อ LTF จากสถาบันการเงินที่มี LTF ให้เลือกได้หลายกองทุนก็จะดี เพราะระหว่างที่ยังไม่ครบ 5 ปี คุณสามารถสับเปลี่ยนกองทุนได้ง่าย ช่วงไหนหุ้นตกหนักก็อาจซื้อกองที่ไม่จ่ายปันผล (เพราะคาดว่าตกไม่นานก็จะขึ้น) พอหุ้นขึ้นก็ค่อยเปลี่ยนไปซื้อกองที่จ่ายปันผลแทน (เพื่อลดความเสี่ยง)

RMF

กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพหรือ RMF เป็นการระดมเงินจากประชาชนเพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ คล้ายกับ LTF แต่ต่างกันตรงที่ RMF มักจะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าหุ้น เช่น พันธบัตร ตราสารหนี้ ทองคำ
เช่นเดียวกับ LTF การซื้อ RMF เพื่อให้ได้ลดหย่อนภาษี จะต้องซื้อไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปีก่อนหักค่าลดหย่อน แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือเมื่อคุณเริ่มซื้อ RMF แล้ว คุณจะต้องซื้อติดต่อกันทุกปีจนกว่าจะมีอายุครบ 55 ปี ถ้าเว้นการซื้อติดต่อกันสองปี คุณจะต้องจ่ายคืนภาษีที่เคยได้รับลดหย่อนไป 5 ปีย้อนหลัง ซึ่งตอนนั้นจะวุ่นวายมากครับ เพราะถ้าคุณจ่ายคืนช้า คุณจะถูกปรับเงินเพิ่มด้วย
ปีไหนที่คุณไม่อยากซื้อ RMF เยอะมาก คุณจะต้องซื้ออย่างน้อย 3% ของเงินได้ทุกประเภท หรือ 5,000 บาท อยู่ที่ว่าอันไหนต่ำกว่า ถึงจะเป็นจำนวนเงินที่ไม่เยอะ แต่ก็เป็นภาระสำหรับเราไปจนแก่เหมือนกัน

สรุป

วิธีลดหย่อนภาษีทั้ง 4 แบบต่างก็มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันไป ถ้าเป็นความเห็นส่วนตัวของผม ผมจะเลือกลดหย่อนภาษีด้วย LTF ก่อน เพราะมีความยืดหยุ่นสูง ปีไหนมีเงินเหลือเยอะก็ซื้อเยอะ ปีไหนจำเป็นต้องใช้เงินก็ซื้อน้อย แนวโน้มของผลตอบแทนค่อนข้างดี ไม่ผูกมัดมาก แค่ถือยาวให้ได้ 5 ปี อันดับสองที่จะเลือกคือประกันชีวิต โดยเลือกแบบอายุกรมธรรม์สั้นๆ ไว้ก่อน เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตไกลๆ เราจะเป็นยังไง อันดับสามคือ RMF ซึ่งต้องยอมรับตามตรงว่าผมยังไม่เคยซื้อ RMF มาก่อนเลย เพราะไม่ชอบความรู้สึกว่าต้องซื้อติดต่อกันอีก 20 ปีนี่แหละ แต่ถ้าปีไหนที่รู้สึกว่าเสียภาษีเยอะ แม้จะซื้อ LTF และประกันชีวิตจนเต็มที่แล้ว ก็ค่อยเริ่มคิดที่จะซื้อ RMF ส่วนอันดับสุดท้ายคือเงินบริจาคที่ผมจะไม่คิดว่าบริจาคเพราะอยากลดภาษี แต่จะคิดว่าบริจาคเพราะอยากช่วยสังคมจริงๆ ส่วนภาษีเป็นเพียงของแถม

ที่มา http://macroart.net/2012/10/tax-reduction/


วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ความชื้นสัมพัทธ์ คืออะไร




             ในการรายงานสภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา  นอกจากจะรายงานอุณหภูมิและสภาพอากาศว่าฝนจะตกหรืออากาศจะแจ่มใสแล้ว ยังมีรายงานเกี่ยวกับความชื้นสัมพัทธ์  (relative humidity)  ด้วย  ความชื้นสัมพัทธ์  คืออะไร
ระดับความแห้งและความชื้นของอากาศเรียกว่า  ความชื้น (humidity)  
ค่าความชื้นมี  2  แบบ   คือ  ค่าความชื้นสัมบูรณ์  และค่าความชื้นสัมพัทธ์

มวลของไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศปริมาตรหนึ่งหน่วยเรียกว่า  ความชื้นสัมบูรณ์  (absolute  humidity)  มีหน่วยเป็นมวลของไอน้ำต่อปริมาตรอากาศ (g/m3)  ซึ่งก็คือความหนาแน่นของไอน้ำ  (vapour  density)  ในอากาศขณะนั้น

             ถ้าแขวนเสื้อเปียกตัวหนึ่งไว้ในที่ไม่มีลมพัด  เสื้อจะแห้งเร็วหรือไม่นั้น  นอกจากจะขึ้นอยู่กับปริมาณไอน้ำในอากาศแล้ว  ยังขึ้นอยู่กับอุณหภูมิในเวลานั้นด้วย   ถ้าอากาศมีอุณหภูมิสูง  น้ำในเสื้อจะระเหยเร็ว  จนกระทั่งความหนาแน่นของไอน้ำในอากาศมาถึงจุดหนึ่ง  ซึ่งทำให้ปริมาณไอน้ำในอากาศที่ถูกเสื้อดูดกลับไปเท่ากับปริมาณน้ำในเสื้อที่ออกมาในอากาศ  นั่นคือ  ไอน้ำที่ออกและเข้ามาถึงภาวะสมดุลไดนามิก (dynamic  equilibrium)  ในเวลานั้นปริมาณในอากาศปริมาตรหนึ่งหน่วยเรียกว่า  ความหนาแน่นอิ่มตัวของไอน้ำในอุณหภูมิขณะนั้น  (saturated  vapour  density)  ดังนั้น  ถ้าหากแขวนเสื้อเปียกไว้ในบริเวณที่มีความหนาแน่นของไอน้ำถึงจุดอิ่มตัวแล้ว  เสื้อจะไม่แห้ง  ถึงปริมาณไอน้ำจะเท่ากัน  หากอุณหภูมิสูงขึ้นความชื้นของอากาศจะต่ำลง  ในทางกลับกันหากอุณหภูมิต่ำลงความชื้นของอากาศจะสูงขึ้น
             จากข้อความข้างบน  ทำให้เราทราบว่า  ในวันหนึ่ง ๆ  อากาศจะชื้นหรือแห้งไม่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของไอน้ำที่แท้จริงในขณะนั้นเท่านั้นยังขึ้นอยู่กับความหนาแน่นอิ่มตัวของไอน้ำ  ณ  อุณหภูมิขณะนั้นด้วย  หากความหนาแน่นที่แท้จริงของไอน้ำต่ำกว่าความหนาแน่นอิ่มตัวของไอน้ำค่อนข้างมาก  น้ำจะระเหยอย่างรวดเร็ว  ซึ่งเท่ากับว่าเวลานั้นอากาศแห้ง   ในทางกลับกันหากความหนาแน่นที่แท้จริงของไอน้ำใกล้เคียงกับความหนาแน่นอิ่มตัวของไอน้ำ  น้ำจะระเหยได้ยาก  ซึ่งเท่ากับว่าเวลานั้นอากาศชื้น
ค่าความหนาแน่นของไอน้ำในอากาศคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของความหนาแน่นอิ่มตัวของไอน้ำ  ณ  อุณหภูมิขณะนั้นเรียกว่า   ความชื้นสัมพัทธ์   นั่นคือ

การวัดความชื้นของอากาศ
เรามีวิธีบอกค่าความชื้นของอากาศได้  2 วิธี  คือ
       1 ) ความชื้นสัมบูรณ์  ( absolute  humidity ) หมายถึง  อัตราส่วนระหว่างมวลของไอน้ำอากาศกับปริมาตรของอากาศนั้น  ณ อุณหภูมิเดียวกัน มีหน่วยเป็นกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ( g / m3 )
ความชื้นสัมบูรณ์ ( AH )      =   มวลของไอน้ำในอากาศ /
                                                          ปริมาตรของอากาศ  ณ  อุณหภูมิเดียวกัน
ตัวอย่าง  อากาศในที่แห่งหนึ่งมีปริมาตร  8  ลูกบาศก์เมตร ณ อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส มีไอน้ำอยู่ 32  กรัม  ความชื้นสัมบูรณ์มีค่าเท่าไร
                ความชื้นสัมบูรณ์ =   32   กรัม
                                             8  ลูกบาศก์เมตร
                                      =     4  กรัมต่อลูกบาศก์เมตร
                2 ) ความชื้นสัมพัทธ์  ( relative  humidity )  คือ  ปริมาณเปรียบเทียบระหว่างมวลของไอน้ำที่มีอยู่จริงในอากาศขณะนั้นกับมวลไอน้ำในอากาศอิ่มตัวที่อุณหภูมิและปริมาตรเดียวกัน ( นิยมบอกค่าความชื้นสัมพัทธ์เป็นร้อยละ )
ความชื้นสัมพัทธ์ ( RH )     = มวลของไอน้ำที่มีอยู่จริง     ×   100 /


                 มวลของไอน้ำในอากาศอิ่มตัวที่อุณหภูมิและปริมาตรเดียวกัน
ตัวอย่าง   ที่อุณหภูมิ  27  องศาเซลเซียส  อากาศอิ่มตัวด้วยไอน้ำ  180  กรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ขณะนั้น มีไอน้ำอยู่จริงเพียง  135  กรัมต่อลูกบาศก์เมตร  ความชื้นสัมพัทธ์มีค่าเท่าไร
                ความชื้นสัมพัทธ์      =    135  กรัมต่อลูกบาศก์เมตร     ×   100
                                                 180  กรัมต่อลูกบาศก์เมตร  
                                           =    75 %


            ค่าความชื้นสัมพัทธ์สูงสุดคือ  100ณ ความชื้นสัมพัทธ์นี้ น้ำในวัตถุจะไม่ระเหยออกมาอีก  ในช่วงฤดูร้อนความชื้นสัมพัทธ์จะสูงถึง  90ในขณะที่ฤดูหนาวอาจลดต่ำลงกว่า  40 % ความชื้นสัมพัทธ์ที่พอเหมาะอยู่ราว  60-70 %  หากสูงกว่านี้เราจะรู้สึกว่าอากาศชื้นและอบอ้าว  เหงื่อแห้งช้า  แต่ถ้าต่ำกว่านี้เราจะรู้สึกว่าผิวแตกแห้ง  คัน  และไม่สบายตัว 


            ในฤดูร้อนเครื่องปรับอากาศไม่เพียงแต่ทำให้อุณหภูมิห้องลดลงเท่านั้น  ยังทำให้ความหนาแน่นของไอน้ำในห้องลดลงด้วย  (น้ำที่ถูกดึงออกมาจะกลายเป็นหยดน้ำออกด้านนอก)  เพราะไม่เช่นนั้นความชื้นสัมพัทธ์จะสูงขึ้นทำให้ไม่สบายตัว  ในฤดูหนาว  หากใช้เครื่องทำความร้อน  ควรต้มน้ำด้วยเพื่อเพิ่มความหนาแน่นของไอน้ำในอากาศ  เพราะไม่เช่นนั้นความชื้นสัมพัทธ์จะต่ำเกินไปทำให้ผิวหนังแห้งแตก

ที่มา 

วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ความดันโลหิตต่ำ (HYPOTENSION)



... เป็นเรื่องเกี่ยวกับ สมองอยู่มากเหมือนกัน คือเรื่องของ ความดันโลหิตต่ำ (HYPOTENSION)
ผู้ที่สนใจในเรื่องสุขภาพกลัวกันมากๆอยู่ โรคหนึ่ง คือ โรคความดันโลหิตสูง (HYPERTENSION) กลัวนักกลัวหนาจนกระทั่งว่าเวลาไปขอประกันชีวิต ที่บริษัทประกันชีวิตที่ไหนก็ตาม เขามักจะขอให้ไปตรวจโรคดูก่อน ถ้าพบว่าความดันโลหิตสูงมาก บริษัทประกันชีวิตนั้นๆ มักจะไม่รับประกัน
แต่ถ้าความดันโลหิตต่ำซึ่งตรงกันข้ามกับความดันโลหิตสูง บริษัทรับประกันชีวิตมักจะมองข้ามไป รับประกันชีวิตโดยไม่ลังเล
และถ้าไปคุยกับใครซึ่งรู้เรื่องการแพทย์หรือเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพเสีย หน่อย บอกกับเขาว่า “ฉัน เป็นโรคความดันโลหิตต่ำ” ก็มักจะได้รับคำทักว่า “ดีซิไม่ได้เป็นความดันสูงไม่เห็นจะน่ากลัวอะไร
เรื่องของเรื่องก็คือ ความดันต่ำไม่เป็นอันตราย ก็จริง แต่ก็คงจะทำให้คุณเป็นคน อ่อนแอ ไม่มีแรง ปวดหัวเวียนหัวอยู่ตลอดเวลา ทำงานทำการแบบออกแรงหน่อยก็ทำไม่ได้ เหล่านี้เป็นต้น
ความดันโลหิตโดยทั่วๆไปสำหรับผู้ ใหญ่นั้น ถ้าเกิน 140/90 ขึ้นไป ถือว่าเป็นความดันโลหิตสูงเกินควร หรือถ้าต่ำกว่า 100/60 ก็ถือว่าต่ำเกินควร


ตัวเลขเหล่านี้เราจะรู้ได้จากการวัดด้วยเครื่องวัดความดันโลหิต (SPHYG MO-MANOMETER)  ซึ่งจะเป็นเครื่องวัดที่ต้องใช้หูฟัง (STETHOSCOPE) หรือจะเป็นเครื่องวัดอัตโนมัติแบบที่เรียกว่าดิจิตอลก็ได้
ความดันโลหิตต่ำเกิดขึ้นได้จากต้นตอสองประการ คือ จากระบบบางอย่างของร่างกายบกพร่อง มาตั้งแต่เกิด หรือเกิดจากโรคภัยไข้เจ็บเฉพาะหน้าบางประการ
สาเหตุบางอย่างจากระบบบกพร่องนั้น ได้แก่ คนที่โลหิตจางหรือเลือดน้อย ปริมาณรวมของเลือดต่ำและผนังของเส้นเลือดและการปั๊มของหัวใจผิดปกติ
อันตรายร้ายแรงจากระบบบกพร่องนั้น จะไม่ค่อยมี แต่ผู้ที่ความดันโลหิตต่ำมักจะ เป็นคนที่ไม่มีแรง เวียนหัว หัวหมุนและคลื่นไส้อาเจียนได้ง่าย ทำงาน หนักไม่ค่อยจะได้ เหนื่อยง่าย ถ้าจะพูดแบบชาวบ้านก็คงเป็นเพราะว่า “คนเอว บางร่างน้อยไม่ค่อยมี เรี่ยวมีแรงอย่างนั้นแหละ”
ส่วนที่ความดันโลหิตต่ำเพราะมีโรคภัยเฉพาะหน้าเกิดขึ้นนั้น อาจจะเกิดขึ้นเพราะโลหิตจางแบบเฉียบพลัน ซึ่งสาเหตุอาจจะเป็นเพราะ อุบัติเหตุเสียเลือดมาก หรือมีสิ่งที่เป็นท้อกซิน มากเข้าสู่ร่างกายอย่างกะทันหัน หรือต้องรับยาเคมีบางอย่าง เช่น ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งต้องรับเคมีบำบัด และต้องใช้รังสีบำบัด เป็นต้น
ขอพูดถึงวิธีแก้สำหรับผู้ที่มีโรคภัยเฉพาะหน้าก่อน ถ้าจะให้รู้ว่าเพราะโลหิตจางหรือไม่ คงจะต้องตรวจเลือดก่อน แล้วดูที่ปริมาณเม็ดเลือดขาวก่อนเป็นตัวแรก ต่อจากนั้นให้ดูที่เฮโมโกลบิน (ตัวที่รับเอาออกซิเจนเข้าไว้ในเลือด) แล้วดูเฮมาโตคริต (เปอร์เซ็นต์ของเม็ดเลือดแดงทั้งหมด)
ถ้าชนิดของเลือดเหล่านี้ต่ำกว่าเกณฑ์จะค่อนข้างแน่ใจว่าโลหิตจาง และถ้าวัดความดันโลหิต ว่าต่ำกว่าเกณฑ์ก็ต้องให้เลือดเป็นการด่วน แต่การปฏิบัติเช่นนี้เป็นหน้าที่ของแพทย์นะครับ คุณทำเองไม่ได้ เมื่อแก้อาการโลหิตจางตามนี้ได้แล้ว ความ ดันโลหิตของคุณน่าจะขึ้นมาได้อยู่ในระดับปกติ
แต่อีกอย่างหนึ่งที่จะต้องเฝ้าดูเป็นพิเศษก็คือ การที่คุณโลหิตจางนั้นเกิดจากการเลือดออกภายในร่างกายหรือไม่ เลือดออกภายในนี้อาจจะเป็นที่แผลในกระเพาะหรือลำไส้ คุณรับประทานอะไรเข้าไปเป็นกรดหรือย่อยไม่หมด ก็จะทำให้แผลภายในเลือดออกไม่หยุด อย่างนี้อันตรายแบบเฉียบพลัน ความดันโลหิตต่ำอย่างแน่นอน
ฉะนั้น อย่าวางใจถ้าความดันโลหิตต่ำจนหมดแรงจะเป็นลม แต่ไม่ พบอาการผิดปกติอย่างอื่น ให้ดูให้แน่ว่ามีเลือดออกภายในร่างกายหรือไม่ รีบส่งโรงพยาบาลด่วนนะครับ
อ้อ โรคเฉพาะหน้าที่ทำให้ความดันโลหิตต่ำอีกอย่างหนึ่งและไม่ค่อยมีใครสังเกตพบ ก็คือ ผู้ที่เป็นหวัดอย่างแรง หรือไปติดเชื้อหวัดใหญ่มา ความดันโลหิตมักจะต่ำ แต่ก็ไม่มีใครค่อยสังเกต เพราะถ้าใครเป็นหวัดใหญ่ ก็มักจะให้คนไข้นอนพัก ให้ยาแก้ไข้ ให้อาหารบำรุงไม่กี่วันก็จะหาย
แต่ข้อสังเกตนะครับ ถ้ามีโอกาสตรวจความดันโลหิตและปรากฏว่าเป็นความดันต่ำแล้วละก็ รีบให้ยาบำรุงเลือดด้วย ก็จะหายเร็วขึ้นแน่ๆ
ทีนี้ก็มาถึงการแก้ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำโดยทั่วไป
1. แก้ด้วยอาหาร ควรจะให้อาหารที่เพิ่มโปรตีน ให้มากๆ สำหรับท่านที่กินอาหารชีวจิตอยู่แล้ว เราให้กินโปรตีนทั้งจากพืชและจากเนื้อสัตว์ได้
จากพืชก็คือ ถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง และผลิตผลจากถั่ว เช่น เต้าหู้ โปรตีนเกษตร เป็นต้น
และเราให้กินปลาหรืออาหารทะเลได้ อาทิตย์ละ 2 ครั้ง
คุณอาจจะเพิ่มปลาได้เป็นอาทิตย์ละสัก 3 ครั้ง และถั่ว-เต้าหู้ให้เพิ่มขึ้นเป็น 25% แทนที่จะเป็น 15% ตามสูตรหนึ่งของเรา
2. กินวิตามิน B COMPLEX 100 มก. เป็นประจำวันละ 1 เม็ด และให้แถม B1 100 มก.
และ B12 500 ไมโครแกรม อีกอย่างละเม็ด
3. แคลเซียม 1,000 มก. และโปแตสเซียม 500 มก. กินประมาณ 1 เดือน เว้น 1 เดือน
4. วิตามิน E 400 IU. วันละ 1 เม็ด
5. ขอให้ออกกำลังกายเบาๆก่อน ใช้วิธีรำตะบองแบบชีวจิตจะดีที่สุด แรกใช้แต่ละท่า ประมาณ 20 ครั้ง เมื่อรู้สึกดีแล้ว ให้เพิ่มเป็นท่าละ 3 ครั้ง
6. ใช้หัวแม่มือนวดเบาๆ บริเวณกลาง หน้าอกแล้วเลื่อนไปที่บริเวณใกล้รักแร้สองข้าง
ที่มา http://sesai.exteen.com/20071004/entry