วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557

ความรู้เกี่ยวกับยาง


1. โครงสร้างพื้นฐานของยางรถยนต์ (Basic Structure)


Basic Structure of Tyre
1. หน้ายาง (Tread) 
เป็นส่วนที่อยู่นอกสุดของยาง และเป็นส่วนที่สัมผัสผิวถนน ทำหน้าที่ป้องกันของมีคม ที่จะทำอันตรายต่อโครงยาง ที่หน้ายางก็ประกอบไปด้วยดอกยางและร่องยาง เพื่อทำหน้าที่ในการยึดเกาะถนนมีแรงกรุยเวลาวิ่ง เบรกหยุดได้มั่นใจ เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันนี้ดอกยางมีหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็จะให้ประสิทธิภาพที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น ควรเลือกชนิดของดอกยางให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งาน
2. ไหล่ยาง (Shoulder)
ประกอบด้วยเนื้อยางที่หนา หน้าที่ของเนื้อยางก็คือ ป้องกันอันตรายที่จะมีต่อโครงยาง ปกติไหล่ยางจะถูกออกแบบเป็นร่องให้เหมาะสมเพื่อช่วยระบายความร้อนภายในยางออกมาได้ง่าย
3. แก้มยาง (Sidewall)
เป็นส่วนนอกสุดของยางที่ไม่ได้สัมผัสพื้นถนนที่รถวิ่งอยู่ ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายที่มีต่อโครงยางและเป็นยางส่วนที่ยืดหยุ่น (Flexible) มากที่สุดของยาง
4. โครงยาง (Carcass)
เป็นส่วนประกอบหลักของยาง ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่จะรักษาความดันลมภายในยางเพื่อให้ยางสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้ รวมทั้งต้องทนทานต่อแรงกระแทกหรือ สั่นสะเทือนจากถนนที่มีต่อยางได้ดี
5. ผ้าใบเสริมหน้ายาง หรือ เข็มขัดรัดหน้ายาง (Breaker or Belt)
เป็นชั้นที่อยู่ระหว่างหน้ายาง (Tread) กับโครงยาง (Carcass) ในกรณีของยางธรรมดา (Bias Tire) เราเรียกว่า “ผ้าใบเสริมใยหน้ายาง (Breaker)” และในกรณีของยางเรเดียล (Radial Tire) จะเรียกว่า “เข็มขัดรัดหน้ายาง (Belt)” ซึ่งทำหน้าที่ให้หน้ายางมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น รับแรงกระแทกได้ดี และป้องกันไม่ให้โครงยางชำรุดเสียหาย หมายเหตุ มียางธรรมดา (Bias) บางรุ่นที่สภาพการใช้งานไม่รุนแรง อาจจะออกแบบโดยไม่มีชั้นของผ้าใบเสริมหน้ายาง (Breaker) ก็ได้
6. ขอบยาง (Bead)
ประกอบด้วยกลุ่มของเส้นลวดเหล็กกล้า (High Carbon Steel) ที่ช่วยยึดส่วนปลายทั้ง 2 ข้างของโครงยางไว้ เพื่อให้บริเวณขอบยาง (Bead) มีความแข็งแรง สามารถยึดแน่นสนิทกับกระทะล้อได้ดี เมื่อนำไปใช้งาน สำหรับยางรถยนต์ที่ไม่ใช้ยางใน (Tubeless Tire) ขอบยางเป็นส่วนที่สำคัญที่จะต้องทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ลมยางรั่วซึมออกมา ยางรถยนต์ซึ่งด้านหนึ่งประกอบด้วยขดลวด (Bead wire) ขอบยางเป็นส่วนที่สำคัญที่จะต้องทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้ลมยางรั่วซึมออกมา.

2. หน้าที่สำคัญของยาง



ยางรถยนต์นั้น มีหน้าที่สำคัญถึง 4 ประการ ที่จะช่วยให้คุณขับรถได้อย่างปลอดภัย
1. 1. รับน้ำหนักรถยนต์และน้ำหนักบรรทุก
Function of the tyre 1
2. ลดแรงกระแทกและสั่นสะเทือนจากพื้นถนน
Function of the tyre 2
3. เป็นตัวกลางถ่ายทอดพลังงานขับเคลื่อน และการหยุดรถลงสู่พื้นผิวถนน
Function of the tyre 3
4. ทำให้รถเปลี่ยนทิศทางได้ตามความประสงค์
Function of the tyre 4

3. สัญลักษณ์บนยาง



Sidewall Markings 11. ชื่อผู้ผลิตยาง
2. ชื่อรุ่นยางของผู้ผลิต
3. ความกว้างของหน้ายาง (หน่วยเป็นมิลลิเมตร)
4. อัตราความสูงของแก้มยางต่อความกว้างของหน้ายาง(ซีรีส์) มีหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์ (%)
5. เส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อ (หน่วยเป็นนิ้ว)
6. ดัชนีการรับน้ำหนัก (Load Index)
7.สัญลักษณ์ความเร็ว (Speed Symbol)





Sidewall Markings 2

ตารางดัชนีน้ำหนักบรรทุก (Load Index)
Load IndexกิโลกรัมLoad IndexกิโลกรัมLoad Indexกิโลกรัม
80
81
82
83
84
85
86
87
88
89
90
450
462
475
487
500
515
530
545
560
580
600 
91
92
93
94
95
96
97
98
99
100
101
615
630
650
670
690
710
730
750
775
800
825 
102
103
104
105
106
107
108
109
110
111
112 
850
875
900
925
950
975
1000
1030
1060
1090
11120 
สัญลักษณ์ความเร็ว (Speed Symbol)
สัญลักษณ์ความเร็ว (กม./ชม.)
S
T
H
VR
V
W
ZR 
180
190
210
เกินกว่า 210
240
270
เกินกว่า 240


4. ดอกยาง



การเลือกใช้ลักษณะดอกยางให้ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพการใช้งานนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประโยชน์จากการใช้งานอย่างเต็มที่ และตอบสนองลักษณะการขับขี่ที่แตกต่างกันด้วยลายดอกยาง จึงได้มีการคิดค้นและพัฒนามาโดยตลอดจนปัจจุบันมีลายดอกยางมากมายนับไม่ถ้วน อย่างไรก็ดีหากแบ่งลายดอกยางโดยคำนึงถึงทิศทางการเคลื่อนที่ สามารถแบ่งได้ใน 2 ลักษณะ คือ
1.ดอกยางแบบ 2 ทิศทาง
เป็นลักษณะของลายดอกยางที่จะสามารถสลับยางได้ในทุกตำแหน่งล้อของรถ ลักษณะดอกยางทั้ง 2 ด้าน จะสวนทิศทางกันหาก เป็นการขับขี่ทั่วไปไม่เน้นความเร็วสูง ดอกยางลักษณะนี้สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างดีเยี่ยม
Tread 2
2. ดอกยางทิศทางแบบทิศทางเดียว (Uni-Direction)
ลายของดอกยางจะถูกบังคับให้หมุนไปในทิศทางเดียวเท่านั้น โดยมีลูกศรบอกทิศทางการหมุนอยู่ที่แก้มยางทั้ง 2 ด้าน ดังนั้น การสลับยางจะสลับได้เพียงด้านเดียวเท่านั้น เช่น สลับด้านหน้าขวากับหลังขวา หรือด้านหน้าซ้ายกับหลังซ้ายเว้นแต่จะถอดตัว ยางออกจากกระทะล้อเดิมไปใส่กับกระทะล้อฝั่งตรงกันข้าม แต่ต้องจัดวางทิศทางการหมุนของดอกยางให้ถูกต้องเช่นเดิม มิเช่นนั้นแล้วจะทำให้ทิศทางการหมุนของยางเปลี่ยนกลับทิศทางทำให้ประสิทธิภาพของยางลดลง จุดเด่นของดอกยางแบบทิศทางเดียว คือ สามารถไล่น้ำออกจากหน้ายางได้รวดเร็วกว่าแบบ 2 ทิศทางป้องกันอาการเหินน้ำ (Hydroplaning) ซึ่งจะทำให้ควบคุมบังคับ รถได้ลำบากและเกิดการลื่นไถลได้ง่าย
ส่วนประกอบดอกยางจะเป็นเนื้อยางธรรมชาติ หรือ ยางสังเคราะห์ ขึ้นอยู่กับการใช้งาน
ยางธรรมชาติ – ให้ความยืดหยุ่น ระบายความร้อนดี แต่ไม่ทนสึก
ยางสังเคราะห์ – ให้ความยืดหยุ่นน้อย ระบายความร้อนพอใช้ แต่ทนสึก
Tread 2ส่วนประกอบของดอกยาง
1. ดอกยาง – สัมผัสถนนทำหน้าที่ยึดเกาะถนน
2. ร่องยาง - ร่องระบายน้ำ รีดโคลน
3. ร่องเล็กบนดอกยาง - ช่วยเกาะถนน เพิ่มความยืดหยุ่นในดอกยาง
ดอกเรียบ RIBดอกบั้ง LUGดอกผสม MIX
คุณลักษณะพิเศษดอกยาง 60:ร่องยาง 40 / พื้นที่เกาะถนนมาก ดอกยางต่อเนื่องดอกยาง 40:ร่องยาง 60 / ดอกยางอิสระ เพิ่มขอบตะกุยดอกยาง 50:ร่องยาง 50 / ดอกยางอิสระ เรียงตัวเหมือนดอกเรียบ
คุณประโยชน์เกาะถนนดี บังคับแม่นยำ รีดน้ำเต็มประสิทธิภาพมีแรงกรุยสูง ลุยโคลน หิมะ ร่องยางใหญ่ สลัดโคลนเกาะถนนลดลง แต่เริ่มแรงกรุย / รีดน้ำเต็มประสิทธิภาพ
คุณลักษณะเสริมเสริมด้วยร่องเล็กในดอกยาง ยืดหยุ่น เพิ่มแรงกรุยดอกยางมีเหลี่ยมกัดเสริมด้วยร่องเล็กในดอกยาง ยืดหยุ่นเพิ่มแรงกรุย
การใช้งานรถเก๋ง รถบัสโดยสาร ล้อหน้ารถบรรทุกรถขับเคลื่อน 4 ล้อ, ล้อหลังรถบรรทุก, รถไถนารถ SUV, รถตรวจการณ์

5. ส่วนประกอบของยางโดยน้ำหนัก



14% ยางธรรมชาต
ิ 27% ยางสังเคราะห์
28% ผงถ่าน
10% น้ำมัน
4% สารเคมี
4% เส้นใย
10% เส้นลวด
3% อื่นๆ

6. ข้อควรรู้ในการเปลี่ยนยางใหม่



เมื่อถึงเวลาเปลี่ยนยางเส้นใหม่หรือชุดใหม่สำหรับรถคุณ สิ่งที่คุณควรรู้และตรวจสอบทุกครั้ง ก็คือ
1. ควรเลือกใช้ยางที่มีขนาด ชนิดโครงสร้างของยาง ลักษณะดอกยาง และความลึกร่องดอกยางที่เหมาะสมกับประเภทการใช้งาน
2. ควรเลือกใช้ยางยี่ห้อและรุ่นเดียวกันทั้งชุด หากจำเป็นหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรใส่ยางยี่ห้อ และรุ่นเดียวกันในเพลาหรือล้อคู่เดียวกัน
3. ควรเปลี่ยนยางทั้งชุดในคราวเดียวกัน เพื่อให้ประสิทธิภาพการใช้งานของยางทุกเส้นใกล้เคียงกัน หรือเปลี่ยนครั้งละ 2 เส้นในเพลาเดียวก
ัน 4. หากจำเป็นต้องเปลี่ยนคราวละ 2 เส้น ยางเส้นใหม่ควรติดตั้งที่ตำแหน่งล้อขับเคลื่อน
5. กรณีที่เลือกใช้ยางแบบทิศทางเดียว (uni-direction) ต้องตรวจดูทิศทางการหมุนของยางว่าถูกต้องไปตามทิศทางที่กำหนดหรือไม่โดยสังเกตจากเครื่องหมายลูกศรที่ระบุไว้บนแก้มยาง เพราะการใส่ยางกลับทิศทางจะทำให้ประสิทธิภาพของยางในการรีดน้ำลดลง

ในการเปลี่ยนยางเส้นใหม่หรือชุดใหม่นั้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งานยังมีข้อแนะนำอื่นๆ เพิ่มเติมอีก ดังนี้
1. ควรเลือกขนาดความกว้างของกระทะล้อ ที่เหมาะสมกับยางขนาดนั้นๆ (ประมาณ 70-75% ของความกว้างยาง)
2. ต้องทำการถ่วงล้อทุกครั้งที่เปลี่ยนยาง เพื่อให้การหมุนของยางเกิดความสมดุล และไม่เกิดอาการสั่นที่พวงมาลัยและตัวรถเมื่อขับขี่ ใช้งานจริง
3. เมื่อเปลี่ยนยางใหม่ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเปลี่ยนทั้ง 4 เส้น หรือ 2 เส้นด้านหน้า ควรต้องทำการตรวจเช็ค ศูนย์ล้อเสมอเพื่อป้องกันการสึกหรอผิดปกติเกิดขึ้น แค่นี้ ก็ช่วยให้คุณเกิดความมั่นใจมากขึ้น จากการเปลี่ยนยางเส้นใหม่สำหรับรถของคุณ และได้รับประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน

7. ข้อคำนึงในการเปลี่ยนขนาดยางและกระทะล้อ



โดยปกติ ยางและกระทะล้อที่ติดมากับรถแต่ละรุ่น จะมีขนาดเหมาะสมกับรถ เมื่อวิ่งด้วยความเร็วมาตรฐาน ตามภาวะใช้งานปกติ ของผู้ขับขี่ส่วนใหญ่อยู่แล้ว หากแต่ผู้ใช้รถบางท่าน อาจต้องการความสวยงามหรือประสิทธิภาพด้านอื่นเพิ่มขึ้น จึงเปลี่ยนขนาดยาง และกระทะล้อ จากขนาดเดิมที่ติดมากับรถ ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนขนาดยางและกระทะล้อ ก็คือ ความสามารถ ในการรับน้ำหนัก และเส้นผ่าศูนย์กลางของยางชุดใหม่ ควรจะใกล้เคียงกับยางชุดเดิมเป็นสำคัญ ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดผลเสียดังนี้
1. หากใช้ยางขนาดเล็กเกินไป ไม่เพียงจะรับน้ำหนักได้น้อยลง ยังทำให้สิ้นเปลืองน้ำมัน มาตรวัดความเร็วของรถ จะอ่านคลาดเคลื่อน จากความจริง
2. หากใช้ยางขนาดใหญ่เกินไป ยางจะเสียดสีกับตัวรถ พวงมาลัยจะหนักทั้งขณะวิ่งช้าและจอด มาตรวัดความเร็วจะอ่านคลาดเคลื่อน เช่นเดียวกัน
ดังนั้น สำหรับรถยนต์ที่เพิ่มขนาดของขอบกระทะล้อให้ใหญ่ขึ้นจากเดิม เช่น จากขนาด 14” ไปเป็นขนาด 15” ก็จะต้อง เปลี่ยนขนาดยางด้วยเช่นกัน ซึ่งยางที่เปลี่ยนใหม่นี้ จะต้องลดขนาดของแก้มยางหรือซีรีส์ลงจากเดิม เพื่อให้มี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ของยางใกล้เคียงกับยางขนาดเดิมให้มากที่สุด เพื่อรักษาระดับความสูงของตัวรถยนต์ให้คงเดิม และให้เครื่องยนต์สามารถทำงาน ได้ตามปกติ โดยเฉพาะอัตราเร่งและการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งมาตรวัดความเร็วไม่คลาดเคลื่อนไปจากมาตรฐานเดิม
สำหรับผู้ใช้บางกลุ่ม เช่น รถกระบะขับเคลื่อน 4 ล้อแท้ๆ รวมทั้งรถกระบะขับเคลื่อน 2 ล้อที่ตกแต่งให้ดูคล้ายกับรถขับเคลื่อน 4 ล้อ มักจะนิยมเปลี่ยนขนาดกระทะล้อ และยางให้มีขนาดใหญ่ขึ้นมากกว่าเดิม หรือที่เรียกกันว่า Over Size โดยจะไม่คำนึงถึง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาง และผลกระทบต่อการทำงานของเครื่องยนต์ดังที่กล่าวมา เพราะต้องการให้ยางมีขนาดแก้มยางที่สูงขึ้น ทำให้สามารถรองรับแรงกระแทก จากพื้นถนนที่ขรุขระทุรกันดารได้ดี อีกทั้งจะทำให้ระดับของตัวรถ ยกสูงขึ้นจากเดิม เพิ่มความมั่นใจ ขณะขับขี่ ลุยป่า หรือข้ามลำธารตื้นๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งการเปลี่ยนขนาดของกระทะล้อ และยางให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสียเช่นกัน

8. ข้อดี ข้อเสียของการเปลี่ยนขนาดขอบกระทะล้อและยาง


การเปลี่ยนขนาดของขอบกระทะล้อและยางนั้นไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนให้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางมากขึ้น หรือน้อยลงก็ตามมีทั้งข้อดี และ ข้อเสียด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
การเปลี่ยนกระทะล้อให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใหญ่ขึ้น แต่ใช้ยางที่มีขนาดความสูงของแก้มยางต่ำลง หรือมีซีรี่ส์ต่ำลงมีข้อดี ก็คือ ช่วยเพิ่มการทรงตัว และยึดเกาะถนนขณะที่ใช้ความเร็วบนทางตรงและทางโค้ง ได้ดียิ่งขึ้นการเบรกก็ทำได้ดีกว่าเดิมแต่ข้อเสีย ก็คือการ ต้องใช้แก้มยางที่ต่ำลงทำให้ช่วงล่างสึกหรอเร็ว และความนุ่มนวลในการขับขี่ลดลง
ส่วนการเปลี่ยนขนาดกระทะล้อให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางที่ใหญ่ขึ้น และใช้ยางที่มีขนาดความสูงของแก้มยางเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น ข้อดี คือ มีความนุ่มนวลเพิ่มขึ้นแต่อัตราเร่งอาจลดต่ำลงกว่าเดิมการทรงตัวในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงก็จะไม่ดีเท่าที่ควร

9. การเปลี่ยนขนาดกระทะล้อที่เหมาะกับยาง



กระทะล้อกว้างเกินไป
- ความสามารถในการยึดเกาะถนนลดลง
- ความนุ่มนวลในการขับขี่ลดลง
- ดอกยางสึกผิดปกติ
กระทะล้อแคบไป
- ความสามารถในการยึดเกาะถนนลดลง
- ขอบยางเสียหายได้ง่าย
- ดอกยางสึกผิดปกติ

10. อายุยาง กับ การบรรทุก (Load Capacity)



น้ำหนักบรรทุกมีผลอย่างมากต่ออายุของยาง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องควบคุมน้ำหนักบรรทุกให้มีความสัมพันธ์กับความดันลมยางให้มากกว่ากำหนด เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับน้ำหนักของยางให้มากขึ้น เพราะการเพิ่มความดันลมยางให้มากขึ้น จะมีผลต่อยางที่กล่าวมาแล้ว ในกรณีที่บรรทุกน้ำหนักเกินอัตรา ก็จะทำให้
- โครงยางบริเวณแก้มยาง หรือ ขอบยาง หักหรือระเบิดได้ง่ายเนื่องจากด้านน้ำหนักที่กดลงมาไม่ไหว
- ความร้อนภายในยางจะเกิดสูงขึ้นมาก ทำให้การยึดเกาะระหว่างเนื้อยางกับโครงยางลดลง และแยกออกจากกันได้ง่าย
- การบิดตัวของหน้ายางมีมาก ทำให้ยางสึกหรอเร็ว และสึกหรอไม่เรียบ ทำให้อายุยางลดลง
Durability versus Load Capacity 1
กราฟความสัมพันธ์ระหว่างการบรรทุกและอายุยาง- ถ้าบรรทุกน้ำหนัก 80% ของมาตรฐาน อายุยางจะได้ 160%
- ถ้าบรรทุกน้ำหนัก 100% ของมาตรฐาน อายุยางจะได้ 100%
- ถ้าบรรทุกน้ำหนัก 130% ของมาตรฐาน อายุยางจะเหลือ 60%
- ถ้าบรรทุกน้ำหนัก 150% ของมาตรฐาน อายุยางจะเหลือ 40%

11. อายุยางกับการใช้ความเร็ว (Speed)



“Tire Break-In” คือการขับรถเมื่อเปลี่ยนยางใหม่ด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กม/ชม อย่างน้อย 200 กม.แรก หรือ 50 กม/ชม ระยะ 300 กม.แรก เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของยางก่อนใช้งานในสภาพทั่วไป
การขับเร็วจะมีผลต่อยาง ดังนี้
- อายุยางลดลง เพราะยิ่งขับเร็วความร้อนภายในยางจะสูง ยิ่งความร้อนสูงทำให้ยางสึกหรอเร็วขึ้น อายุยางจึงลดลง
- เนื้อยาง และโครงยางอาจจะไหม้ละลาย และแยกออกจากกัน
- สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะวิ่งด้วยความเร็วสูง การบิดตัวของโครงยางก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้พลังงานที่สูญเสียเนื่องจากการบิดตัวของโครงยาง
- ถ้ามีการหยุดรถอย่างกะทันหัน จะทำให้หน้ายางฉีกขาดได้ง่าย
Durability versus Speed 1Durability versus Speed 2

12. การถอด–ประกอบล้อกับตัวรถยนต์อย่างถูกวิธีนั้นทำอย่างไร



หลายท่านอาจเคยประสบกับปัญหายางแบน หรือยางระเบิดขณะขับขี่อยู่บนถนนมาแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ จะถอดล้อที่มีปัญหาออก และนำยางอะไหล่มาติดตั้งแทนได้อย่างไร เพราะบางครั้งอาจต้องเปลี่ยนในขณะที่มีการจราจรหนาแน่น หรืออาจอยู่ในสภาพที่ไม่สะดวกนัก ทำให้ต้องถอดเปลี่ยนในเวลาอันรวดเร็ว และที่สำคัญต้องปลอดภัย ดังนั้น การลำดับการถอด และประกอบให้ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งที่ผู้ขับขี่รถพึงรู้เป็นอย่างยิ่ง เพราะหากปฏิบัติไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดความเสียหายขึ้น กับกระทะล้อ หรือยาง และอาจนำไปสู่อันตรายกับชีวิตและทรัพย์สินได้
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะกล่าวถึงการถอด-ประกอบล้อ มีข้อแนะนำเบื้องต้นดังนี้ ขณะขับขี่เมื่อทราบว่า ยางแบน อย่าหยุดรถกระทันหัน ให้ขับช้าๆ อย่างระมัดระวังไปยังที่ที่ปลอดภัยและใกล้ที่สุดที่จะไม่กีดขวางรถคันอื่นและมีพื้นที่ที่จะถอดประกอบล้อได้ แล้วจึงดับเครื่อง ใส่เบรกมือ
สำหรับการถอดล้อออกจากตัวรถที่ถูกต้อง ควรกระทำดังนี้
การถอดล้อ กรณีที่มีฝาครอบล้อ ให้ใช้ไขควงปากแบนงัดฝาครอบล้อออกก่อน จากนั้นเริ่มถอดน็อตล้อ โดยใช้ประแจ คลายน็อต แต่ละตัวให้พอหลวมเล็กน้อย ก่อนที่จะยกรถขึ้นด้วยแม่แรง การขึ้นแม่แรง ให้ยกเพียงแค่ให้ล้อพ้นจากพื้นพอสมควร ไม่ควรยกแม่แรง สูงเกินไป เพราะอาจจะเกิดอันตรายได้ หลังจากถอดน็อต ควรเก็บน็อตที่ถอดออกแล้ว รวมไว้ด้วยกันเพื่อไม่ให้น็อตหาย หลังจากนั้น ให้ถอดล้อออกจากดุมล้อ โดยควรจะออกแรงยกล้อในขณะที่ดึงออก เพื่อป้องกันไม่ให้กระทะล้อกระแทกกับจานเบรค
เมื่อทำการถอดล้อออกจากตัวรถยนต์แล้ว การนำยางอะไหล่ประกอบเข้ากับตัวรถอย่างถูกวิธี ควรกระทำดังนี้.
การประกอบล้อ เริ่มจากยกวงล้อประกอบเข้ากับดุมล้อ โดยเล็งรูน็อตที่กระทะล้อให้ตรง กับดุมล้อ ดันล้อเข้าไปในดุมล้อให้แนบสนิท แล้วใช้มือหมุนน็อตล้อทุกตัว ให้เข้าไปจนสุด เพื่อไม่ให้ล้อเกิดอาการโคลงเคลง จากนั้นจึงใช้ประแจขันน็อตให้แน่นอีกครั้ง โดยให้ ทำการขันในตำแหน่งตรงกันข้ามของน็อต สลับกันไปจนครบทุกตัว อย่าใช้ประแจขัน ก่อนที่จะใช้มือใส่น็อตเข้าที่อย่างถูกต้อง เพราะการใช้ประแจขันจนแน่น โดยที่น็อตยังไม่เข้าที่ อาจทำให้เกลียวของน็อตและดุมล้อเสียหายได้ นอกจากนี้ การขันแน่นเกินไป แม้ว่าจะใส่น็อตเข้าที่แล้ว ก็อาจทำให้เกิดความเสียหายในทำนองเดียวกัน หรืออาจทำให้การคลายน็อตครั้งหน้าทำได้ยาก ส่วนการขันน็อตที่ไม่แน่นพอ อาจทำให้น็อตล้อเคลื่อนในขณะรถวิ่ง ทำให้เกิดอาการสั่นของรถได้ หรืออาจร้ายแรง จนถึงขั้น ทำให้ล้อหลุดได้ ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขันน็อตด้วยความระมัดระวังให้แน่นอย่างเหมาะสม
สำหรับกรณีที่มีฝาครอบล้อ เมื่อถอดและประกอบล้อแล้ว ให้ใส่ฝาครอบล้อให้เข้าที่และใส่ให้แน่นพอเช่นกัน มิฉะนั้น ฝาครอบล้อ อาจหลุดหาย หรืออาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุเป็นอันตรายกับผู้ใช้รถใช้ถนนได้
เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ในตอนนี้จะได้ยกตัวอย่างถึงวิธีการประกอบล้ออย่างถูกวิธี ดังนี้
ตัวอย่างในการประกอบล้อ เริ่มจากจุดที่ 1 จุดถัดไปคือตำแหน่งตรงกันข้ามกับจุดแรก นั่นคือ จุดที่ 2 และสลับกันไปจนครบทุกตัว การขันน็อตในลักษณะนี้ ทำให้หน้าแปลนแนบสนิทกับดุมล้อมากที่สุด ซึ่งหากหน้าแปลน ไม่แนบสนิทกับดุมล้อ อาจทำให้ กระทะล้อบิดเยื้องศูนย์กับดุมล้อ และทำให้ล้อเกิดอาการ เต้นสั่น หรือเกิดการสึก ไม่เรียบของดอกยางได้
Installing your Wheel and Tyre 1

13. การเปลี่ยนแปลงขนาดยาง



โดยที่ขนาดยางเส้นใหม่มีความแตกต่างไปจากขนาดเดิม มีจุดที่จะต้องคำนึงถึง อยู่ 2 ประการ คือ
- ความสามารถในการรับน้ำหนัก ต้องไม่น้อยกว่าขนาดเดิม
- เส้นผ่าศูนย์กลางของยาง ต้องใกล้เคียงขนาดเดิม
ผลเสียของการเปลี่ยนขนาดยางที่ไม่ตรงตามขนาดที่กำหนดของรถ มีดังนี้
ขนาดยางเล็กเกินไป
• ความสามารถในการรับน้ำหนักลดลง
• สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง
• มาตรวัดความเร็วคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
ขนาดยางใหญ่เกินไป
• ยางเสียดสีกับส่วนหนึ่งส่วนใดของรถ
• พวงมาลัยหนักขณะใช้ความเร็วต่ำ
• มาตรวัดความเร็วคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
Wheels and Tyres 1

ขนาดยาง165 R13185/70 R013205/60 R13185/65 R14195/60 R14195/55 R15205/50 R15
ซีรี่ส์80706065605550
เส้นผ่าศูนย์กลาง
ยาง (มม.)
594590576596590595587
ความสามารถใน
การรับนํ้าหนัก
สูงสุด (ก.ก./เส้น)
475515515515515487515
คาวมดันลมยาง
สูงสุด
(ปอนด์/ต.ร.น.)
33363636363636

14. ผลจากการสูบลมยาง



Effects from inflating the tyre 1

กรณีสูบลมยางน้อยกว่ากำหนด:

กรณีสูบลมยางมากกว่ากำหนด:
• อายุยางลดลง
• บริเวณไหล่ยางจะสึกหรอเร็วกว่าส่วนอื่น ๆ
• เกิดความร้อนสูงที่ไหล่ยางทำให้เนื้อยางไหม้แยกจากกัน
• โครงยางบริเวณแก้มยางฉีกขาด หรือหักได้
• สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง
• หน้ายางฉีกขาดง่ายที่ความเร็วมากกว่า100กม/ชม.
• ลื่นไถลได้ง่าย เนื่องจากพื้นที่ยึดเกาะถนนลดลง
• โครงยางระเบิดง่ายเมื่อได้รับแรงกระแทก หรือถูกตำ เนื่องจากโครงยางเบ่งตัวเต็มที่ เกิดการยืดหยุ่นได้น้อย
• ดอกยางจะสึกบริเวณตอนกลางมากกว่าส่วนอื่นๆ
• อายุยางลดลง
• ไม่สะดวกสบายในการขับขี่

ที่มา http://www.thaityre.com/th/tyre_knowledge.php

วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556

GLONASS

คู่แข่งของระบบ GPS คือ
ระบบ GLONASS หรือระบบ GLOBAL NAVIGATION SATELLITE SYSTEM 
ของอดีตสหภาพโซเวียต หรือรัสเซียในปัจจุบัน ระบบ GLONASS 
ถูกออกแบบในช่วงสงครามเย็นเพื่อทดแทนระบบ GPS ของสหรัฐอเมริกา 
โดยระบบ GLONASS มีความคล้ายคลึงกับระบบ GPS หลายประการ ทั้งทางด้า
นส่วนประกอบของระบบและหลักการทำงาน กล่าวคือระบบ GLONASS 
ประกอบด้วยดาวเทียม ๒๔ ดวง สถานี ภาคพื้นดินสำหรับติดตาม
และควบคุมดาวเทียมในวงโคจร และเครื่องรับสัญญาณและคำนวณหาตำบลที่ 
ระบบ GLONASS ใช้หลักการ TIMING AND RANGING เพื่อคำนวณหาตำบลที่ 
โดยให้บริการตำบลที่แบบปกติ (STANDARD PRECISION – SP) 
ด้วยความถี่ L1 และบริการตำบลที่แบบละเอียด (HIGH PRECISION – HP) ด้วยความถี่ L1 
และ L2 เช่นเดียวกับระบบ GPS (ขอขอบคุณ...บทความจาก: มารีนเนอร์ไทยดอทคอม)



   ภาพบทความต่อไปขอขอบคุณ gifeu.com
















ที่มา http://forum.groovygang.net/index.php?topic=1790.0

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

10 ข้อที่ควรและไม่ควรทำในการประเมินผลงานตัวเอง

เมื่อคุณต้องเขียนประเมินผลการทำงานของตนเอง จะเขียนอย่างไรให้ตรงไปตรงมาที่สุด ในขณะเดียวกันก็แสดงให้หัวหน้างานเห็นผลงานของคุณมากที่สุดด้วย มาดูกันว่า 10 ข้อที่ควรและไม่ควรทำในการผลการทำงานตัวเองมีอะไรบ้าง
  1. Do ถามความคิดเห็นจากเพื่อนร่วมงาน ว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับผลการทำงานของคุณตลอดปีที่ผ่านมา
  2. Do ยกตัวเลขขึ้นมาสนับสนุนผลงานให้เป็นรูปธรรม เช่น ระยะเวลาที่ใช้ จำนวนรายได้ เปอร์เซ็นต์ของผลตอบรับ ที่เกิดจากการอุทิศตัวของคุณในกับงานต่าง ๆ ยิ่งคุณสามารถทำประโยชน์ให้กับบริษัทมากเท่าไร ยิ่งทำให้นายจ้างมองเห็นคุณค่าในตัวคุณมากเท่านั้น
  3. Do เขียนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เช่น แทนที่จะบอกว่า คุณชอบงานของคุณมากเพียงใด ควรพูดถึงทักษะที่คุณพัฒนาขึ้นจากการทำงานที่ผ่านมามากกว่า
  4. Do คิดถึงสิ่งที่ควรปรับปรุง นอกจากเขียนข้อดีของคุณแล้ว ควรมีพื้นที่สำหรับเขียนสิ่งที่ต้องการปรับปรุงในการทำงานของคุณด้วย เพราะในชีวิตจริงไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบไปเสียทุกเรื่อง
  5. Do เตรียมนำเสนอแผนการทำงานในอนาคต นำเสนอไอเดียว่า คุณมีแผนจะพัฒนาความสามารถ เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ หรือรับผิดชอบงานเพิ่มขึ้นอย่างไรบ้าง ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของคุณได้
  6. Do เขียนอย่างตั้งใจและรอบคอบ ควรให้เวลากับการรวบรวมข้อมูล เรียบเรียงสิ่งที่คุณจะเขียน โดยร่างขึ้นมา แล้วปรับแก้จนมั่นใจก่อนที่จะส่ง เพราะสิ่งที่คุณประเมินนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในบันทึกผลงานของคุณที่จะถูกบริษัทเก็บไว้ตลอด
  7. Don’t อย่าถ่อมตัว อย่าอายที่จะทำให้หัวหน้ารู้ว่าคุณมีผลงานที่น่าพึงพอใจมากแค่ไหน หยิบยกความสำเร็จของคุณมานำเสนอ ในขณะเดียวกันก็ไม่กดให้เพื่อนร่วมงานของคุณต่ำลง
  8. Don’t อย่าลืมทบทวนความสำเร็จตั้งแต่ต้นปี หัวหน้างานของคุณอาจจำไม่ได้ทั้งหมดว่ามีโปรเจ็กต์ไหนบ้างที่คุณมีส่วนร่วมภายใน 1 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น ควรทบทวนผลงานเด่น ๆ ให้หัวหน้างานรับทราบอีกรอบ
  9. Don’t อย่าเขียนทื่อ ๆ ใบประเมินผลการทำงานของคุณมีผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพของคุณ จึงควรเขียนให้น่าสนใจ เชิญชวนให้หัวหน้างานอยากพูดคุยเกี่ยวกับองค์ประกอบที่คุณใช้ในการประเมินตนเอง
  10. Don't อย่าใช้การประเมินผลงานเพื่อการต่อรอง เพราะช่วงเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่คุณจะต่อสู้เรื่องค่าตอบแทน สิ่งที่ควรทำคือ คุณต้องสามารถพูดถึงความสำเร็จของคุณได้อย่างมั่นใจ ส่วนเรื่องการเจรจาต่อรองเงินเดือน เก็บไว้ในโอกาสอื่นดีกว่า

ที่มา http://th.jobsdb.com


วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความรู้ Blu-ray,HD(High-Definition) ค่า rate bit และอื่นๆ



 Bit Rate คือ จำนวน bit ที่ใช้ในการแสดงข้อมูลต่อหนึ่งหน่วยเวลา

ถ้าbit rateมาก จะทำให้ขนาดไฟล์ใหญ่ขึ้นใช่ไหมและไฟล์จะดีกว่าbit rate น้อยใช่ไหมครับ
ถูกและไม่ถูกครับ ขึ้นอยู่กับ format ที่คุณใช้งานด้วย

การดูว่าไฟล์ของเราที่โหลดไปจะมีความคมชัดเท่าใดมากแค่ไหนต้องดู Bit Rate Video เป็นอันดับแรกนะครับ

วีดีโอบิทเรทต่างๆ

1.) 128 – 384 kbit/s   – คุณภาพระดับ วีดีโอบนอินเทอร์เนท
2.) 1.25 Mbit/s          – คุณภาพระดับ VCD
3.) 5 Mbit/s              – คุณภาพระดับ DVD
4.) 15 Mbit/s            – คุณภาพระดับ HDTV
5.) 36 Mbit/s            – คุณภาพระดับ HD DVD
6.) 54 Mbit/s            – คุณภาพระดับ Blu-ray Disc

Bit Rate ยิ่งมากยิ่งคมชัดมากๆนะครับ เช่นเรื่องนี้นะครับ

VideoID                                  : 1
Format                           : AVC
Format/Info                      : Advanced Video Codec
Format profile                   : High@L4.1
Format settings ,  CABAC           : Yes
Format settings ,  ReFrames        : 5 frames
Muxing mode                      : Container profile=Unknown@4.1
Codec ID                         : V_MPEG4/ISO/AVC
Duration                         : 1h 53mn
Bit rate                           : 10.4 Mbps
Nominal bit rate               : 10.9 Mbps
Width                              : 1 920 pixels
Height                             : 800 pixels
Display aspect ratio           : 2.400
Frame rate                       : 23.976 fps
Resolution                       : 24 bits
Colorimetry                     : 4:2:0
Scan type                        : Progressive
Bits/(Pixel*Frame)            : 0.282

ส่วน fps จะสำหรับระบุเฟรมที่ออกมาในแต่ละนาที่
ปกติก็ไม่ควรต่ำกว่า 20 เพราะจะทำให้ภาพสั่นปวดตาได้ และหนังทัวไปอยู่ที่30/วิก็ดีมากแล้ว

เสียงครับ(Sound DTS-HD Master)
ระบบเสียงแบบใหม่กับแผ่น Blu-ray Disc

หลายๆท่านอาจจะทราบว่าในปัจจุบันนี้ระบบ High definition กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ส่วนใหญ่คงเข้าใจว่าระบบนี้มีเฉพาะที่เป็นสัญญาณภาพความละเอียดสูงเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วยังมีระบบเสียงที่เป็นแบบ High definition ด้วย!

ระบบเสียงแบบ High Definition นี้จะมาพร้อมกับแผ่น Blu-ray Disc เนื่องจากระบบใหม่นี้ไฟล์จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ จึงต้องใช้เนื้อที่ในการเก็บข้อมูลมาก Blu-ray Disc จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับระบบเสียงนี้

Dolby & DTS กับยุคของ High definition

เมื่อพูดถึงระบบเสียงแบบใหม่นี้ แน่นอนว่า 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ในด้านการพัฒนาระบบเสียงรอบทิศทางจนเป็นที่ยอมรับกันโดยกว้างขวาง ต่างก็ไม่พลาดที่จะเข้ามาร่วมในการเปิดตลาดของระบบเสียงแบบ High definition นี้ด้วยเช่นเดียวกัน นั่นก็คือ “Dolby” และ “DTS”

ระบบเสียง High definition จาก Dolby

ค่าย Dolby ได้พัฒนาระบบเสียงขึ้นมาใหม่ 2 ระบบเพื่อรองรับการเข้าสู่โลกของ High definition นั่นคือ “Dolby Digital Plus” และ “Dolby TrueHD”

แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึง Dolby TrueHD เพียงอย่างเดียว เพราะระบบนี้จะเป็นระบบเสียงหลักระบบหนึ่งในแผ่น Blu-ray disc

Dolby TrueHD เป็นระบบเสียงรอบทิศทางที่ไม่มีการสูญเสียของข้อมูลเลย นั่นหมายความว่าสัญญาณเสียงที่เรา ได้ยินจากระบบ Dolby TrueHD นั้นจะมีความเที่ยงตรงเหมือนกับที่บันทึก มาจากสตูดิโอเลยทีเดียว และยังสามารถ รองรับช่องสัญญาณเสียงได้สูงสุดถึง 8 channel โดยเมื่อเทียบกับระบบ เสียง Dolby Digital แบบเก่า Dolby TrueHD จะให้คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นถึง 28* เท่าเลยทีเดียว

* วัดจาก Bit-rate โดย Dolby Digital จะให้ Bit-rate = 0.64 Mbps ขณะนี้ Dolby TrueHD ให้ Bit-rate = 18 Mbps)

ระบบเสียง High definition จาก DTS

เช่นเดียวกับ Dolby, ค่าย DTSได้พัฒนาะระบบเสียงแบบ High definition ขึ้นมา 2 รูปแบบเหมือนกัน นั่นคือ “DTS-HD High Resolution Audio” และ “DTS-HD Master Audio” ในที่นี้จะขอกล่าวถึง DTS-HD Master Audio เท่านั้น

DTS-HD Master Audio เป็นระบบเสียงรอบทิศทางที่ไม่มีการสูญเสียของข้อมูลคล้ายกับ Dolby TrueHD และรองรับช่องสัญญาณได้ถึง 8 channel เหมือนกัน แต่สิ่งที่ DTS-HD Master Audio มีเหนือกว่าก็คือ คุณภาพเสียงซึ่งสามารถให้ได้มากถึง 28 Mpbs

 แต่ในด้านความนิยมหรือความหลากหลายของแผ่นซอฟแวร์ให้ปัจจุบัน ดูเหมือนว่าทางบริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์ จะให้ความสำคัญกับ Dolby TrueHD มากกว่า ทำให้แผ่น Blu-ray disc ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะมี Dolby TrueHD มาด้วย ในขณะนี้แผ่น Blu-ray Disc ที่มีระบบเสียง DTS-HD Master Audio ยังมีจำนวนค่อนข้างน้อย

เช่น
Audio

ID                                  : 2
Format                            : DTS
Format/Info                     : Digital Theater Systems
Codec ID                         : A_DTS
Duration                          : 1h 53mn
Bit rate mode                   : Constant
Bit rate                            : 1 536 Kbps
Channel(s)                        : 6 channels
Channel positions               : Front: L C R ,  Surround: L R ,  LFE
Sampling rate                    : 48.0 KHz
Resolution                        : 24 bits
Title                                : English DTS 1509kbps
Language                         : English
เป็นคุณภาพแบบ DVD ครับ

ตารางเสียงบิทเรตต่างๆ

แบบที่บีบอีดข้อมูล และสูญเสียคุณภาพของสัญญาณแล้วมี 4 ตัวด้วยกันคือ

1.) Dolby Digital  -0.64 Mbps (664Kbps)  คุณภาพระดับ DVD
2.) DTS                 -1.5 Mbps    (1530Kbps) คุณภาพระดับ DVD
3.) Dolby Digital Plus    -1.7 Mbps    (1760Kbps) คุณภาพระดับ HDTV 
4.) DTS-HD HighResolution    -6.0 Mbps    (6000Kbps) คุณภาพระดับ HDTV 5.1

แบบบีบอัดข้อมูล แต่ไม่สูญเสียคุณภาพของสัญญาณมี 2 ตัวด้วยกันคือ

5.)Dolby(TRUE HD)    -18.0 Mbps (18000Kbps) คุณภาพระดับ HD-DVD
6.)DTS-HD MasterAudio(DTS-HDMA) -24.5 Mbps (24500Kbps) คุณภาพระดับ BLURAY

แบบไม่บีบอีดข้อมูล และไม่สูญเสียคุณภาพของสัญญาณมี 1 ตัวด้วยกันคือ

7.)Linear PCM                 28.0 Mbps (28000Kbps) คุณภาพระดับ MASTER-STUDIO  


ที่มา http://cnedemo.blogspot.com/2012/10/blu-rayhdhigh-definition-rate-bit.html

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

อันตราย แมลงทอด

  
ขึ้นชื่อว่าคนไทย ย่อมต้องทานอาหารไทย หากอาหารจำพวก "แมลงทอด" นี้อาจจะไม่ได้
ขึ้นบัญชีว่าเป็นอาหารไทยอย่างชัดเจนหรอกสินะ
            แต่ถึงกระนั้น มันก็เป็นอาหารที่คนไทยจำนวนมากนิยมทาน และยังมีขายกันอยู่ทั่วไป
          แมลงทอดนั้นถ้าใครชอบทาน ก็ถือว่าอร่อย ไม่ว่าจะเป็น รถด่วน (หนอนไม้ไผ่ทอด) ตั๊กแตน
จิ้งหรีด ฯลฯ ยิ่งหากเราผ่านย่านร้านอาหาร ร้านเหล้า เราก็จะเห็นบรรดาพ่อค้าขายแมลงทอด พร้อม
กับลูกค้าที่มาอุดหนุนอย่างไม่ขาดสาย _

แต่ความอร่อยในตัวแมลงทอดนั้น อาจจะมีอันตรายซ่อนอยู่ ที่ทำให้เราเสียชีวิตได้

          ผลการวิเคราะห์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่าการรับประทานแมลงทอดอาจส่งผลร้าย
ต่อชีวิตได้ในทันที ดังที่พบเห็นเป็นข่าวว่ามีผู้เสียชีวิตจากการรับประทานตั๊กแตนทอดที่ขายตาม
ตลาดนัดทั่วไป

           เพราะในแมลงทอดมีสารฮีสตามีน (Histamine) พบมากในอาหารประเภทโปรตีนที่เริ่มมีการ
เน่าเสียและอาหารที่ไม่สะอาด ส่งผลให้เกิดอาการทางด้านผิวหนัง ระบบทางเดินอาหารและระบบ
ทางเดินหายใจ เช่น ผิวหนังอักเสบ เป็นผื่นแดง เป็นลมพิษ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และหอบหืด
เป็นต้น
            ซึ่งสารฮีสตามีนอาจทำให้เสียชีวิตได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลและปริมาณอาหารที่ได้รับ
รวมทั้งช่วงเวลาที่ได้รับ



           นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญในเรื่องของน้ำมันที่ใช้ทอดแมลงด้วย เนื่องจากน้ำมันที่ใช้ทอดแมลง
หากพ่อค้าใช้น้ำมันทอดซ้ำโดยไม่มีการเปลี่ยน น้ำมันจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพเช่นกัน เพราะการใช้น้ำมัน
ที่ทอดหลายๆ ครั้งทำให้เกิดสารประกอบโพลาร์ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้

ที่มา http://health.spokedark.tv/2013/11/01/insects-fried/

5 เหตุผลที่ PC ดีกว่า Notebook พร้อม 3 เหตุผลที่ด้อยกว่า

แม้กระแสความนิยมชมชอบเครื่องคอมพิวเตอร์ PC (ในที่นี้หมายถึง PC Deasktop) จะลดน้อยถอยลงไปมาก จากการมาของ Notebook รวมไปถึงอุปกรณ์พกพารุ่นใหม่ๆ อย่าง Tablet และ Smartphone แต่ก็เชื่อได้ว่ายังมีหลายคนที่จำเป็นต้องใช้งาน PC เป็นหลักบ้าง หรือบางคนที่มี Tablet หรือ Smartphone ใช้งานอยู่แล้ว ไม่อยากจะซื้อ Notebook มาใช้ แต่อยากได้ PC มากกว่าก็เป็นไปได้ครับ
โดยในบทความนี้เราจะมานำเสนอถึงเหตุผลที่ PC มีข้อดีมากกว่า Notebook กันนะครับ แบ่งออกเป็น 5 เหตุผลด้วยกัน 

1. สเปกต่อราคาคุ้มค่ากว่า

อันนี้เห็นกันได้ชัดเจนมากๆ หากเรากำเงินไปซื้อคอมพิวเตอร์ซักเครื่องแล้วล่ะก็ โดยสมมุติว่ามีงบประมาณไม่เกิน 30,000 บาทและต้องการใช้งานคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด เพื่อไว้ใช้ทำงานและเล่นเกมกราฟิกหนักๆ แน่นอนว่า Notebook ที่เราจะได้ก็จะเป็นขนาดหน้าจอ 14 นิ้ว หรือ 15 นิ้ว ที่สเปกภายในเป็นชิปประมวลผล Intel Core i5 ไม่ก็ i7 มาพร้อมกับกราฟิกการ์ดระดับกลางๆ ที่ในความแรงในการทำงานพอตัว ที่โดยรวมก็ถือว่าน่าพอใจระดับหนึ่ง (รุ่นตัวอย่าง ASUS N46JV-V3020H ราคา 29,900 บาท)
แต่ถ้ากรณีที่เราเลือกเป็น PC ล่ะก็ เราได้ชิปประมวลผล AMD FX ระดับ 8 คอร์ พร้อมด้วยหน่วยความจำแรมขนาด 8GB จาก G.SKILL SNIPER รวมไปถึงในส่วนของการฟิกการ์ดก็จะเป็น INNOVISION GTX660Ti ที่ต้องบอกว่าประสิทธิภาพการทำงานเหมือนเทียบกับ Notebook ที่ราคาใกล้กันนั้น ต่างกันเท่าตัวทีเดียว นอกเหนือจากนี้ยังมาพร้อมเคสสุดเท่จาก ZALMAN และ PSU คุณภาพอย่าง RAIDMAX อีกด้วย ที่สำคัญยังได้มอนิเตอร์ขนาด 24 นิ้ว ความละเอียด Full HD ไปใช้งานสะใจกันได้เลย  (สเปก PC ตัวอย่าง ราคา 29,980 บาท)
ซึ่งจากการเปรียบเทียบตรงนี้แสดงได้ถึงความคุ้มค่าของ PC ที่มีมากกว่า Notebook แบบใครๆ ก็สัมผัสได้

2. อัพเกรดอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ได้ง่ายกว่า

ในการถอดอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ภายในของ PC อย่างที่ทราบกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ว่าเราสามารถทำได้ง่ายกว่ามาก หากเทียบกับ Notebook ของแต่ละรุ่นในตลาดแล้ว นั้นก็เป็นเพราะว่า PC ได้ถูกออกแบบมาให้เราสามารถอัพเกรดอุปกรณ์ภายในได้ด้วยตนเอง อย่างกรณีที่ที่หากว่าฮาร์ดดิสก์ภายในความจุไม่มากพอ เราก็สามารถซื้อฮาร์ดดิสก์มาเพิ่มเติมได้ ซึ่งเคส PC ส่วนมากจะเพิ่มฮาร์ดดิสก์ได้สูงสุดถึง 5 ลูกด้วยกัน หรือถ้าต้องการความเร็วในการทำงานที่สูงขึ้น จะเปลี่ยนไปใช้ฮาร์ดดิสก์แบบ SSD ก็สามารถทำได้เช่นกัน
หรืออย่างกรณีถ้าเราต้องการชิปประมวลผลซีพียูหรือกราฟิกการ์ดที่แรงขึ้น ก็สามารถซื้อรุ่นใหม่ที่แรงกว่าประสิทธิภาพดีกว่ามากใช้งานได้ทันที โดยในส่วนของเดิมก็สามารถนำไปขายต่อในตลาดมือสองได้อย่างสบายๆ ซึ่งก็ถือได้ว่าในการอัพเกรดอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ภายในของ PC ดีกว่า Notebook แน่นอน เพราะโน้ตบุ๊กอย่างมากที่เราอัพเกรดได้ก็คือ แรมและฮาร์ดดิสกืเท่านั้น

3. ซ่อมบำรุงได้ง่ายกว่า

สืบเนื่องจากเหตุผลก่อนหน้าที่ PC สามารถถอดอุปกรณ์ชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ได้ง่ายกว่า Notebook มาก ทำให้เราสามารถถอดชิ้นส่วนออกมาทำความสะอาดได้ง่าย เป่าลมหรือปัดฝุ่นได้ง่ายกว่า แน่นอนว่าส่งผลให้ระบบระบายอากาศภายในของตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ทำได้ดี รวมไปถึงจะทำให้อายุการใช้งานยาวนานกว่าการที่เราไม่ทำความสะอาดเลย เพราะว่าถ้าหากเราไม่ถอดอุปกรณ์ภายในมาทำความสะอาดบ้าง ก็อาจจะทำให้อุปกรณ์ทำงานหนักเกิดความร้อนสะสม จนส่งผลให้ชิ้นส่วนมีความเสียหายที่สุดก็เป็นไปได้

4. อายุการใช้งานนานและประกันยาวนานกว่า

ด้วยความที่อุปกรณ์ภายในของ PC มีการออกแบบให้มีขนาดใหญ่ ทั้งในส่วนของแผงวงจร พัลมระบายความร้อน หรือฮีทซิงค์ระบายความร้อนต่างๆ อีกถอดออกมาทำความสะอาดได้ง่ายกว่า Notebook ทั่วไป แน่นอนว่าทำให้ฮาร์ดแวร์สึกหรอหรือเสื่อมสภาพได้น้อยกว่าเช่นกัน
หรือถ้าเกิดกรณีเสียขึ้นมาเราก็สามารถถอดชิ้นส่วนที่เสียนำไปเคลมที่ศูนย์บริการได้สะดวก กว่าการที่เราจะยก Notebook ไปทั้งเครื่อง ที่สำคัญประกันชิ้นส่วนของอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์มีระยะรับประกันที่ยาวนานกว่า โดยเริ่มต้นที่ 1 ปี ไปจนถึง 3 ปี 5 ปี หรือตลอดการใช้งานก็มีครับ 

5. รีดประสิทธิภาพการทำงานได้ดีกว่า

เหตุที่คอมพิวเตอร์ PC นั้น สามารถอัพเกรดและปรับแต่งได้ง่ายกว่า Notebook ทำให้เราสามารถรีิดประสิทธิภาพการทำงานของ PC ออกมาได้มากกว่าเช่นกัน เพราะเราสามารถ Overclock ชิปประมวลผลและกราฟิกการ์ดได้อย่างอิสระ ไม่ต้องห่วงในเรื่องของความร้อนสะสมจนอุปกรณ์ภายในอื่นๆ เสียหาย รวมไปถึงกรณีที่เราต้องการประสิทธิภาพสูงสุด ก็สามารถติดตั้งชุดระบายความร้อนระดับสูงเพิ่มเติมได้ โดยไม่ทำให้การทำงานของเครื่องได้รับผลกระทบแต่อย่างใด (แต่กระทบกระเป๋าเงินนะ) 
พร้อมกันนั้นก็ขอนำเสนอเหตุผลที่ PC ด้อยกว่า Notebook ด้วยล่ะกันครับ โดยแบ่งออกเป็น 3 ข้อ

1. พกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้

แน่นอนว่าเป็นเหตุผลแรกๆ ทีเดียว สำหรับข้อดีของ Notebook ในเรื่องของการพกพาไปใช้งานนนอกสถานที่ เพราะตัวเครื่องโน้ตบุ๊กเองนั้นได้ออกแบบให้มีขนาดเล็กกระทัดรัดที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ตามขนาดหน้าจอ รวมไปถึงได้มีการติดตั้งแบตเตอรี่ไว้ภายในตัวเครื่อง ทำให้ในการใช้งาน Notebook นั้น เราไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับอแดปเตอร์ของตัวเครื่องเสมอไป เรียกได้ว่าไม่ต้องง้อปลั๊กไฟอย่างที่ PC ขาดไม่ได้เลย
โดยระยะเวลาการใช้งานของแบตเตอรี่ Notebook แต่ละเครื่องนั้นก็อยู่กับสเปกภายในของรุ่นนั้นๆ ซึ่งถ้าเป็น Notebook ที่มาพร้อมสเปกสุดแรง Intel Core i7 และกราฟิกการ์ด NVIDIA GrForce GTX Series ก็รับร้องได้ว่าแบตเตอรี่นั้นจะสามารถใช้งานได้ไม่นาน เพียง 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งถ้าใครอยากใช้งาน Notebook แบตเตอรี่อยู่ได้นานๆ คงต้องหาดูเป็น Notebook ดีไซน์บางๆ มาพร้อมสเปกชิปประมวลผลและกราฟิกการ์ดแบบประหยัดพลังงานมาแทน ที่ก็จะทำให้ Notebook เครื่องนั้น ใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึงระดับ 8-9 ชั่วโมงด้วยกัน

2. ใช้พลังงานประหยัดกว่า

ด้วยความที่ว่า Notebook นั้นถูกออกแบบมาให้ใช้งานพกพาเป็นหลัก พร้อมกันนั้นยังต้องพึงพาพลังงานจากแบตเตอรี่ในบางช่วงเวลา ทำให้อุปกรณ์อาร์ดแวร์ภายในนั้นกินพลังงานไม่มากเท่ากัน PC ซึ่งส่วนมากแล้ว Notebook ปกติทั่วไปจะใช้พลังงานเพียง 30 – 50 Watt เท่านั้น หรืออย่างมากที่สุดก็จะอยู่ที่ประมาณ 100 Watt  ซึ่งเรียกได้ว่าต่างจากการกินพลังงานของ PC เป็นอย่างมาก เพราะ PC ปกติทั่วไปก็ใช้พลังงานอยู่ที่ประมาณ 400 – 500 Watt แล้ว ยิ่งถ้าเป็นในส่วนของ PC สเปกแรงๆ แล้วล่ะก็ เกรงว่าจะทะลุ 1000 Watt ด้วยซ้ำไป
เรียกได้ว่าถ้าใครอยู่หอพักหรืออพาร์ทเม้นท์แล้วล่ะก็ ค่าไฟปลายเดือนมาเรียกเก็บทีนี้แทบจะร้องไห้เลย (หน่วยค่าไฟแพงกว่าแบบคำนวณตามบ้านมาก) เพราะเปรียบเหมือนเราเสียบใช้งานเตารีดเท่ากับการที่เราเปิดคอมไว้ตลอดเวลานั่นเอง ส่วนถ้าใครอยู่บ้านก็เจ็บลงมาน้อยหน่อย แต่ก็แอบรู้สึกได้เล็กๆ ครับ เมื่อเทียบกับ Notebook ที่เราแทบจะไม่รู้สึกถึงค่าไฟที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ 

3. ประหยัดพื้นที่มากกว่า

อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญกับการที่ Notebook ดีกว่า PC ก็คือขนาดตัวเครื่องที่เล็กและเป็นชิ้นเดียว ทั้งตัวเครื่อง หน้าจอ คีย์บอร์ด ทัชแพด เวลาจัดวางที่ไหนก็จะไม่กินพื้นที่มากนัก อีกทั้งยังไม่มีสายโยงยางไปมา ต่างกับ PC ที่ต้องใช้พื้นที่ในการจัดว่าค่อนข้างมาก ต้องใช้โต๊ะที่ออกแบบมาเพื่อใช้วาง PC จึงจะมีความเหมาะสมมากที่สุด รวมถึงก็จะมีสายเชื่อมต่อไปมามากมาย ทั้งสามารถไฟ สายเมาส์คีย์บอร์ด สายสัญญาณต่างๆ เป็นต้น เรียกได้ว่าเทียบการใช้งาน Notebook กับ PC ในเรื่องของพื้นที่นั้น Notebook ประหยัดพื้นที่กว่าเยอะมาก แถมจะเอาเป็นเล่นไปใช้งานบนเตียงนอนก็สามารถทำได้ทันที
เอาเป็นสำหรับคนที่ต้องใข้งานคอมพิวเตอร์ที่ต้องการพกพาไปใช้งานนอกสถานที่บ้าง ก็สามารถเลือกเป็น Notebook ได้เลย แต่ถ้าใครต้องการใช้งานคอมพิวเตอร์สเปกดีๆ คุ้มค่าต่อราคา และที่สำคัญใช้งานอยู่แต่ภายในบ้านละก็ ยังไง PC ก็ย้งเป็นคำตอบที่ดีที่สุด แต่คนไหนคิดว่าขอเพียงคอมพิวเตอร์ที่พอใช้งานได้แล้วอยู่ตามหอพักล่ะก็ Notebook ก็อาจจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดก็เป็นไปได้ครับ

ที่มา http://notebookspec.com/pc-notebook/194878/

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"หัวหน้าเลวแบบไม่ได้ตั้งใจ"



คุณเป็นหัวหน้าแบบใหน??

หัวหน้ามีด้วยกัน3แบบ
1.หัวหน้าแบบที่ทำงานแล้วมีความสุข มีพลัง เรียกว่า"หัวหน้าตัวคูณ(Multiplier)
2.หัวหน้าแบบทำงานด้วยแล้วมีแต่ความทุกข์ หมดสนุก ขาดพลัง เรียกว่าหัวหน้าตัวหาร(Diminisher)
3.ผุ้นำแบบตัวหารชนิด100%ไม่มี ส่วนใหญ่เป้น ผุ้นำตัวหารแบบไม่ได้ตั้งใจ(Accidental Diminisher)

(Multiplier)หัวหน้าตัวคูณ มีคุณสมบัติหลักๆอยุ่5ประการ
1.Talent Magnet เป้นแม่เหล็กดูดคนเก่ง เป็นไอดอลของคนอื่น
2.Liberator เป็นผุ้ที่รุ้จักใช้จุดแข็งผุ้อื่นเป็น ช่วยให้เขาค้นพบศักยภาพในตัว
3.Challenger เป็นผุ้นำที่ผลักดันให้ลุกทีมไปไกลเกินกว่าที่ตัวเขาเองเคยคิดว่าจะไปถึง
4.Debate Maker เป็นผุ้พิสมัยการถกเถียง ไม่ปิดกั้นความคิดตน ไม่ครอบงำความคิดคนอื่น เคารพความเห็นต่าง
5.Investor เป็นนักลงทุนในการสร้างคน ยอมสละเวลาพัฒนาทีม

(Diminisher)ผุ้นำแบบตัวหาร จะมีลักษณะตรงข้าม
1.Empire Builder เล่นพรรคเล่นพวก ค่าของคนอยุ่ที่เป้นคนของใคร
2.Tyran เป้นนักเผด็จการตัวยง ยึดมั่นความคิดตน
3.Know-it-all รุ้ทุกอย่าง เก่งทุกอย่าง ใครบอกสวนทันที
4.Decision Maker รวบอำนาจ ไม่ไว้ใจใคร ไม่มีใครตัดสินใจดีเท่าฉัน
5.Micromanagers จุ้จี้จุกจิด คิดเล็กคิดน้อย ยึดติดปลีกย่อยจนเกินไป

(Accidental Diminisher)ผุ้นำแบบไม่ได้ตั้งใจ
1.Idea Guy เจ้าไอเดีย ไม่รุ้จะเริ่มเรื่องใหน ให้ความสำคัญและจัดลำดับอย่างไร
2.Alway On หัวหน้าประเภท7-11คิดอะไรได้ตอนใหน โทรศัพท์ทันที
3.Rescuer พร้อมเข้าไปกุ้ภัย ให้เสมอ ลุกน้องทำผิด ทำช้า เสียเวลา พี่ทำเอง
4.Pacesetter ใจร้อนต้องเร็ว ตัดสินใจเร็ว คนขเางหลังตามไม่ทัน ถ้าพี่อยากเร็ว...ไปคนเดียวเลย
5.optimistic มองว่าทุกอย่างง่าย ไม่เข้าใจว่าทำไมลุกน้องทำไม่ได้ ไม่เห็นจะยากเย็น คนทำงานเลยเสียกำลังใจ