วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

PCM ปะทะ DTS , DTS-HD Master Audio , DTS-HD HiRes, Dolby Digital+ , Dolby TrueHD (bitstream)


File:PCM-vs-DSD.svg
PCM , DTS , DTS-HD Master , Dolby Digital , Dolby TrueHD ทุกอันเป็นรูปแบบไฟล์เสียงชนิดหนึ่งซึ่งพบได้ในแผ่นหนังที่เราดู DVD / Bluray
จะเรียกว่าเป็นสกุลของไฟล์เสียงก็ได้ โดยถ้าเราแกะไฟล์เสียงออกมาจากแผ่นหนัง
เราจะได้ไฟล์เสียงดังนั้น
- บันทึกเสียงมาแบบ PCM ==> ได้ไฟล์ *.wav (หรือ format อื่นๆที่บันทึกมาแล้วแต่โปรแกรม)
- บันทึกเสียงมาแบบ DTS ==> ได้ไฟล์ *.dts
- บันทึกเสียงมาแบบ Dolby ==> ได้ไฟล์ *.ac3



PCM เป็นไง ?
ว่ากันง่ายๆ PCM เป็นไฟล์เสียงที่มีคุณภาพดีที่สุด เพราะมันคือไฟล์เดิมๆดิบๆ ขนาดก็ใหญ่สุดๆ
เพราะไม่มีการบีดอัด (หรือ zip compress ) มาเลย
- ข้อดี คือ มันเป็นเสียงที่คุณภาพสูงสุด ไม่มีการสูญเสียคุณภาพ lossless เสียงใสอย่างแท้แน่นอน
- ข้อเสีย คือ เมื่อขนาดมันใหญ่ การจะสตรีมไฟล์ไปยังเครื่องเสียงเพื่อเล่นไฟล์เสียง มันถูกจำกัดด้วย bandwidth ของสายว่า สายส่งได้ไหวไหม
เช่น ถ้าเราใช้สาย coxial หรือ optical เราจะสตรีมได้เพียง PCM 2.1ch 192khz (PCM Stereo)
เพราะแบนวิทของสายสองประเภทนี้มันมากได้สุดแค่นี้

ปัญหาคือ หนังเค้าทำออกมาเสียง 5.1channel หรือ 7.1channel
ครั้นจะใช้รูปแบบเสียง PCM มันก็สตรีมไฟล์ผ่านสายพวกนี้ไม่ได้ ก็เพราะสายมันใหญ่ไม่พอที่จะส่งข้อมูล
เขา(ใครสักคน)เลยคิดค้น การบีบอัดขนาดไฟล์ PCM ให้ขนาดเล็กลงขึ้นมา มันก็เหมือน mp3 นี่แหละ
เพียงแต่มันต้องบีบอัดเสียงที่มี channel เยอะๆเช่น 5.1 หรือ 7.1 ได้ด้วย เพราะจะเอามาใช้กับหนัง
เลยไม่ได้เรียกว่า mp3 เพราะเจ้านั่นมันรองรับแค่ 2channel แค่นั้น
เจ้าฟอร์แมท DTS และ Dolby จึงเกิดขึ้นมา



DTS และ Dolby Digital เป็นไง?
มันก็เป็น format ไฟล์เสียงรูปแบบหนึ่ง
ในยุคแรกๆ เค้าก็เน้นในเรื่องเทคนิคการบีบอัดไอ้เจ้าเสียง PCM นี่แหละให้มันเล็กลง
ซึ่งเล็กลงได้มากๆเลย (เหมือนเรา zip ไฟล์ หรือ rip CD เป็น mp3 น่ะ เล็กหลายเท่าแบบนั้นแหละ)
- ข้อดี คือ มันเล็กไง เล็กมาก ทีนี้ก็สตรีมข้อมูลเสียง 5.1 , 7.1ผ่านสาย coxial , optical ได้ละ ไม่มีปัญหา
- ข้อเสีย คือ การบีบอัดใช้เทคนิคเหมือนๆ mp3 (แต่อาจจะดีกว่าหน่อยหรือเปล่าไม่รู้) มันก็ต้องมีสูญเสียคุณภาพเสียงไปบ้าง
ถ้า หูทองมาฟังอาจจะรับไม่ได้ เสียงมันไม่ใสปิ้ง เครื่องเสียงแพงๆเท่านั้นที่ฟังออกมั้ง เนื่องจากถูกนำมาใช้กับหนัง ไม่ใช้กับเพลง หูทองเลยไม่ค่อยแขวะเท่าไหร่ เพราะพวกนั้นไม่ค่อยดูหนังมั้ง

และ ข้อเสียอีกอัน(ที่ผู้ใช้เจ็บแสบสุดๆ) คือ เมื่อสตรีมได้แล้วก็จริง แต่ไอ้เครื่องเสียงที่รับสัญญาณน่ะก็ต้องรองรับการอ่านไฟล์ dts ,dolby ac3 ได้ด้วยนะจ๊ะ
(หรือเรียกว่า เครื่องเสียงต้องถอดรหัสได้ด้วย เช่นต้องมี logo แปะหน้าเครื่องน่ะแหละ)
มันเลยเป็นจุดขายไง ว่าเครื่องเสียงตัวนั้นตัวนี้รองรับ dts ไหม/รองรับ dolby ไหม...
ซึ่งถ้ามันรองรับแล้วจบแค่นั้น มันก็คงดี....!

แต่ธุรกิจก็คือธุรกิจ...ทีนี้พ่อค้าก็คิดสิ จะทำไงถึงจะขายเครื่องเสียงได้เรื่อยๆล่ะ ก็ออกรูปแบบไฟล์ใหม่ๆมาเรื่อยๆ
ต้องออกแบบให้ เครื่องเก่ามันไม่สามารถอาจถอดรหัสได้ หรือได้แต่ไม่เต็มร้อย
ทีนี้มันก็ออกลูกออกหลาน format ใหม่ๆมาตรึมเลยสิ !!! เช่น
บริษัท Dolby digital ก็ออกลูกเป็น dolby digital plus+ , dolby TrueHD
บริษัท DTS ก็ออกลูกเป็น dts HD , dts HD-HR , dts MasterHD
และก็คงมีตามออกมาอีกเป็นพลวนในอนาคต
(ดีนะ มีแค่สองบริษัท ไม่งั้นเครื่องเสียงคงต้องแปะ logo กันรอบเครื่อง ก็ยังไม่พอ)



DTS-HD Master/HR และ Dolby TrueHD เป็นไง ?
ก็อย่างที่บอก มันคือลูกหลานของ dts และ dolby digital น่ะแหละ
แต่ก็พัฒนาขึ้น (แต่จริงๆผมว่ามันไม่ได้พัฒนาเลยต่างหาก)

มาดูในแง่การพัฒนา คือ การบีบอัดไฟล์เสียงให้ขนาดเล็กลง แต่ไม่ให้คุณภาพสูญเสียเหมือนกับในระบบยุคแรกๆ
(เค้าเรียกว่า lossless หรือก็เหมือนการ zip ไฟล์ - แต่ไม่เหมือน mp3 ละนะ...อันนี้จะเหมือนไฟล์ flac เลยก็ว่าได้)
...แง่ที่ผมว่ามันไม่พัฒนา คือ มันก็แค่บีบให้เล็กลง โดยไม่ไปแตะต้องตัวไฟล์เลย
ก็ทำนองบีบ zip ไว้เฉยๆ (เหมือนเอา winzip winrar มาบีบไฟล์น่ะแหละ พอคลายออกมาก็เหมือนเดิม)
- ข้อดี คือ คุณภาพเสียงเต็ม 100% คุณภาพเหมือน PCM เลยแหละ เสียงใสปิ้งๆๆ และ ขนาดก็เล็กกว่า PCM
- ข้อเสีย คือ ขนาดมันเล็กลงจริง แต่ดันไม่ได้เล็กลงมากพอที่จะส่งผ่านสาย coxial , optical ได้อีกแล้วน่ะสิ !
และที่สำคัญคือ " it's a ธุรกิจ - เชิญกลับไปอ่านด้านบนเลย...อยากฟังเสียงดี ตรูต้องซื้อเครื่องเสียงใหม่ที่รองรับระบบใหม่อีกละ "




แต่ๆๆๆๆ......การมาของ DTS-HD , DolbyTrueHD มันก็ไม่ได้เสียเปล่า
เพราะมันช่วยกระตุ้นการพัฒนาสายสัญญาณ HDMI ซึ่งมาแทนที่สาย coxial , optical
ว่าง่ายๆคือสาย HDMI ณ ตอนนี้มันมีแบนวิทสูงปรี้ดดด และยังสามารถพัฒนาต่อเรื่อยๆ ยังไม่จบ
ตอนนี้ก็พัฒนาสายถึง version 1.4a ที่สามารถส่งไฟล์แบนวิทสูงๆได้มากกว่า HDMI ver.ยุคแรกๆหลายเท่าทวีคูณ
ฉะนั้นการจะสตรีมข้อมูลไฟล์เสียง DTS-HD , DolbyTrueHD ก็จะต้องใช้สาย HDMI เท่านั้นนี่แหละ



มาถึงตรงนี้หลายๆคนคงลืม PCM ไปแล้วหรือเปล่าไม่รู้ !!!
อาจเพราะการโฆษณาทำให้เราหน้ามืดตามัวไปกับแสงสี ที่ปิดหูปิดตา ปิดจนเราไม่รับรู้ว่าอะไรคืออะไร
และจนลืมไปว่า ที่สุดของที่สุดมันคือไฟล์ PCM นะเฟร้ย ไม่ใช่ใครอื่น
ซึ่งไอ้ HDMI ณ บัดนาว มันก็มีแบนวิทมากพอที่จะส่งไฟล์ PCM 7.1channel 192khz ขนาดมหึมา ได้แล้ว!!
อ้าว งั้นตรูหันมาใช้ PCM นิยายมันก็จบละสิ ?....จริงๆมันก็น่าจะจบแบบนั้นแหละ แต่ธุรกิจมันก็คือธุรกิจ

ด้วยความโชคดีที่เครื่องเสียงเกือบร้อยทั้งร้อยมันดันอ่าน PCM ได้มาช้านานแล้ว (แต่หลายคนไม่รู้ หรือไม่เคยได้สนใจ)
ครั้นจะตัดออก ก็ไม่ได้ เพราะมันคือรูปแบบหลัก
ทีนี้ถ้าเครื่องอ่านแผ่นหรืออ่านไฟล์มันสามารถถอดรหัส dts , dolby เป็น PCM ได้
มันก็หมดปัญหา นิยายก็จบ ไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องเสียงบ่อยๆๆๆๆ
ใช้กันยาวๆ เปลี่ยนแค่เครื่องเล่นไม่กี่พัน ก็พอ

พ่อค้าก็หาทางพยายามไม่ให้เครื่องอ่านแผ่นหนัง เครื่องเล่นไฟล์หนัง ถอดรหัสเสียงเป็น PCM แบบหลายๆ channel ได้
หลายๆเครื่อง(Brandname เกือบทั้งหมด) จะจำกัดไว้ให้ถอดเป็น PCM ได้ แต่ได้แค่ stereo 2ch.
หรือบางเครื่องสตรีมไปเครื่องเสียงได้อย่างเดียว ถอดรหัสเป็น PCM เองไม่ได้
คนรวยแต่ไม่รู้เรื่อง ก็เลยต้องอัพเกรดกันต่อไป อัพทั้งเครื่องเล่น อัพทั้งเครื่องเสียง อัพเกรดกันจนตายไปอีกสิบชาติน่ะแหละ



ถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าถ้าเราเข้าใจมัน ก็น่าจะพอนึกออกว่า การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดมันก็มีอยู่นะ เช่น....
1. เครื่องเสียง(AVR) จริงๆจะใช้รุ่นไหนก็ได้ ขอแค่ให้รองรับ PCM แบบ Multichannel 5.1 หรือ 7.1 ได้ เท่านี้ก็พอ ไม่ต้องไปสนใจ logo มากมายก่ายกองบนเครื่อง
(รุ่นต่ำสุดๆๆๆๆ มันก็ทำได้หมดน่ะแหละ เพราะมันคือ มาตรฐานทั่วไปไง ไม่ต้องดูรุ่นแพงเลย)

2. เครื่องอ่านแผ่น /อ่านไฟล์ หาซื้อเครื่องที่มันสามารถถอดรหัส dts,dolby(ทั้งโครต) เป็น PCM ได้ในตัวมันเอง (ไม่ใช่แค่ stream นะ)
ส่วนใหญ่มันจะทำได้แค่ stream หรืออย่างดีก็ถอดได้ แต่ได้แค่ PCM 2ch. แบบนี้ไม่เอานะ
แนะนำเครื่อง(จีน)ที่อัพ firmware ลงโปรแกรมได้น่ะ น่าใช้ เพราะมันใช้ software ถอดรหัสทั้งนั้นแหละ ต้นทุนมันต่ำ

3. หรือไม่ก็ซื้อเป็นคอมพิวเตอร์ หรือ HTPC หรือ notebook ไปเลย
เอาที่มันมีการ์ดจอ + มีช่อง HDMI
(ไม่ต้องไปสนใจด้วยว่าจะสตรีม dts dolby ตัวไหนได้บ้าง เพราะเราจะสตรีม PCM กัน)
จากนั้น ก็ลง้โปรแกรมดูหนังที่ถอดรหัส (ซึ่งมีเยอะแยะมากมาย เช่น ffdshow , LAV decoder) ถอดรหัส dts,dolby(ทั้งโคตร) เป็น PCM
(อยาก แนะนำข้อนี้ มันคุ้มกว่าข้อ 2. เพราะเราอัพเกรดได้ เสียเงินแล้วคุ้ม และซอฟแวร์ก็ฟรีมากมาย ลูกเล่นมากมายก่ายกองกว่าเครื่องเล่นสำเร็จรูปราคาแพงๆเสียอีก เอามาทำงาน เล่นเวบ ก็ได้ด้วย)


Faq ยอดฮิต.?
========
Q. เค้าว่าการทำ Bitstream(dts,dd) เสียงดีกว่าแบบ PCM จิงป่ะ ?
A. มันก็เหมือนกันนะแหละ ที่ทำอยู่เนี่ย มันเป็นการส่งไฟล์ดิจิตอล ให้เครื่องเสียงมันอ่านเว้ย!
จะเลือกส่งแบบ dts , dolby , pcm มันก็ต้องส่งแบบ bitstream (คือ สตรีมข้อมูล data ทั้งนั้น)
เป็น 10011001100 = digital เหมือนกัน (ไม่ใช่ส่งเป็นเสียงอนาล๊อก)
มันจะต่างกันก็แค่ ใครจะคลายไฟล์ dts , dolby ระหว่าง...
- ให้เครื่องเสียงที่มันรองรับ dts dolby คลาย zip(ภาษาพ่อค้า = ถอดรหัส)....หรือ
- ให้โปรแกรมในคอมคลายไฟล์ แล้วส่งไฟล์เสียง pcm ไปให้เครื่องเสียงอ่าน (เครื่องเสียงไม่ต้องเหนื่อย)
* ซึ่งตอนช่วงที่คลายไฟล์ออก (ถอดรหัส=decode) มันก็ยังไม่ได้อ่านเป็นเสียงนะ มันแค่คลายไฟล์ที่บีบอัดไว้ออกมาเป็น ไฟล์ PCM ก่อน...แล้วจึงมาอ่าน pcm อีกขั้นตอนหนึ่ง

สุดท้ายตัวที่อ่านไฟล์ PCM =========> มันก็เครื่องเสียงอยู่ดี
แล้วคุณภาพเสียงมันจะต่างกันได้ไหมล่ะ
(ในทางทฤษฎี ที่จะต่างบ้าง คือ ความเร็วเสียง ใครจะทำได้ไวกว่ากัน อันนี้ต้อง sync ภาพ/เสียง เทียบดูเอง
แต่ที่ผมลองมา ยังไม่มีปัญหา ทั้ง cpu ในเครื่องเสียง หรือ cpu ในคอมพิวเตอร์ ยังเร็วเหลือเฟือ ไม่มีเสียง delay ให้เจอ)


*** เทียบง่ายๆ เอากระดาษเขียนคำว่า " สุดสวย " ส่งให้อ่าน // กับ เอากระดาษเขียนคำว่า " สุดสวย" แล้วพับเล็กๆแล้วส่งให้เปิดอ่าน.......

คนเปิดคลี่กระดาษคนละคน-แต่คนอ่านคนเดียวกัน คิดว่าคนอ่านมันจะอ่านเป็น สุดหล่อ ไหมวะครับ/***



อ้างอิง : google.com ค้นคำว่า "bitstream vs linear pcm"
อ่านแล้ววิเคราะห์กันดูว่า ที่ผมพูดมาน่ะจริงไหม


จบ.....นิยาย HI-DEF Audio
เขียนโดน NUTHPLAYER

ที่มา  
http://www.bloggang.com
http://en.wikipedia.org/wiki/Direct_Stream_Digital

ระบบเสียงต่างๆที่ควรรู้



DTS HD Master Audio
เป็น ระบบเสียงรอบทิศทางสำหรับ Blu-ray และ HD DVD รองรับสูงสุด 8 แชนแนล ให้ bit rate สูงสุดถึง 24.5 Mbit/s ในแผ่น Blu-ray และสูงสุดถึง 18.0 Mbit/s ในแผ่น HD DVD และสามารถเล่นในระบบ 2 แชนแนลที่ 192 kHz หรือเล่นได้สูงสุด 8 แชนแนล ที่ 96kHz/24 bit

DTS 96/24
เป็นการถอดรหัสเสียง 5.1 แชนแนล ที่ 96kHz/24 bit โดยจะสามารถส่งในแบบ 2 แชนแนลที่ 96 kHz/24 bit เท่านั้น ซึ่งใช้ในระบบ DVD-Video

DTS-ES (DTS Extended Surround)
แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ DTS-ES Matrix และ DTS-ES Discrete 6.1ขึ้นอยู่กับว่าระบบเสียงได้บันทึกมาในลักษณะใด และใช้ในระบบ DVD-Video

DTS-ES Matrix เป็นระบบเสียงที่บันทึกรวม Surround Back ลงไปในสัญญาณเสียง แล้วค่อยทำการถอดรหัส ซ้าย-ขวา จึงทำให้ระบบเสียงรอบทิศทางไม่เป็นไปอย่างอิสระ แต่ก็สามารถสสร้างเสียงรายล้อมได้ดีกว่าแบบ DTS

DTS-ES Discrete เป็นระบบเสียงที่ถูกบันทึกแบบรอบทิศทาง โดยการแยกข้อมูลเสียงในส่วนของ Surround Back แบบอิสระ ทำให้เสียงรอบทิศทางที่ได้ยินมีความคมชัด

DTS
เป็น มาตรฐานของระบบเสียง ดิจิตอล เซอร์ราวนด์ มัลติ-แชนแนล ส่งสัญญาณเสียงรอบทิศทางในแบบ 5.1 แชนแนล โดยการส่งผ่านช่องสัญญาณ S/PDIF และ HDMI ใช้กับระบบ DVD-Video

DTS Neo:6
เป็นระบบเสียงที่จำลองเสียงสเตอริโอให้เป็นระบบเสียงรอบทิศทางในแบบ 5.1 หรือ 6.1 แชนแนล

Dolby TrueHD
เป็น ระบบเสียงรอบทิศทางสำหรับ Blu-ray และ HD DVD รองรับสูงสุด 14 แชนแนล ให้ bit rate สูงสุดถึง 18.0 Mbit/s ในแผ่น Blu-ray และ HD DVD (แต่ Blu-ray และ HD DVD ให้ช่องสัญญาณมากสุดได้ 8 แชนแนล )

Dolby Digital EX
เป็นระบบเสียงที่คล้ายกับ Dolby Prologic โดยเพิ่มการทำ matrix เสียง center ด้านหลัง ขยายช่องสัญญาณได้มากถึง 6.1 หรือ 7.1 แชนแนล

Dolby Digital Surround EX
เป็น Cinema Version ของระบบเสียง Dolby Digital EX ซี่งนำมาใช้กับโรงภาพยนตร์และชุดโฮมเธียเตอร์ โดย Dolby ทำการพัฒนาร่วมกับ Lucasfilm THX หลักการคือการนำสัญญาณเสียง 5.1 และเพิ่มช่องสัญญาณเสียงเข้าไป โดยการแทรกสัญญาณเสียง Center ด้านหลัง เข้ากับสัญญาณ Left Surround และ Right Surround จากนั้นจึงทำการ matrix สัญญาณเพิ่มขึ้นมา โดยไม่สูญเสียคุณภาพเสียง และเล่นได้ในระบบ 5.1 หรือ 6.1 และ 7.1 ใช้กับระบบ DVD-Video


Dolby Digital
เป็น มาตรฐานของระบบเสียง ดิจิตอล เซอร์ราวนด์ มัลติ-แชนแนล ส่งสัญญาณเสียงรอบทิศทางในแบบ 5.1 แชนแนล โดยการส่งผ่านช่องสัญญาณ S/PDIF และ HDMI ใช้กับระบบ DVD-Video

Dolby Digital Plus

เป็น ระบบเสียงที่พัฒนามาต่อจาก Dolby Digital โดยการเพิ่ม bit rate เป็น 6.144 Mbit/s และเพิ่มช่องสัญญาณเสียงขึ้นเป็น 13.1 แชนแนล มีใช้ในระบบ HD DVD เท่านั้น

Dolby Pro Logic II
เป็นระบบเสียงที่จำลองเสียงสเตอริโอให้เป็นระบบเสียงรอบทิศทางในแบบ 5.1 แชนแนล

Dolby Pro Logic IIx
เป็นระบบเสียงที่จำลองเสียงสเตอริโอและระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 5.1 แชนแนล ให้เป็นระบบเสียงรอบทิศทางในแบบ 6.1 และ 7.1 แชนแนล

Dolby Pro Logic IIz
เป็นระบบเสียงที่จำลองเสียงสเตอริโอและระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 5.1/7.1 แชนแนล ให้เป็นระบบเสียงรอบทิศทางในแบบ 7.1 และ 9.1 แชนแนล


ที่มา http://mede8erthai.com/forum/index.php?topic=1888.0

วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เวลาที่ไร้ประสิทธิภาพ (Ineffective Time)


เวลาที่ไร้ประสิทธิภาพ (Ineffective Time) คือ เวลาที่ไม่ได้ทำอะไรและไม่เกิดผลผลิตใดๆในการดำเนินการผลิต โดยทั่วไปการผลิตหรือการทำงานมักจะเกิดการรบกวนทำให้เวลาทำงานสำหรับผลิตต่อหน่วยผลิตภัณฑ์สูงขึ้น เวลาที่มากขึ้นนี้เรียกว่า เวลาที่ไร้ประสิทธิภาพ เนื่องจากการเกิดการรบกวนการทำงานใดๆ ทำให้งานผลิตหรือการทำงานต้องหยุดชะงักลง ชั่วคราวโดยปราศจากการผลิตหรือผลงาน เวลาที่เสียไปดังกล่าวจึงเป็นเวลาสูญเปล่า ทำให้อัตราผลผลิตลดลง

ความสูญเสียขององค์กรจากเวลาที่ใช้ประสิทธิภาพ
การเกิดเวลาที่ไร้ประสทธิภาพขึ้นในองค์กร จะนำมาซึ่งการผลิตและการดำเนินงานที่ ล่าช้าไม่ทันเวลา นำมาซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น จนอาจทำให้องค์กรไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทันท่วงที จนอาจทำให้องค์กรขาดความสามารถในการแข่งขัน และประสบความล้มเหลวได้ในอนาคต ความสามารถในการบริหารการขจัดเวลาที่ไร้ประสิทธิภาพในองค์กร จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารควรให้

รูปแบบของเวลาที่ไร้ประสิทธิภาพ

เราแบ่งเวลาที่ไร้ประสิทธิภาพออกเป็นสองลักษณะ คือ เวลาที่เสียไปเนื่องจากการรบกวนจากแหล่งนอกที่เหนืออำนาจการควบคุมของผู้ควบคุมในองค์กร เช่น ไฟฟ้าดับ น้ำท่วม ฯลฯ อีกลักษณะหนึ่ง คือ เวลาที่เสียไปอันอยู่ภายใต้การควบคุมได้ ซึ่งสามารถจัดแบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. เวลาที่ไร้ประสิทธิภาพเนื่องจากความบกพร่องของฝ่ายจัดการ เวลาที่ไร้ประสิทธิภาพ
นี้ มีผลจากการที่แรงงานหรือเครื่องจักรหยุดงานโดยเหตุเพราะฝ่ายจัดการไม่มีการวางแผนงานที่ดี ขาดการอำนวยการประสานงาน และการควบคุมงานอย่างไร้สมรรถภาพ จากนโยบายทางการตลาด ทำให้โรงงานต้องผลิตสินค้ามากชนิดเกินไป เครื่องจักรเกิดการหยุดชะงักขณะที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการผลิตสำหรับ ผลิตภัณฑ์ที่ต่างกัน

การขาดการวางแผนการจัดลำดับของงาน มีผลให้การทำงานไม่ต่อเนื่อง เกิดบกพร่องในการจัดหาวัสดุ เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่นๆ ทำให้เกิด การรอ การหยุดชะงัก เพราะความขาดแคลน บกพร่องในการบำรุงรักษาเครื่องจักร อุปกรณ์การผลิต ทำให้ต้องมีการหยุดงานเพราะเครื่องจักรชำรุด หรือทำให้เกิดผลผลิตเสียมาก มีผลให้ต้องเสียเวลาทำใหม่ การขาดการจัดสภาพการทำงานที่ดี ทำให้แรงงานไม่สามารถทำงานได้โดยสม่ำเสมอ

2. เวลาที่ไร้ประสิทธิภาพภายใต้การควบคุมของแรงงาน
เวลาที่ไร้ประสิทธิภาพนี้เป็นผลจากฝ่ายแรงงานเองเป็นผู้ทำให้เกิดขึ้น อุปนิสัยที่ไม่ดีของคนงาน เช่น การขาด ลา มาสาย ความเกียจคร้านในการทำงาน การแกล้งถ่วงงาน หรือหลบงาน คนงานทำงานโดยไม่ระมัดระวัง ทำให้งานเสียหาย
คนงานไม่รักษากฎเกณฑ์ การรักษาความปลอดภัย ทำให้เกิดอุบัติเหตุโดยประมาท

แบบนี้…ต้องแก้ที่ระบบจัดการ
โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์แห่งหนึ่ง มีเครื่องจักรที่เป็นเครื่องปั๊มโลหะสภาพที่มีปัญหา ขาดแผนงานที่ดี ทำให้เกิดการรอแม่พิมพ์ รอช่างเครื่อง รอรถยก ล้วนเป็นอาการรอทั้งสิ้น โรงงานแห่งนี้พบว่ามีการเดินไปเดินมาของพนักงาน โดยแยกไม่ออกว่าเป็นพนักงานขนย้ายหรือพนักงานประจำเครื่อง ทำให้เกิดกรณีไร้ประสิทธิภาพของพนักงาน

ทางแก้ปัญหาของโรงงานนี้ก็คือ ให้โรงงานเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการใหม่ มีการทำ
แผนงานล่วงหน้า เพื่อจัดตารางเวลาให้ต่อเนื่องกัน ไม่ซ้อนทับกันหรือเหลื่อมกันมากนัก อีกทั้ง
โรงงานยังควรเปลี่ยนแปลงเสื้อผ้าที่ใช้ เช่น ให้พนักงานขนย้ายสวมชุดสีส้มสะดุดตา ถ้าภายใน
โรงงานมีการขนย้ายก็จะพบพนักงานเสื้อสีส้มเดินไปเดินมา เป็นผลทำให้พนักงานประจำเครื่อง
หรือช่างเครื่องที่ใส่เสื้อสีเทาไม่กล้าเดินไปเดินมาเพราะสะดุดตา เช่นกัน ผลก็คือ ทำให้ลดเวลาที่
ไร้ประสิทธิภาพของพนักงาน เพิ่มจิตสำนึกในการทำงานตามหน้าที่ เพราะถ้าพนักงานขนย้ายหยุด
กับที่ก็แสดงว่าการทำงานไร้ประสิทธิภาพ เช่นกัน

ข้อพิจารณาในการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ เพิ่มผลผลิตทำได้ง่าย…ไม่ยากเลย
การค้นหาเวลาที่ไร้ประสิทธิภาพเพื่อจะได้พยายามขจัดทิ้งไป ผลที่ตามมาคือ การเพิ่ม ผลผลิต เพราะได้ขจัดความสูญเสียทิ้งไป การค้นหาเวลาที่ไร้ประสิทธิภาพเป็นเรื่องง่าย คือ พิจารณาเวลาประเภท “รอ” “หยุด” “หลบ” “หลีก” “เลี่ยง” โดยเฉพาะการ “รอ” และการ “หยุด” เราสังเกตได้ไม่ยาก ส่วนการค้นหาการ “หลบ” “หลีก” “เลี่ยง” อาจจะยุ่งยากกว่า อย่างไรก็ตามการค้นหาเวลาที่ไร้ประสิทธิภาพ จะทำให้เราลดเวลาที่ไม่ได้ทำงาน ถ้าเราลดได้และใช้เวลาที่ลดได้ให้เกิดผลผลิต เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเพิ่มผลผลิตในอุตสาหกรรมได้อย่าง แน่นอน

ที่มา http://www.ismed.or.th/SME/src/upload/knowledge/11812010014667b26903f9b.pdf

3 เทคนิคจัดการลูกน้อยจอมไฮเปอร์


      วัยเด็กเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ไม่สิ้นสุด ทำให้พวกเขาเต็มไปด้วยพลังล้นเหลือ หลังรื้อค้นโซฟาในห้องนั่งเล่น ก็เริ่มตีลังกากระโดดไปมา ลากคุณไปทั่วเหมือนทุกตารางนิ้วเป็นสนามเด็กเล่นเหมือนหยุดไม่เป็น “ทุกสิ่งล้วนน่าตื่นเต้นไปหมดสำหรับเด็กวัยก่อนเข้าโรงเรียน” นักจิตวิทยาเด็กลินดา บัดด์กล่าว “นั่นเป็นความสุขของเด็กในวัยนี้”
      
       แต่แม้พวกเขาจะเพลิดเพลินกับการเล่น เราก็ต้องสอนให้เขารู้ว่าเมื่อไรเป็นเวลากิน เมื่อไรเป็นเวลานอน เพื่อให้พวกเขามีเวลาที่สงบลง แต่ยังเรียนรู้อยู่ได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำดังนี้
      
       1.จัดเวลาให้เล่น
      
       วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะให้เจ้าตัวน้อยสุดไฮเปอร์หมดพลัง คือ จัดกิจกรรมให้ทำตลอดทั้งวัน ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าไม่ควรปล่อยให้เจ้าตัวน้อยอยู่นิ่งนานเกิน 60 ต่อครั้ง เว้นเพียงเวลานอน
      
       ถ้าปล่อยให้เขานั่งนาน ก็เตรียมตัวเจอพายุหมุนได้เลย เพราะพลังล้นเหลือที่สะสม ลองเอาน้ำใส่ถังให้ลูกทาเล่นนอกบ้าน หรือหาลูกบอลเบาๆ ให้เล่น ให้เขาได้ออกกำลังกายเต็มที่ในเวลาเล่น แต่ไม่ต้องหนักใจที่ลูกเล่น และไม่ควรให้เขาดูโทรทัศน์
      
       2.พัฒนาสมอง
      
       เด็กก่อนวัยเรียนเหมาะกับของเล่นที่มีกลไก เช่น ตัวต่อไม้ หรือกรรไกรสำหรับเด็ก การเล่นของเล่นที่เบากว่า เงียบกว่าเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยเสริมพัฒนาการให้ลูกน้อย เพลิดเพลินกับการเล่นคนเดียวได้ หากเล่นของเล่นประเภทนี้เขาจะอยู่นิ่งมากกว่า จึงอาจเหมาะที่จะใช้หลอกล่อในสถานที่ที่เขาควรอยู่นิ่งๆ อย่างในรถ หรือระหว่างรอคุณหมอ
      
       นอกจากนี้ ยังอาจใช้กิจกรรมศิลปะอย่างวาดรูปมาช่วยให้ลูกได้ฝึกทั้งการใช้มือและ จินตนาการก็เข้าทีไม่แพ้กัน กิจกรรมอีกอย่างที่ทำได้คือการอ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง นอกจากจะช่วยให้เขาอยู่นิ่งได้แล้ว ยังเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกันกับคุณพ่อคุณแม่ด้วย นับเป็นการเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านให้เจ้าตัวน้อยตั้งแต่ยังเล็กได้
      
       3.กำหนดเวลาพักผ่อน
      
       ควรจัดเวลานอนให้เป็นเวลา เด็กส่วนใหญ่จะตื่นมาพร้อมพลังงานเต็มเปี่ยม แล้วใช้จนหมดก่อนจะรู้ตัวว่าง่วง เวลานอนเจ้าตีวน้อยไม่ควรเกินสามทุ่ม โดยมีเวลาสามสิบนาทีก่อนหน้าไว้ผ่อนคลายก่อนนอน อย่างการฟังนิทาน การนอนเป็นเวลาอย่างสงบจะช่วยให้เจ้าตัวน้อยนอนหลับสนิทได้ยาวขึ้น ผลคือพลังงานที่ดูแลได้ง่ายขึ้นในวันถัดไปสำหรับคุณพ่อคุณแม่
      
       อ้างอิงจาก parents.com


ที่มา http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9550000151067

วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การกำจัดมดแบบง่ายๆ





ไม่ทราบว่ามีใครบ้างที่ต้องเผชิญกับเจ้าพวกมด แมลงต่าง ๆ ที่มากวนใจภายในบ้านกันบ้างหรือเปล่า เชื่อแน่ ๆ ว่าจะต้องมีอย่างน้อย ๆ ก็สักคนสองคนล่ะน่า …
ซึ่ง เจ้าพวกมดและแมลงทั้งหลายนี้ถือเป็นปัญหากวนใจที่เหล่าบรรดาแม่บ้านทั้งหลาย ต่างต้องเผชิญกันมาแล้วแทบทั้งนั้น ซึ่งวิธีกำจัดส่วนใหญ่ที่หลาย ๆ บ้านใช้กันก็คือ การใช้สารเคมีฉีดเพื่อฆ่าให้ตาย ซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็วทันใจจริง ๆ แต่ก็อาจจะทำให้มีสารเคมีตกค้างได้ด้วยเช่นกัน
วันนี้ไปเจอวิธีการไล่เจ้าพวกมดและแมลงต่าง ๆ ด้วยวิธีธรรมชาติมา เลยเอามาฝากให้เพื่อน ๆ ที่นี่ลองเอาไปใช้กันดูนะ

ใช้ฟองน้ำเปียกๆ เช็ดตามทางมด มดจะหาทางเดินไม่เจอ หรือ ใช้ผงฟูโรยตามทางของมด

โรยพริกป่น สะระแหน่แห้ง กากกาแฟ ตามบริเวณที่มดเดินหรือบีบมะนาวตามรูเข้าของมด แล้วทิ้งเปลือกมะนาวไว้ตรงนั้น ปลูกสะระแหน่ไว้รอบบ้าน มดจะไม่เข้าใกล้

ใช้น้ำส้มสายชูผสมน้ำเช็ดตามทางเดินมด แมลงสาบ

ใช้ข้าวโอ๊ตหรือแป้งข้าวโพดผสมปูนปาสเตอร์ในอัตราส่วนเท่าๆ กัน โรยบริเวณที่แมลงสาบมารบกวน เมื่อแมลงสาบกินเข้าไปปูนพลาสเตอร์จะแข็งตัวแมลงสาบจะตาย

ใช้ผงฟูผสมกับน้ำตาลทรายอย่างละเท่าๆ กัน โรยบริเวณที่แมลงสาบมารบกวน

ใช้แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ บอแร๊กซ์ 4 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เข้ากันใช้โรยบริเวณที่แมลงมารบกวน

เอาตะไคร้หอมหั่นแล้วตำ คั้นเอาแต่น้ำแล้วนำไปเคี่ยวจนเป็นน้ำมันใช้ทาผิวหนังกันยุง

ใช้กาบมะพร้าวหรือเปลือกส้มตากแห้งสุมไฟ เพื่อให้เกิดควันไล่ยุง

ปลูกต้นแก้วหรือต้นราตรีไว้บริเวณปากประตู หน้าต่าง จะช่วยไล่ยุงได้
 
เป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว แถมยังไม่มีสารเคมีตกค้างให้เป็นอันตรายด้วย ยังไงเพื่อน ๆ ที่นี่ก็อย่าลืมเอาไปลองใช้กันดูนะ


ที่มา http://www.kroobannok.com/blog/26990

ดินน้ำมัน



    ดิน น้ำมัน เป็นของเล่นสำหรับเด็กที่มีมานาน สำหรับพัฒนาการทางสมอง และกล้ามเนื้อมือ และเสริมกิจกรรมในครอบครัว สมัยโบราณใช้ดินธรรมชาติ (clay หรือ mineral clay) จากแหล่งที่อยู่ซึ่งหาได้ง่ายผสมน้ำ มาใช้สำหรับปั้นตุ๊กตาดิน เช่น ดินเหนียว (Plastic clay) ได้จากการผุกร่อนของหิน เนื้อดินละเอียดสีเนื้อ หรือสีเทา มีความเหนียว จากนั้นมีการผสม กับดินชนิดอื่น เพื่อให้คงรูปได้ง่าย และมีการพัฒนารูปแบบให้เป็นที่น่าสนใจยิ่งขึ้นด้วยการแต่งสี กลิ่น และเติมสารสังเคราะห์อื่นๆ เพื่อความเหนียวนุ่ม และมีลักษณะน่าใช้ เรียกรวมว่า modeling clay และมีผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะคล้ายดินน้ำมันซึ่งทำจากแป้ง ที่เรียกว่า Play-dough

    
        ดินที่ใช้ทำดินน้ำมันมีหลายชนิด  เช่น  ดินเหนียว  และ  แร่ดิน (clay minerals)  แร่ดิน เช่น คาโอลิไนต์ (kaolinite) และ smectites

 
1. Modeling clay

    
        Modeling clay หรือ Artificial clay ผลิตขึ้นเพื่อใช้ทดแทนดินเหนียวธรรมชาติ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ oil-based clay และ polymer clay

            1.1 Oil-based clay

                        Oil-based clay ผลิตจากองค์ประกอบหลัก ได้แก่ แร่ดิน เช่น สารกลุ่มคาโอลิน (kaolins) ผสมกับ น้ำมัน ขี้ผึ้ง ข้อเด่นคือ มีความเหนียวนุ่ม ปั้นขึ้นรูปง่าย ไม่แห้งเมื่อสัมผัสอากาศเพราะเป็นน้ำมัน ไม่ละลายในน้ำ ใช้งานได้นาน และไม่มีพิษ ข้อด้อยคือติดไฟได้ และหลอมเมื่อได้รับความร้อน ปัจจุบันมีผู้ผลิตดินน้ำมันประเภทนี้มากมาย ชื่อที่เป็นที่รู้จัก เช่น Plasticine และ Plastilin

                        Plasticine เป็นชื่อทางการค้า ผลิตจากแร่ดิน เกลือแคลเซียม เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต อะลูมิเนียมซิลิเคด (aluminum silicate) ปิโตรเลียมเจลลีหรือวาสลิน (petroleum jelly) long chain aliphatic acid เช่น กรดสเตียริก (stearic acid) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (sulfur dioxide) น้ำมันพืช (vegetable oils) สารกันเสีย (preservatives) และ เทอร์เพนทีน (turpentine) และส่วนประกอบอื่นๆ ที่เป็นความลับทางการค้า

            1.2 Polymer modifier clay และ Polymer clay

                        Polymer modifier clay เป็นดินน้ำมันที่มีแร่ดินเป็นองค์ประกอบหลัก แต่ส่วนผิวมีการพัฒนาทางเคมีด้วยสารพอลิเมอร์ ส่วน Polymer clay เป็นดินน้ำมันที่ทำจากสารพอลิเมอร์ เช่น พอลิไวนิวคลอไรด์ (polyvinyl chloride) มิได้มีส่วนผสมของดินแร่ ที่มีลักษณะแข็งเมื่ออุณหภูมิต่ำ เมื่อแข็งแล้วไม่สามารถปั้นแต่งได้อีก
 
2. Play-dough

            Play-dough   หรือแปังโด (dough)   หรือแป้งปั้น   ผลิตจากแป้ง (flour)   ที่นิยมใช้มากคือ อะไมโลส (amylose) หรือแป้งสาลี (wheat) น้ำ และ เกลือ ซึ่งมีคุณสมบัติต้านเชื้อจุลชีพ บางบริษัทเติมสารหล่อลื่น เช่น ปิโตรเลียม เพิ่มสัมผัสที่อ่อนนุ่ม สารกันเสีย (preservative) เช่น บอแรกซ์ ป้องกันการเจริญของเชื้อ สารแต่งกลิ่น สารแต่งสี สารให้ความชื้น สารลดแรงตึงผิว (surfactant) และส่วนประกอบอื่นๆ ที่เป็นความลับทางการค้า ชื่อการค้าที่เป็นที่รู้จัก และนิยมใช้ทับชื่อภาษาอังกฤษคือ Play-doh มีข้อด้อยคือมีอายุการใช้งานสั้น เพราะเมื่อเล่นไปนานๆ และสัมผัสอากาศ จะแห้งและแข็ง ไม่สามารถปั้นได้อีก ปัจจุบันแป้งปั้นเข้ามาแทนที่ดินน้ำมันประเภท modeling clay มากขึ้น อะไมโลสเป็นส่วนประกอบหลักที่ทำให้แป้งโดเหนียวและปั้นเป็นรูปได้ดี แต่หากมีน้ำและอยู่ในสภาพเย็นจะเกิด retrogradation ทำให้แป้งแข็ง ดังนั้น แป้งโดต้องใส่สารที่เรียกว่า retrogradation inhibitor เช่น อะไมโลเพกติน (amylopectin) หรือ waxy starch อื่นๆ ลงไปด้วย

            ปัจจุบัน มีเว็บไซด์ที่แนะนำวิธีการทำดินน้ำมันอย่างง่าย เช่น ถ้าต้องการทำดินน้ำมันประเภท  Oil-based clay ให้ใช้ดินแห้งแบบผง น้ำมัน (oil) น้ำมันเครื่องหรือจารบี (automotive grease) และ ขึ้ผึ้ง (wax หรือ beewax) หรือใช้ดินสอพอง น้ำมันเครื่องเบอร์ 50 พาราฟินแข็ง และ สีผงชนิดสีน้ำมัน โดยเริ่มหลอมพาราฟินก่อนและผสมน้ำมันเครื่องให้เข้ากัน จากนั้นเทลงในดินสอพองที่บดผสมกับสีแล้ว และนวดให้เข้ากัน ทิ้งไว้หนึ่งคืนและนวดต่อจนกระทั่งได้ดินน้ำมัน ความเหนียวขึ้นอยู่กับความหนืดของน้ำมันเครื่อง

            สำหรับ แป้งโด มีเว็บไซด์ของประเทศไทยแนะนำการเตรียมขึ้นใช้เองมากมาย ซึ่งส่วนผสมหลักได้แก่ แป้ง เช่น แป้งสาลี หรือแป้งอเนกประสงค์ น้ำ เกลือ ครีมออฟทาร์ทาร์ น้ำมันพืช สารแต่งสีและกลิ่น ข้อดีของแป้งที่ทำเองนี้คือ การใช้สารที่ไม่เป็นอันตรายต่อเด็กเพราะใช้ส่วนผสมที่รับประทานได้ ข้อด้อยคือเล่นได้ไม่นาน เพราะแข็ง และมีกลิ่นหืนของแป้ง และอาจเกิดเชื้อราขึ้น ผู้ใหญ่ต้องคอยสังเกตลักษณะที่เปลี่ยนไป ข้อแนะนำคือต้องเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทและเก็บในตู้เย็น

            ดิน น้ำมันอื่นๆ เช่น ดินญี่ปุ่น ซึ่งมีส่วนผสมของกาว ซึ่งอาจผลิตขึ้นเองจาก แป้งข้าวเจ้า น้ำ และสารกันเสีย นำกาวที่ได้มาผสมกับแป้งอเนกประสงค์หรือแป้งสาลี ทัลคัม (talcum) และน้ำมันพืช นวดเป็นเนื้อดียวกัน และเติมทิชชูที่ฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ นวดให้เข้ากัน แต่งสี แต่งกลิ่น จะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะคล้ายดินน้ำมัน ใช้เล่นได้ประมาณหนึ่งอาทิตย์ ห้ามแช่ตู้เย็น

ข้อควรระวังในการเล่นดินน้ำมัน

            ดิน น้ำมันรับประทานไม่ได้         หรือแม้แป้งปั้นที่ทำจากส่วนประกอบที่สามารถรับประทานได้ก็ต้องระวังไม่ให้ เด็กกลืนเข้าไป     เพราะมิได้ผลิตตามหลักโภชนาการ จึงอาจมีการปนเปื้อนของสารต่างๆ          ที่สำคัญต้องระมัดระวังไม่ให้เด็กใส่เข้าไปในจมูก  เพราะหากหลุดลงไปอุดหลอดลม อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้ ผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำและดูแลเด็กเล็กในการเล่นดินน้ำมันหรือแป้งปั้นอย่าง ถูกต้อง   อาการที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นคือการเกิดอาการแพ้องค์ประกอบต่างๆ ในดินน้ำมันและแป้งปั้น


อาการภูมิแพ้

            ดิน น้ำมันรับประทานไม่ได้ หรือแม้แป้งปั้นที่ทำจากส่วนประกอบ ที่สามารถรับประทานได้ก็ต้องระวังไม่ให้ เด็กกลืนเข้าไป เพราะมิได้ผลิตตามหลักโภชนาการ จึงอาจมีการปนเปื้อนของสารต่างๆ ที่สำคัญต้องระมัดระวังไม่ให้เด็กใส่เข้าไปในจมูก เพราะหากหลุดลงไปอุดหลอดลม อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้ ผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำและดูแลเด็กเล็กในการเล่นดินน้ำมันหรือแป้งปั้นอย่าง ถูกต้อง อาการที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นคือการเกิดอาการแพ้องค์ประกอบต่างๆ    ในดินน้ำมันและแป้งปั้นโรคที่พบบ่อยและมีรายงานจากการเล่นดินน้ำมันคืออาการ ภูมิแพ้ (allergy) โดยเฉพาะ การระคายเคืองผิวหนังบริเวณที่สัมผัส (skin irritations) หรือ contact dermatitis สารในดินน้ำมันที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เช่น น้ำมันพืช โดยเฉพาะน้ำมันที่ผลิตจากถั่ว (peanut oils) สารกันเสีย น้ำมันเครื่อง

            มี รายงานการเกิดอาการแพ้ในเด็ก  ที่เล่นแป้งปั้นที่มีประวัติแพ้สารในธัญญาพืช (wheat) ต่างๆ เมื่อสัมผัสแป้งปั้นที่ทำจากแป้งสาลีประมาณหนึ่งชั่วโมง จะเกิดการระคายเคืองผิวหนัง คัน เกิดอาการบวมแดงที่ผิวหนังและหนังตา โดยส่วนใหญ่การแพ้เกิดจากการแพ้โปรตีนในแป้ง คือ กลูเทน (glutens) พบว่าส่วนเว็บไซด์ของบริษัทที่ผลิต Play-dohä ระบุว่า “ Children who are allergic to wheat gluten may have an allergy reaction to this products” หรืออาจเกิดการแพ้ในเด็กที่มีประวัติแพ้สารกลูเทน ทั้งนี้ไม่พบข้อความเหล่านี้บนฉลากของผลิตภัณฑ์

    
        สารกลุ่มละลายในน้ำมัน เช่น น้ำมันเครื่อง พาราฟิน อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ
         

ความเป็นพิษ

            ดิน ธรรมชาติมีการปนเปื้อนของโลหะหนักตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ไม่พบรายงานที่ก่อให้เกิดอันตราย ดินน้ำมันประเภทพอลิเมอร์อาจใส่สาร plasticizer เช่น สารกลุ่มพธาเลต เช่น di-(ethylhexyl) phthalate (DEHP) ที่มีรายงานว่าเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งในหนูทดลองเมื่อให้ในปริมาณสูง

    
        ขึ้ผึ้งประเภท chlorinated synthetic waxes มีความเป็นพิษต่อผิวหนังสูง และสามารถซึมเข้าไปในผิวหนังทำให้เกิดสิวได้ (chloracne)
 

ข้อแนะนำในการเล่นดินน้ำมัน

            ต้อง ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังการเล่น   วิธีเล่นที่ปลอดภัยคือการสวมถุงมือเพื่อป้องกันการสัมผัส แต่อาจทำให้ความสนุกเพลินเพลินลดลง

ที่มา http://www.pharm.su.ac.th/cheminlife/cms/index.php/living-room/modeling-clay.html

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ตัวนำไฟฟ้า


ตัวนำไฟฟ้า คือ สารที ยอมให้กระแสไฟฟ้าผ่านได้ง่าย เพราะเป็นสารที มี
อิเล็กตรอนอิสระเป็นจำนวนมาก ทำให้สามารถรับส่งพลังงานไฟฟ้าได้ส่วนมากจะเป็น
โลหะ โลหะที นำไฟฟ้าได้ดีที สุด คือ เงิน รองลงมา คือ ทองแดง และอะลูมิเนียมตามลำดับ


การนำไฟฟ้าของสารต่างๆนั้น จะขึ้นอยู่กับ free electron ของธาตุนั้นๆ (กรณีของ solid)  ซึ่งมีการเคลื่นที่อย่างอิสระ ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า ( ซึ่งการนำไฟฟ้าจริงๆยังไงไม่ขออธิบายแล้วกันนะครับ เพราะเราสนใจแต่ทำไมมันถึงต่างกันเท่านั้น)

ส่วนสำคัญที่ทำให้ธาตุแต่ละธาตุนั้นแตกต่างกัน ก็เพราะจำนวน electron ที่บรรจุอยู่ และลักษณะเรียงตัวของ electron ในแต่ละธาตุไม่เหมือนกัน 

ในกรณีนี้ ที่เปรียบเทียบกัน 3 ตัวก็คือ Cu Ag Au  และขอยกตัวอย่างอีกคือ Na

11Na  [Ne]  3s1
29Cu  [Ar]  3d10  4s1  (ทองแดง)
47Ag  [Kr]  4d10  5s1  (เงิน)
79Au  [Xe]  5d10  6s1  (ทอง)

ซึ่งจะเห็นได้ว่าทุกตัวนั้น จะมี valence electron เท่ากับ 1 ซึ่งจับกันอย่างหลวมๆด้วยแรงทางไฟฟ้า และถ้าสังเกตลองไปเปิดตารางธาติดู จะพบว่า  Cu Ag Au นั้นจะเป็นธาตุทรานซิชั่น และอยู่ในหมู่  IB และ Na จะอยู่ IA
การจัดเรียงเข้า orbital จะแตกต่างกันทั้งหมด ซึ่งระดับพลังงานจะมีผลต่อ electron ตัวนอกสุด (จริงๆอยากจะเขียนให้ดู แต่ว่ามันทำไม่ได้) 

และที่สำคัญ เรากำลังพูดถึงวัตถุ ซึ่งประกอบขึ้นจากธาตุหลายพันล้านอะตอม ด้วยพันธะโลหะ ซึ่งเป็นรูปของของแข็งโลหะ Na Cu Ag Au   ซึ่งของแข็งโลหะเหล่านี้จะมีการจับตัวที่แตกต่างกันไป กล่าวคือ ในกลุ่มของ Na จะจับกันในรูปแบบของ body-centered cubic (bcc)ซึ่งการจัดเรียงแบบนี้ทำให้มีผลต่อความหนาแน่นของตัวผลึกเอง น้อยกว่า ในกลุ่มของ Cu ซึ่งจับตัวกันแบบ cubic closest packer (ccp) มีผลทำให้การเคลื่อนที่ของ electron มีประสิทธิภาพมากกว่า ฉะนั้นการเปรียบเทียบระหว่างธาตุที่มี valence electron เท่ากัน


แต่ที่เขานิยมเอาทองคำมาเคลือบผิวลายวงจรหรือหน้าสัมผัสแบบไม่มีการอาร์ค ก็เพราะมันไม่เกิดออกไซด์ หรือไม่เป็นสนิม ซึ่งทั้งเงิน ทองแดง และอลูมิเนียม สามารถเกิดออกไซด์ได้ง่าย


แต่ถ้าหน้าสัมผัสเกิดการอาร์คได้ง่าย เช่นหน้าสัมผัสของรีเลย์ จะใช้ทองคำขาว เพราะนอกจากจะไม่เกิดออกไซด์แล้ว ยังเป็นโลหะที่เกิดการอาร์คน้อยและมีระยะเวลาการอาร์คสั้นมากกว่าตัวนำชนิด อื่น โดยยอมแลกกับค่าความนำไฟฟ้าที่ต่ำลงมา เพราะการอาร์คนั้นนอกจากจะทำให้หน้าสัมผัสเสียหายแล้ว ยังอาจทำให้หน้าสัมผัสละลายติดกันได้ด้วย ซึ่งผลเสียมีมากและอันตรายกว่าการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าไปเป็นความร้อนจากความ ต้านทานไฟฟ้าของวัสดุที่ใช้ทำหน้าสัมผัส


คงมีหลายคนสงสัยว่าทองแดงนำไฟฟ้าดีกว่าอลูมิเนียม แต่ทำไมสายไฟแรงสูงจึงใช้อลูมิเนียม นั่นก็เพราะทองแดงหนักกว่าอลูมิเนียมมาก ถึงแม้ในการรองรับกระแสไฟฟ้าในปริมาณที่เท่ากันจะต้องใช้สายอลูมิเนียมที่มี ขนาดใหญ่กว่าทองแดงเป็นเท่าตัว แต่น้ำหนักก็ยังน้อยกว่าทองแดงอีกโขอยู่ (อลูมิเนียมหนักเพียง 1 ใน 3 ของทองแดงที่ปริมาตรเท่ากัน)



เงิน ..... เป็นตัวนำไฟฟ้าดีที่สุด ดีกว่าทอง

ทอง .. เป็นตัวนำไฟฟ้าที่เสถียรที่สุด คือเมื่อกระแสผ่านทำให้เกิดความร้อนมากๆ ทองก็ยังคงสภาพเดิมอยู่ได้ อีกทั้งยังรีดให้เป็นเส้นเล็กๆมากได้ดีกว่าโลหะอื่นๆอีกด้วย จึงนิยมนำมาใช้ทำทางเดินสัญญาณในเครื่องและอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ (Bus)

Type Electrical conductivity
(10.E6 Siemens/m)
Electrical resistivity
(10.E-8 Ohm.m)
Thermal Conductivity
(W/m.k)
Thermal expansion coef.
10E-6(k-1) from 0 to 100°C
Density
(g/cm3)
Melting point or degradation
(°C)
Silver 62,1 1,6 420 19,1 10,5 961
copper 58,5 1,7 401 17 8,9 1083
Gold 44,2 2,3 317 14,1 19,4 1064
Aluminium 36,9 2,7 237 23,5 2,7 660
Molybden 18,7 5,34 138 4,8 10,2 2623
Zinc 16,6 6,0 116 31 7,1 419
Lithium 10,8 9,3 84,7 56 0,54 181
Tungsten 8,9 11,2 174 4,5 19,3 3422
Brass 15,9 6,3 150 20 8,5 900
Carbon (ex PAN) 5,9 16,9 129 0,2 1,8 2500
Nickel 14,3 7,0 91 13,3 8,8 1455
Iron 10,1 9,9 80 12,1 7,9 1528
Palladium 9,5 10,5 72 11 12 1555
Platinium 9,3 10,8 107 9 21,4 1772
Tin 8,7 11,5 67 23,5 7,3 232
Bronze 67Cu33Zn 7,4 13,5 85 17 8,8 1040
Carbon steel 5,9 16,9 90 12 7,7 1400
Lead 4,7 21,3 35 29 11,3 327
Titanium 2,4 41,7 21 8,9 4,5 1668
St.Steel316L EN1.4404 1,32 76,0 15 16,5 7,9 1535
St.Steel 304 EN1.4301 1,37 73,0 16,3 16,5 7,9 1450
Mercury 1,1 90,9 8 61 13,5 -39
Fe. Cr. Alloy 0,74 134 16 11,1 7,2 +-1440
st.Steel 310 EN1.4841 1,28 78 14,2 17 7,75 2650


ที่มา
http://en.wikipedia.org/wiki/Electrical_conductivity
http://www.tibtech.com/conductivity.php
http://www.vcharkarn.com/vcafe/91227
http://topicstock-tech.pantip.com/wahkor/topicstock/2006/04/X4297016/X4297016.html