วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เลือกซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองไหนดี


LTF คืออะไร
กองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ Longterm Equity Fund (LTF) คือ กองทุนรวมที่จะนำเงินไปลงทุนในหุ้น(Equity)ภายในประเทศเป็นหลัก โดยอาจจะมีการลงทุนในตราสารหนี้(Government Bond) หุ้นกู้(Corporate Bond) เงินฝากธนาคาร หุ้นต่างประเทศ หรือ ตราสารอนุพันธ์(Derivative & Future) บ้างเพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นภายในประเทศเพียงอย่างเดียว และผู้ที่ซื้อ LTF จะได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี


ข้อดีของการซื้อ LTF
  1. ได้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี
  2. มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุน(capital gain) ในกรณีที่หุ้นขึ้น แต่ในทางกลับกันก็มีโอกาสขาดทุนเช่นกัน ในกรณีที่หุ้นลง
  3. บางกองทุน มีการจ่ายปันผลให้กับผู้ลงทุน (ดูนโยบายการจ่ายปันผลได้จากหนังสือชี้ชวน)
  4. เป็นการลงทุนที่ใช้เงินลงทุนไม่สูง


ข้อกำหนดของ LTF
ผู้ที่ซื้อ LTF และต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจะต้องถือ LTF ไว้อย่างน้อย 5 ปีปฏิทิน เช่น ถ้าซื้อ ปี 2553 จะสามารถขายได้ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป
แต่ถ้าไม่ต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี ก็สามารถขายตอนไหนก็ได้


กองทุน LTF สามารถจำแนกตามลักษณะความเสี่ยงได้ 3 ประเภทคือ
  1. เสี่ยงสูง คือ กองทุนจะเน้นลงทุนในหุ้นประมาณ 90% ในประเทศหรือต่างประเทศหรือทั้งสองอย่าง และลงทุนในเงินฝาก 10% เพื่อเสริมสภาพคล่อง กองทุนชนิดนี้จะมีความผันผวนสูง เทียบเท่า SET index ตัวอย่างกองทุนประเภทนี้เช่น กองทุน LT2, LT3, LT4, LTT ของ บลจ ไทยพาณิชย์
  2. เสี่ยงปานกลาง คือ กองทุนจะลงทุนในหุ้นประมาณ 70% และที่เหลือจะลงทุนในตราสารหนี้ หุ้นกู้ เงินฝาก กองทุนชนิดนี้จะมีความผันผวนปานกลาง น้อยกว่า SET index ตัวอย่างกองทุนประเภทนี้เช่น กองทุน LT1 ของ บลจ ไทยพาณิชย์
  3. เสี่ยงต่ำ คือ กองทุนจะมีการลงทุนในตราสารอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยง เสมือนว่ากองทุนนั้นๆ ลงทุนในหุ้นเพียงแค่ประมาณ 0-20 % กองทุนชนิดนี้จะมีความผันผวนต่ำ หรือ แทบจะคงที่ถ้ากองทุนนั้นลงทุนในตราสารอนุพันธ์เต็มจำนวน (ขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุน) ตัวอย่างกองทนประเภทนี้ เช่น กองทุน LTS ของ บลจ ไทยพาณิชย์
ดังนั้นผู้ที่จะซื้อกองทุน LTF ควรที่จะซื้อตามระดับความเสี่ยงที่ตนเองสามารถรับได้ เช่น ถ้ากลัวความเสี่ยงมาก ควรลงทุนประเภท 3


เทคนิคเบื้องต้นในการเลือกซื้อกองทุน LTF
  1. ควรซื้อแบบถัวเฉลี่ยทุกเดือน (Dollar Cost Averaging) มากกว่าซื้อครั้งเดียวปลายปี เพราะจะได้ราคาระดับเฉลี่ยที่ไม่เสี่ยงจนเกินไป ถ้าไปซื้อปลายปีครั้งเดียวอาจจะได้ราคาที่ยอดดอย
  2. ควรเปรียบเทียบหลายๆ บลจ โดยดูนโยบายการลงทุนว่าตรงตามที่เราต้องการไหม ดูค่าบริหารจัดการว่าแพงไปไหม ดูว่ามีปันผลให้ไหม(สำหรับคนชอบปันผล)
  3. บาง บลจ อนุญาตให้เราสามารถสลับกองทุนภายใน บลจ เดียวกันได้ เช่น ถ้าเรามีกอง LTS แล้วคิดว่าหุ้นน่าจะขึ้น เราสามารถสลับไปเป็นกอง LT2 ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดใด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนซื้อ


การค้นหา LTF ผ่านทางเว็บไซต์ morningstarthailand
กองทุน LTF ในประเทศไทยมีหลากหลายกองมาก และแต่ละกองก็มีผลการดำเนินงานที่แตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกลงทุนใน LTF ก็ควรจะมีเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจ เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกกองทุนที่มีคุณภาพได้ ซึ่งเว็บไซต์ morningstarthailand ก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือในการคัดกรองกองทุนที่สนใจและใช้งานได้ไม่ยาก ซึ่งมีวิธีการใช้งานพื้นฐานดังนี้
  1. เข้าไปที่เว็บไซต์ http://www.morningstarthailand.com/th/fundquickrank/default.aspx
  2. เลือก LTF แล้วคลิกปุ่ม GO ดังรูป 2
  3. คลิก Morning Star Rating เพื่อเรียงลำดับกองทุนผ่านทาง rating ดังรูป 3 หลังจากนั้นผู้ลงทุนก็สามารถเลือกดูรายละเอียดของกองทุนที่ rating สูงๆ ได้
คำเตือน
  • rating เป็นการวัดผลการดำเนินงานในอดีตเทียบกับ benchmark ของกองทุนนั้นๆ ซึ่งไม่การันตีผลการดำเนินงานในอนาคต
  • กองทุนที่ rating น้อยกว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องมีผลการดำเนินงานในอนาคตดีกว่า
  • rating เป็นเพียงตัวช่วยในการตัดสินใจเท่านั้น ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ผู้ลงทนต้องทำการบ้านด้วยตัวเอง เช่น นโยบายการจ่ายปันผล ค่าบริหารจัดการ

ที่มา http://fundmanagertalk.com